เยอรมนี บนเส้นทางพลังงานสีเขียว
เมื่อพลังงานกลายเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานไฟฟ้า
เมื่อพลังงานกลายเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานไฟฟ้า ซึ่งแผนในการพัฒนาพลังงานชนิดนี้ถือเป็นวาระสำคัญที่คนไทยทุกคนควรมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทาง ด้วยการมองหาโมเดลที่เหมาะสมและลงตัวที่สุดสำหรับประเทศไทย ดังนั้นโลก 360 องศาจะขอพาไปดูอีกหนึ่งประเทศตัวอย่าง ที่มีความโดดเด่นทางด้านเทคโนโลยีและนโยบายทางด้านพลังงานไฟฟ้า นั่นก็คือประเทศเยอรมนี
พลังงานนิวเคลียร์เคยมีบทบาทสำคัญในการผลิตไฟฟ้าในเยอรมนี แต่เมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว รัฐบาลเยอรมนีประกาศยุติบทบาทโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ พร้อมทั้งตั้งเป้าหมายว่าประเทศนี้จะใช้พลังงานหมุนเวียนให้ได้ 100% ดังนั้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงและมีผลลัพธ์ที่น่าสนใจมากมาย ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งในการใช้เป็นกรณีศึกษา
เยอรมนีเป็นประเทศที่มีการใช้พลังงานมากที่สุดในยุโรป และมากติดอันดับ 8 ของโลก ซึ่งก็สอดคล้องกับเศรษฐกิจที่เติบโต และสังคมที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยมีพลังงานไฟฟ้าเป็นปัจจัยหลักที่คอยสนับสนุนการพัฒนาและการเติบโต แต่เมื่อรัฐบาลยืนยันที่จะแทนที่ไฟฟ้านิวเคลียร์ด้วยพลังงานหมุนเวียนซึ่งยังคงมีข้อจำกัดหลายด้าน จึงต้องหาวิธีเพิ่มกำลังการผลิตให้มากขึ้น โดยการเปิดโอกาสให้ทั้งบริษัทผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่และเอกชนรายย่อยที่พอจะมีศักยภาพ ให้มาร่วมลงทุนผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น กังหันลม แผงโซลาร์เซลล์ หรือจากก๊าซชีวภาพ โดยรัฐบาลจะมีการประกันราคารับซื้อในอัตราค่อนข้างสูงเป็นระยะเวลานับสิบปี ทำให้เอกชนมีความตื่นตัวและสนใจลงทุนด้านนี้มากขึ้น
เราได้มีโอกาสสนทนากับคุณ Richard Wiesi เจ้าของกังหันลมผลิตไฟฟ้าขนาด 1.5 เมกะวัตต์ เขาเล่าให้เราฟังว่า เมื่อ 8 ปีที่แล้วเขาตัดสินใจกู้เงินจากธนาคาร เพื่อลงทุนติดตั้งกังหันลมบนพื้นที่ไร่ข้าวโพดของเขา เพื่อขายไฟฟ้าให้กับรัฐบาล โดยลงทุนไป 1.8 ล้านยูโร ซึ่งอีกเพียง 2 ปีก็จะถึงจุดคุ้มทุน และจะทำให้ช่วงชีวิตหลังเกษียณของเขามีรายได้จากกังหันลมผลิตไฟฟ้าดังกล่าว
อย่างไรก็ตามทีคุณ Rico วิศกรกังหันลมผลิตไฟฟ้าบอกกับเราว่า ไม่ใช่ทุกพื้นที่ในเยอรมนีจะสามารถติดตั้งกังหันลมผลิตไฟฟ้าได้ อีกทั้งกฎระเบียบในการขออนุญาตก็ยุ่งยากมากขึ้นกว่าเดิม เพราะต้องมีการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ความคุ้มค่าในการติดตั้ง เนื่องจากสภาพอากาศมีส่วนสำคัญต่อปริมาณกระแสลม อีกทั้งยังไม่มีเทคโนโลยีใดๆ ที่สามารถเก็บกักไฟฟ้าไว้ได้ในยามที่ไม่มีลม ซึ่งนั่นอาจทำให้ผู้ผลิตไฟฟ้าจากกังหันลมมีรายได้ไม่สม่ำเสมอ
ในส่วนของการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์นั้น เยอรมนีก็มีความโดดเด่นจากการมีแผงโซลาเซลล์มากกว่าหนึ่งล้านวงจร ไม่นับรวมที่ติดตั้งอยู่ตามบ้านเรือน ซึ่งเอกชนสามารถลงทุนสร้างโซลาฟาร์มเพื่อผลิตไฟฟ้าขายให้กับรัฐบาลได้เช่นกัน ดังเช่นที่ฟาร์มสุกรของคุณ Federik Lenz ที่ลงทุนหลายล้านยูโรเพื่อติดตั้งโซลาเซลล์บนคอกสุกร เขาบอกว่ารัฐบาลประกันราคารับซื้อไฟฟ้าจากฟาร์มของเขาเป็นเวลาถึง 20 ปี หากแต่ว่าในปัจจุบันเมื่อมีคนหันมาทำธุรกิจนี้มากขึ้น รัฐบาลจึงไม่สามารถสนับสนุนได้มากกว่าแต่ก่อน อีกทั้งกฎระเบียบต่างๆ ก็เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งนั่นอาจทำให้ธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากโซลาเซลล์ของเขาคืนทุนช้าลง
ไม่ไกลมากจากฟาร์มของคุณ Federik เป็นที่ตั้งของโรงไฟฟ้าก๊าซชีวมวล ซึ่งคุณ Phillips ผู้ดูแลโรงไฟฟ้าแห่งนี้เล่าให้เราฟังว่า โรงไฟฟ้าแห่งนี้ผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพที่เกิดจากการหมักข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งก๊าซที่ได้สามารถเก็บกักไว้ผลิตไฟฟ้าได้ตลอดทั้งปีจึงทำให้มีรายได้สม่ำเสมอ แต่การเกิดขึ้นของโรงไฟฟ้าชนิดนี้ส่งผลกระทบต่อวิถีเกษตรกรรมในบางพื้นที่ เพราะเกษตรกรหันมาปลูกพืชพลังงานมากขึ้นเนื่องจากมีราคารับซื้อสูง ทำให้เหลือพื้นที่ปลูกพืชเพื่อบริโภคน้อยลง ส่งผลให้พืชผักเพื่อการบริโภคมีราคาแพง อีกทั้งการปลูกพืชพลังงานซ้ำๆ กัน ยังทำให้ดินเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็ว รัฐบาลจึงต้องออกกฎหมายจำกัดพื้นที่ในการปลูก และปริมาณในการปลูกเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว
การพัฒนาพลังงานหมุนเวียนในเยอรมนี ชี้ให้เห็นว่าสามารถทำได้บนเงื่อนไขที่เหมาะสมกับประเทศนี้ แม้จะทำให้ค่าไฟฟ้าปรับขึ้นก็ตาม แต่การเป็นรัฐสวัสดิการก็ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศรับภาระค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นได้ อย่างไรก็ตามการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน ก็ยังคงได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันการยุติบทบาทโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ก็ไม่ได้หมายความว่าปิดดำเนินการทุกโรงที่มีอยู่ แต่เป็นการไม่สร้างเพิ่ม และโรงที่มีอยู่จะยังคงดำเนินการไปจนกว่าจะหมดอายุ เพราะไฟฟ้าที่ผลิตได้จากพลังงานหมุนเวียน ยังมีประสิทธิภาพไม่แน่นอนและมีต้นทุนการผลิตสูง เหมาะสำหรับใช้ในภาคครัวเรือน แต่สำหรับภาคอุตสาหกรรมยังคงมีความจำเป็นในการใช้ไฟฟ้าต้นทุนต่ำ ทั้งจากถ่านหินและนิวเคลียร์ อย่างไรก็ตามรัฐบาลก็มีมาตรการในการส่งเสริมการพัฒนาและใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ที่มีความปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกับโรงไฟฟ้าดังกล่าว
ทุกวันนี้พลังงานไฟฟ้าไม่ใช่เรื่องไกลตัวเราอีกต่อไป เพราะแทบจะเป็นต้นทุนหลักของทุกๆ กิจกรรมในชีวิตประจำวัน ดังนั้นเรื่องของเทคโนโลยีและนโยบายทางด้านพลังงานไฟฟ้า ล้วนส่งผลโดยตรงต่อวิถีชีวิต สังคม และการเมืองของทุกๆ ประเทศ จึงมีความจำเป็นที่เราจะต้องเรียนรู้และเข้าใจถึงกระบวนการผลิตไฟฟ้า ที่ตั้งอยู่บนเงื่อนไขของแต่ละประเทศ ดังเช่นกรณีศึกษาของประเทศเยอรมนี







