posttoday
ความตายของโรนิน วิลเลียมส์

ความตายของโรนิน วิลเลียมส์

17 สิงหาคม 2557

ความตายเป็นเรื่องธรรมดา แต่ความตายของคนดังมักเป็นข่าวใหญ่ เช่นเดียวกับการตายของโรบิน วิลเลียมส์ ดาราเจ้าบทบาททั้งกล้าหาญ ตลก และเศร้าเคล้าน้ำตา ที่อยู่ในดวงใจของคนวัยสี่สิบขึ้นไปทั่วโลก

ความตายเป็นเรื่องธรรมดา แต่ความตายของคนดังมักเป็นข่าวใหญ่ เช่นเดียวกับการตายของโรบิน วิลเลียมส์ ดาราเจ้าบทบาททั้งกล้าหาญ ตลก และเศร้าเคล้าน้ำตา ที่อยู่ในดวงใจของคนวัยสี่สิบขึ้นไปทั่วโลก

ความตายของเขาดูเหมือนเป็นตลกร้าย ไม่มีใครนึกว่าคนที่เล่นหนังตลกชั้นครูอย่างมิสซิสเดาต์ไฟร์ (Mrs.Doubtfire) และเล่นหนังเป็นครูที่กระตุ้นให้เด็กหนุ่มนักเรียนประจำลุกขึ้นมาทำความฝันของตัวเองให้เป็นจริงในเรื่อง ครูครับผมจะสู้เพื่อฝัน (Dead Poet Society) กลับเผชิญกับปัญหาติดเหล้าและโรคซึมเศร้าและฆ่าตัวตายในที่สุด

นี่ไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่ ในทางสถิติคนดังและนักแสดงไม่น้อยพบกับปัญหายาเสพติดและการฆ่าตัวตาย ผู้เขียนมักรู้สึกสะเทือนใจทุกครั้งที่คนดังมีอันต้องจบชีวิตลงในลักษณะนี้ ขณะเดียวกันเหตุการณ์เช่นนี้ก็เตือนให้เราตระหนักอยู่เสมอว่า ความสุขที่แท้คือสุขจากภายใน คือ การวางตัววางใจให้ยอมรับความเป็นจริงของชีวิต มิใช่ความสุขจากภายนอกคือลาภยศสรรเสริญ สำหรับดาราดังลาภยศสรรเสริญได้มาง่ายและมากเกินไปและสูญเสียมันไปง่ายพอกัน เมื่อจัดวางสมดุลในชีวิตไม่ได้ หรือทำใจกับความสูญเสียไม่ได้ จะพบกับความรู้สึกว่างเปล่าโดดเดี่ยว หรือเจ็บปวด จนไม่อาจทนอยู่กับตัวเองได้

ผู้เขียนเห็นว่าอุทาหรณ์สำคัญจากกรณีของโรบิน วิลเลียมส์ ที่ทิ้งไว้ให้กับคนที่ยังอยู่เบื้องหลังมิใช่บทบาทการแสดง หากแต่คือข้อเตือนใจที่ว่า เรามักมองคนดังคนเก่งว่าเป็น “เทพ” “ฮีโร่” หรือคำที่คนยุคนี้ชอบพูดว่า “Role Model” โดยลืมคิดไปว่า คนเหล่านี้คือมนุษย์เหมือนเรา ที่ชื่อเสียงทรัพย์สินเงินทองมิอาจเยียวยาความเจ็บปวดภายใน หรือเติมเต็มจิตใจได้ หรือการสูญเสียลาภยศสรรเสริฐก็เป็นเรื่องหนักหนาเกินจะรับไหว และเมื่อคนๆ นั้นต้องเผชิญหน้ากับภาวะดังกล่าว สิ่งที่เขาต้องการที่สุดก็คือความช่วยเหลือ แต่กลับไม่มีใครได้ยิน หรือรับฟังความทุกข์ในใจของเขาเลย

โรบิน วิลเลียมส์ เคยส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือหลายครั้ง โดยการสัมภาษณ์รายการวิทยุเมื่อสิบปีที่แล้ว ซึ่งเป็นช่วงที่เขาตัดสินใจเข้ารับการบำบัดการติดเหล้าครั้งแรก แล้วกลับไปติดเหล้าอีก และกลับไปเข้าสถานบำบัดอีกครั้งก่อนการเสียชีวิตเพียงสัปดาห์เดียว

“บางครั้งผมก็ดูบ้าบอใช่มั้ย? ใช่ ผมเป็นคนบ้าบอตลอดเวลาใช่มั้ย? ไม่ใช่ ผมเศร้าใช่มั้ย? ใช่ แล้ว (ความเศร้า) มันทำร้ายผมมากเลยใช่มั้ย? ใช่”

“มีเสียงหนึ่งคิดว่า...เธอกำลังยืนอยู่บนหน้าผาแล้วมองลงไปเบื้องล่าง แล้วก็มีเสียงหนึ่งที่เบากว่ากระซิบบอกว่า “กระโดดสิ”

เราอาจคิดว่าโรคซึมเศร้าเป็นเรื่องไกลตัว แต่องค์การอนามัยโลก ประเมินว่า ในอีก 6 ปีข้างหน้า (ปี 2563) โรคซึมเศร้าจะเป็นโรคอันดับสองที่คร่าชีวิตพลเมืองโลก รองจากโรคหลอดเลือดหัวใจ และปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าประมาณ 3 ล้านคน หรือคิดเป็น 5% ของประชากร ทุก 1.30 ชั่วโมงจะมีคนไทย 1 คน ฆ่าตัวตาย ส่วนใหญ่มาจากโรคซึมเศร้า

ลองสังเกตตัวเองหรือหันมองดูคนรอบตัวว่า พบสัญญาณของโรคซึมเศร้าบ้างหรือไม่ คุณมีคนในครอบครัวหรือเพื่อนร่วมงานสักคนหรือไม่ที่มักหัวเราะเสียงดังลั่นเมื่อเจอเรื่องหนักหนาสาหัส ลองถามตัวเองว่า ถ้าเป็นเราหรือคนธรรมดาทั่วไป หากเจอเรื่องหนักหนาแบบนั้นจะยังหัวเราะออกหรือไม่ และถามลึกลงไปอีกว่า เสียงหัวเราะของเขาคือการกลบเกลื่อนความเจ็บปวดในใจใช่หรือไม่

หากคำตอบว่า ใช่ โปรดใส่ใจเขามากขึ้น อย่าทอดทิ้งให้เขารู้สึกโดดเดี่ยวอยู่เพียงลำพัง

สัญญาณบ่งบอกอาการโรคซึมเศร้าอื่นๆ เช่น ไม่สนุกสนาน ไม่ร่าเริงเหมือนเดิม ไม่มีความสุข เบื่อ ท้อแท้ เครียด หงุดหงิด และเศร้า หมดความสนใจในสิ่งต่างๆ เบื่อสิ่งที่เคยทำแล้วสนุก มีความสุข ไม่อยากทำอะไร ไม่อยากเจอใคร เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลงมาก (หรือบางคนกินมากเพื่อให้หายเครียด น้ำหนักเพิ่มขึ้น) นอนไม่หลับ หลับๆ ตื่นๆ หรือตื่นเร็วกว่าเดิม 23 ชั่วโมง แล้วนอนต่อไปไม่ได้ (แต่บางคนนอนมากขึ้น เนื่องจากไม่อยากทำอะไร นอนแต่ก็ไม่หลับ) เหนื่อยหน่าย อ่อนเพลีย ไม่มีแรง ไม่อยากทำอะไร ความคิดช้า การเคลื่อนไหวช้า สมาธิความจำเสีย ตั้งใจทำงานไม่ได้ ลังเลตัดสินใจลำบาก คิดว่าตัวเองไร้ค่า ทำผิด ทำไม่ดี คิดต่อตัวเองไม่ดี อยากตายและฆ่าตัวตาย

เมื่อปีที่แล้ว เควิน บรีล (Kevin Breel) เด็กหนุ่มวัย 19 ปี กัปตันทีมบาสเกตบอล นักเขียนการ์ตูน และดาวเด่นในโรงเรียนลุกขึ้นมาเล่าประสบการณ์ในเวทีปาฐกถา Tedtalk เรื่อง “คำสารภาพของนักเขียนการ์ตูนผู้ซึมเศร้า” ว่าเด็กหนุ่มที่ดูสมบูรณ์แบบอย่างเขาเผชิญหน้ากับโรคซึมเศร้ามาตั้งแต่อายุ 13 ปี และเมื่อสองปีที่แล้วเขาเตรียมฆ่าตัวตาย แต่รอดมาได้

เขาบอกว่า ขณะที่คนทั่วไปคิดว่าคนเราจะเศร้าเมื่อชีวิตไม่ได้เป็นอย่างที่หวัง เช่น อกหัก ตกงาน หย่าร้าง แต่สำหรับคนเป็นโรคซึมเศร้าจะเศร้าได้ทุกที่ทุกเวลา แต่สังคมมักเพิกเฉยหรือพิพากษาคนเหล่านี้ จนทำให้เขาต้องกลบเกลื่อนความเศร้า และถูกผลักไปอยู่ในมุมที่เขาเห็นว่ามีทางออกเดียวคือความตาย

แพทย์สมัยใหม่บอกว่า โรคซึมเศร้าไม่ใช่โรคจิต โรคประสาท แต่เป็นโรคทางอารมณ์ที่รักษาหายได้เมื่อรับยาร่วมกับการรักษาทางจิตใจ คำว่า การรักษาทางจิตใจ ฟังดูง่ายแต่ทำยาก เพราะเป็นนามธรรม เควินบอกเล่าจากประสบการณ์ของตัวเองว่า เขาผ่านพ้นมาได้ด้วยการฝึกยอมรับและรักตัวเองในสิ่งที่ตัวเองเป็น ไม่ใช่ในสิ่งที่คนรอบข้างหรือสังคมคาดหวัง ส่วนวิธีช่วยคนเหล่านี้คือ ก่อนการคิดว่าจะพูดหรือวางท่าทางอย่างไร ขอให้คิดว่าจะช่วยเหลือด้วยความเมตตาและเข้าใจ จากนั้นทำให้เขารู้ว่า เขาไม่ได้อยู่คนเดียวและยังเป็นที่รักของคุณ อาจเป็นการชวนพูดคุยว่า “เธอเป็นอย่างไงบ้าง” “ยังโอเคอยู่มั้ย” แม้ตอนแรกเขาจะไม่ได้ยินสิ่งที่คุณพูด แต่เขาจะรู้ว่าคุณอยู่ตรงนั้น มีคนคอยรับฟังและใส่ใจดูแล

...แล้วเขาจะอยู่กับคุณต่อไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท