
แม่
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
ถึงจะเลย 12 ส.ค. มาแล้ว แต่ขอถือโอกาสเก็บตกวันแม่ที่เพิ่งผ่านมาหน่อยค่ะ คงไม่ล่าเกินไป และสำหรับหลายคน ทุกวันก็ล้วนแล้วแต่เป็นวันพ่อ วันแม่ วันเด็ก และอีกหลายวันที่ได้แสดงออกถึงความรักความกตัญญูในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว
วันแม่ของเราปีนี้ยังคงอยู่ในบรรยากาศของข่าวการ “อุ้มบุญ” ที่ฮือฮามาพักใหญ่ และเป็นข่าวดังจุดกระแสเรื่องธุรกิจอุ้มบุญ (Surrogate Mother) ไปทั่วโลก
เราคงไม่คุยกันเรื่องถูก/ผิด หรือเรื่องทางกฎหมายอีก เพราะหลายฝ่ายต่างก็พูดถึงกันไปเยอะแล้ว จนกำลังมีการเสนอกฎหมายเกี่ยวกับการอุ้มบุญเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ด้วย
ส่วนตัวแล้ว ดิฉันสนใจเรื่อง “นิยามของคำว่าแม่” เป็นพิเศษ
ปัจจุบัน หลายคนเริ่มยอมรับกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนไปได้ว่า แม่ไม่ใช่ผู้ให้กำเนิดหรือผู้ที่ให้ความรักกับลูกโดยไม่มีเงื่อนไขเสมอไป บางคนมีปู่ ย่า ตา ยาย เป็นแม่ที่เลี้ยงดูมาทั้งชีวิตหลังจากผู้ให้กำเนิดทอดทิ้งไป บางคนมีพ่อที่ทำหน้าที่เป็นทั้งพ่อและแม่ในคราวเดียวกัน
แต่ในกรณีอุ้มบุญนั้น ผู้เป็น “แม่ที่แท้จริง” อาจไม่ใช่หญิงที่เสนอขายบริการฝากครรภ์โดยยินยอมให้ใช้ร่างกายของตัวเองเป็นที่ฝังตัวอ่อนแล้วคลอดออกมา แต่เป็น “ใครก็ได้ที่มีเงิน และต้องการให้มีชีวิตมนุษย์ชีวิตใหม่ถือกำเนิดออกมา”
เพราะในบางกรณีที่เกิดขึ้นนั้น บางคนไม่ได้ใช้แม้แต่สเปิร์มของตัวเอง เนื่องจากอาจติดปัญหาด้านสุขภาพบางประการ หรืออาจเป็นคนโสดที่ไม่มีสามี จนต้องขอบริจาคจากธนาคารสเปิร์ม ขณะที่รังไข่ก็อาจมาจากการซื้อจากผู้หญิงคนอื่นเช่นเดียวกัน
ในครอบครัวที่มีแต่พ่อ และพ่อ หรือพูดง่ายๆ ว่าเป็นครอบครัวสีม่วงนั้น ถ้าครอบครัวนี้ใช้วิธีการรับเด็กตามสถานสงเคราะห์มาอุปการะ ก็อาจเรียกคนหนึ่งเป็น Daddy และอีกคนเป็น Papa เช่นที่หนังสารคดีชีวิตครอบครัวเกย์ในอเมริกาเรื่อง Daddy & Papa สามารถสะท้อนออกมาอย่างดี จนคว้ารางวัลมาหลายเวทีทั่วโลกแล้ว
แต่หากครอบครัวนั้นใช้วิธีอุ้มบุญ ก็อาจต้องอธิบายกันยาวๆ กับลูกเมื่อเขาโตขึ้น
ส่วนในออสเตรเลีย ผู้หญิงคนหนึ่งต้องรีบให้ข้อมูลกับผู้ชายที่กำลังเริ่มคบหาดูใจและมีแนวโน้มจะพัฒนาความสัมพันธ์กันต่อว่า เธอถือกำเนิดมาจากพ่อที่เป็นผู้บริจาคสเปิร์ม (Sperm Donor) ดังนั้นเธอจึงต้องบอกคนรักก่อนเพื่อให้แน่ใจว่าทั้งคู่จะไม่ใช่พี่น้องพ่อเดียวกัน จนมีปัญหาตามมาในภายหลัง
เห็นได้ชัดว่านิยามของคำว่าแม่ หรือแม้แต่พ่อที่เป็นผู้ให้กำเนิดในทุกวันนี้ เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากตามพัฒนาการที่รวดเร็วของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ในช่วงแรกๆ นั้น ดิฉันเชื่อว่าเสรีภาพในการสืบพันธุ์ที่ให้สิทธิใครก็ได้สามารถเป็นแม่โดยไม่จำกัดเพศ เชื้อชาติ และศาสนา ควรตามมาด้วย “กฎหมาย” ควบคุมดูแลที่เท่าทันกัน รัฐบาลและสังคมควรตระหนักได้ว่ายุคสมัยกำลังเปลี่ยนไปแล้ว และการใช้จารีตประเพณีแบบเดิมๆ ที่รณรงค์ให้คนรักแม่ รณรงค์ให้ครอบครัวอบอุ่นนั้น ไม่เพียงพออีกต่อไป
แต่ขณะที่กำลังคิดเรื่องการใช้หลักกฎหมายให้มากขึ้นแทนที่หลักจารีตประเพณีเดิมๆ ระหว่างนั้นก็เกิดแวบคิดถึงกรณีของจีน ที่ออกกฎหมายห้ามทอดทิ้งพ่อแม่ หรือกฎหมายสิทธิผู้สูงอายุขึ้นมา ทำให้ต้องหยุดแล้วคิดทบทวนใหม่อีกครั้ง
หากเรื่องที่เป็นเชิงมโนธรรมหรือความรู้ผิดชอบชั่วดีโดยพื้นฐานเช่นนี้กำลังเลือนหายไปจากสังคม โดยต้องหันมาพึ่งหลักกฎหมายบังคับไม่ให้คนทำผิด วันนั้นคงเป็นยุคสมัยที่น่าเศร้าไม่น้อย
กฎหมายที่รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของสังคมต้องมี แต่การรณรงค์ความดีก็ยังต้องทำควบคู่กันไป โลกสวยอย่างไรเสียก็ย่อมดีกว่าโลกที่เน่าเฟะค่ะ







