posttoday
คำสั่งปฏิรูปพระพุทธศาสนา

คำสั่งปฏิรูปพระพุทธศาสนา

17 สิงหาคม 2557

คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 115/2557

คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 115/2557

เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาทางพระพุทธศาสนา เพื่อเป็นการส่งเสริมพระพุทธศาสนาให้มีความเจริญมั่นคง นำพาสังคมและวิถีชีวิตของประชาชนให้เกิดความสันติสุขอย่างยั่งยืน

คณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงให้แต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาทางพระพุทธศาสนา โดยมี

1.รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติและหัวหน้าฝ่ายกิจการพิเศษเป็นประธานกรรมการ

2.ปลัดกระทรวงมหาดไทย รองประธานฯ

3.ปลัดกระทรวงยุติธรรม กรรมการ

4.ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กรรมการ

5.ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กรรมการ

6.ปลัดกระทรวงไอซีที กรรมการ

7.ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กรรมการ

8.อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ กรรมการ

9.ปลัดกรุงเทพมหานคร กรรมการ

10.ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กรรมการและเลขาฯ

อำนาจหน้าที่

1.เสนอแนะนโยบาย มาตรการ และแนวทางการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาทางพระพุทธศาสนา เสนอต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

2.อำนวยการ กำกับดูแล ติดตามผลการดำเนินการตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาทางพระพุทธศาสนา เสนอต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

3.พิจารณาให้ความเห็นชอบแผนงาน โครงการ และมาตรการที่เกี่ยวข้องก่อนนำเสนอต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

4.กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการป้องกันและแก้ไขปัญหาทางพระพุทธศาสนา

5.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการในการดำเนินการต่างๆ

6.ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติมอบหมาย

ทั้งนี้ คณะกรรมการตามคำสั่งนี้ สามารถยุบเลิก หรือปรับปรุงองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ได้ตามความเหมาะสม

(หมายเหตุ) รายนามบุคคลตามตำแหน่ง ได้แก่ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว (รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติและหัวหน้าฝ่ายกิจการพิเศษ) วิบูลย์ สงวนพงศ์ (ปลัดกระทรวงมหาดไทย) ชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ (รองปลัดกระทรวงยุติธรรม) ดร.สุทธศรี วงษ์สมาน (ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ) ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ (ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม) เมธินี เทพมณี (ปลัดกระทรวงไอซีที) พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ (รักษาการ ผบ.ตร.)ธีระพงษ์ โสดาศรี (อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์)นินนาท ชลิตานนท์ (ปลัดกรุงเทพมหานคร) นพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ (ผู้อำนวยการสำนักงานพุทธฯ)

ควรเป็นกรรมการอุปถัมภ์

และคุ้มครองพระพุทธศาสนา

พระเมธีธรรมาจารย์ (ประสาร) รองอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแผ่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ให้ความเห็นว่า คณะกรรมการชุดนี้ควรเปลี่ยนชื่อว่าเป็นคณะกรรมการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา จึงจะถูกต้อง เพราะจะได้เข้ามาช่วยกันสร้างความเข้มแข็งให้พระพุทธศาสนา ไม่ใช่มาควบคุม เพราะพระพุทธศาสนาไม่ได้สร้างปัญหาให้สังคมเดือดร้อน จึงไม่มีปัญหาต้องแก้ไข เว้นแต่ขาดการอุปถัมภ์และคุ้มครองอย่างจริงจัง ท่านย้อนในอดีตว่า เมื่อคณะราษฎรยึดอำนาจการปกครองจากพระมหากษัตริย์ เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2475 ยึดมาแต่อำนาจการปกครอง ไม่ยึดอำนาจการอุปถัมภ์มาด้วย ปัญหาจึงเรื้อรังถึงปัจจุบัน

เมื่อเห็นหน้าที่ของคณะกรรมการชุดนี้ ท่านคิดว่า คสช.อาจตั้งสมมติฐานปัญหาพระพุทธศาสนาผิด ไปมุ่งปัญหาที่บุคคลในพระพุทธศาสนาบางส่วนที่เป็นอลัชชีอันมีไม่มาก สถิติที่สำนักงานพุทธฯ รวบรวมไว้มีไม่ถึงร้อยละ 1 แต่เมื่อถูกจับสึกมักเป็นข่าวใหญ่เสมอ จึงอยากเห็น คสช.หรือคณะกรรมการชุดนี้ตั้งสมมติฐานใหม่ ให้มาอุปถัมภ์ คุ้มครอง ส่งเสริม เช่น การศึกษาและเผยแผ่พระพุทธศาสนาในเชิงรุกให้มีประสิทธิภาพดีกว่า ถ้าทำได้จะแก้ปัญหาต่างๆ ได้ทั้งหมดและอย่างยั่งยืน

พุทธศาสนามีปัญหาหรือ

เมื่อได้ฟังประกาศคำสั่ง คสช. ฉบับที่ 115/2557 มีคำถามอื้ออึงมาถึงผู้เขียนว่า เกิดอะไรขึ้นกับพระพุทธศาสนา คำสั่งนี้จะเป็นแนวทางปฏิรูปพระพุทธศาสนาใช่หรือไม่ หรือถามว่า พระพุทธศาสนาสร้างปัญหาและความเดือดร้อนแก่สังคมถึงกับ คสช.ต้องออกคำสั่งตั้งกรรมการมาปกป้อง และแก้ไขปัญหากันทีเดียวเชียวหรือ แล้วศาสนาอื่นๆ ทำไม คสช.ไม่ยื่นมือไปปกป้องและแก้ปัญหา แสดงว่า พระพุทธศาสนาอยู่ในภาวะคับขันและอันตราย ต้องตั้งกรรมการมาดูแล เหมือนคนไข้หนักที่ต้องได้รับการดูแลจากหมออย่างใกล้ชิดเช่นนั้นหรือ

ผู้เขียนตอบไม่ได้ นอกจากเดาว่า คสช.รับเรื่องร้องเรียนเรื่องพระ เรื่องวัด จนเต็มมือ จึงต้องตั้งคณะกรรมการมาเสนอแนะนโยบาย มาตรการ และแนวทางการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาทางพระพุทธศาสนาก็ได้

ท่านจะได้รับปัญหามาอย่างไรก็ตาม แต่โจทย์ที่ท่านได้รับมา พอแยกออกได้ดังนี้

คำสั่ง คสช.ฉบับนี้ แปลว่า หัวหน้า คสช.และ คสช.ไม่ทอดทิ้งพระพุทธศาสนาที่หลายคนละเลย แต่กลับกระตือรือร้นหยิบยกขึ้นมาเพื่อปกป้อง และแก้ไขปัญหาให้ เพื่อเป็นการส่งเสริมพระพุทธศาสนาให้มีความเจริญมั่นคง นำพาสังคมและวิถีชีวิตของประชาชนให้เกิดความสันติสุขอย่างยั่งยืน เป็นปิยวาจา ถูกใจหลายคน

ภัยภายนอก

แต่โปรดติดตามดูประเด็นที่สงสัย เมื่อคณะกรรมการที่ได้รับแต่งตั้ง ล้วนแต่เป็นฆราวาสทั้งหมด ท่านมองเห็นประเด็นปัญหาของพระสงฆ์หรือพระพุทธศาสนาได้รอบด้านแล้วหรือไร การที่จะต้องไปปกป้องนั้นมีอะไรบ้าง และเมื่อทราบแล้วจะปกป้องอย่างไร

เพราะการปกป้องเป็นเรื่องใหญ่ โยงใยไปถึงความมั่นคงของชาติทีเดียว ต้องอาศัยความกล้า และ พ.ร.บ.ใหม่เท่านั้น จึงทำได้ดี เมื่อทำมันแล้วส่งผลกระทบทั้งแผ่นดิน เพราะพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ เป็นวิถีชีวิตของคนไทยตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย และหลังจากตายแล้ว (เพราะเราเชื่อการเกิดใหม่ หรือชาติหน้า ภพหน้า ที่เรียกว่า สัมปรายภพ) แต่ได้รับผลกระทบจากภัยความมั่นคงจากภายนอกมาตลอด จนคนทั่วไปกล่าวว่ามีปัญหา ทั้งๆ ที่ถูกกระทำ

เมื่อถามพระสงฆ์หรือญาติโยม จะได้คำตอบเหมือนกันว่า ศาสนวัตถุและผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนาถูกย่ำยี ที่รุนแรงที่สุดคือใน 34 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้ชาวพระพุทธต้องทิ้งถิ่น วัดร้าง หรือที่มีพระก็มีไม่กี่รูป บางวัดมีไม่ครบ 5 รูป ไม่พอจะรับกฐินได้ด้วยซ้ำไป ที่อยู่ก็อยู่ด้วยความหวาดกลัวและเสียสละ จะออกบิณฑบาตยังต้องเสี่ยงชีวิต ถึงแม้ว่าจะมีทหารถือปืนคุ้มกันก็ตาม ภาพแบบนี้คือภัยคุกคามความมั่นคงของพระพุทธศาสนาที่เกิดจากภายนอก เมื่อทราบดังนี้ (ทราบมานาน 10 ปีแล้ว) จะแก้อย่างไร

ภัยจากข้างใน

ส่วนภัยที่เกิดจากข้างใน ดังโคลงโลกนิติว่า

สนิมเหล็กเกิดแต่เนื้อ ในตน... กินกัดเนื้อเหล็กจน กร่อนขร้ำ... บาปเกิดแต่ตนคน เป็นบาป... บาป ย่อมทำโทษซ้ำ ใส่ผู้บาปเอง...

ปัญหาหรือภัยข้างใน ส่วนมากเกิดจากบุคคลหรือพระภิกษุสงฆ์ แต่คณะสงฆ์แก้กันเอง จะเห็นว่าพระภิกษุที่ทำเรื่องโลกวัชชะ เป็นอลัชชีละเมิดศีล ละเมิดวินัย ถูกจับสึก จนเป็นข่าวตามหน้าสื่อมวลชนเป็นประจำ เมื่อคิดในทางบวกการจับสึกภิกษุอลัชชี เป็นผลจากการควบคุมกันเองของคณะสงฆ์ และพุทธศาสนิกชนได้ดี โดยผู้รักษากฎหมายให้ความร่วมมือ จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่

แต่เมื่อเรื่องอย่างนี้เป็นข่าวผ่านสื่อสารมวลชนออกไป คนที่เป็นห่วงพระพุทธศาสนาก็เข้าใจว่าศาสนาเสื่อม แท้จริงศาสนาไม่เคยเสื่อม พระพุทธองค์วางหลักเกณฑ์ ทรงประกาศหลักพระพุทธศาสนา เช่น หลักกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วไว้อย่างไร ก็ยังเป็นอมตะอย่างนั้น เว้นแต่บุคคลที่มีปัญญาทราม ไม่เข้าใจจริง ไปหลงใหลกับวัตถุนิยม ตกเป็นทาสกิเลสตัณหา จึงไปทำเรื่องนอกธรรมนอกวินัย กลายเป็นอลัชชี

การแก้ตรงนี้ มหาเถรสมาคมต้องวางหลักเกณฑ์การศึกษาให้พระภิกษุสามเณรได้รับการศึกษาตามหลักธรรม เพื่อจะได้เกิดหิริโอตตัปปะ รู้แจ้งเห็นจริงในแก่นแห่งธรรม นอกเหนือไปจากการกระจายอำนาจในการปกครองตั้งแต่ระดับบนถึงระดับล่าง อย่าผูกขาด รูปเดียวควรครองตำแหน่งเดียว ยกย่องพระที่ควรยกย่อง อย่าเห็นแก่หน้า

พ.ร.บ.สงฆ์ใหม่ เพื่อการปฏิรูป?

ส่วนประเด็นปัญหาที่คณะกรรมการชุดนี้ควรแก้ไขมีอะไรบ้าง ถามพระสงฆ์หรือในความเห็นของผู้เขียนเอง เห็นว่า สังคมสงบสุขเพราะพระพุทธศาสนา ปัญหาที่เกิดจากองค์รวมพระพุทธศาสนาไม่มีเลย พระพุทธศาสนาไม่มีกองกำลังจับอาวุธไปสังหาร วางระเบิด หรือเข่นฆ่าใคร ไม่เคยสร้างปัญหาและความเดือดร้อนแก่ชุมชนหรือสังคมแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามกลับถูกกระทำให้ได้รับความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน

แต่ผู้เขียนก็ไม่ปฏิเสธโดยสิ้นเชิงว่า ไม่มีบุคลากรทางพระพุทธศาสนา หรือเจ้าอาวาสบางวัด ไปสร้างปัญหาให้แก่ศาสนิกของตนเอง เช่น วัดฟ้องขับไล่ที่อยู่หรือที่ทำกินของชาวบ้านจนเดือดร้อน ซึ่งมีอยู่บ่อยๆ นอกจากนั้นก็เป็นปัญหาปลีกย่อย เช่น สร้างรูปเคารพนอกศาสนาที่ใหญ่โตกว่าพระพุทธรูปในวัด แม้ว่ามหาเถรสมาคมจะห้ามแล้วก็ตาม หรือบางทีก็มีความเป็นอยู่หรูหราเกินความเป็นนักบวชผู้เสียสละ

ในที่สุดปัญหาต่างๆ เหล่านี้ ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ อาจแก้โดยเดินตามแนวทางที่คนมีอำนาจในอดีตเคยทำ ดังที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยกเลิก พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2484 ให้ใช้ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แทน

จึงควรติดตามว่า การตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมา จะส่งผลให้แก้ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปคณะสงฆ์อีกครั้งหรือไม่ ห้ามกะพริบตา

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท