เชยองซอก ผู้ชายจริงจัง&จริงใจ
เกือบหนึ่งเดือนแล้ว นับตั้งแต่เกิดเรื่องราวไม่สบายใจในแคมป์เทควันโดจนบานปลายกลายเป็นเรื่องใหญ่โต
โดย...นูโน่
เกือบหนึ่งเดือนแล้ว นับตั้งแต่เกิดเรื่องราวไม่สบายใจในแคมป์เทควันโดจนบานปลายกลายเป็นเรื่องใหญ่โต วันนี้หลังทุกอย่างจบลงด้วยดี เชยองซอก หรือโค้ชเช ของวงการเทควันโด ดูหน้าตาสดใสมากขึ้น แต่ยังคงบุคลิกจริงจังเหมือนเดิม
หลายคนอาจรู้จักเขาในฐานะยอดโค้ชจากผลงานที่ประจักษ์ นึกภาพถึงความโหดจากกิตติศัพท์เรื่องความเฮี้ยบ หรือมองเป็นคนดุจากใบหน้าอันจริงจัง แต่จะมีสักกี่คนที่จะรู้จักตัวตนของโค้ชชาวเกาหลีใต้คนนี้
“จริงๆ แล้วผมเป็นคนอ่อนไหว แต่ก็เครียดตลอดเวลา เพราะนอกจากเวลาแล้ว ก็ยังคิดเรื่องทำงานตลอด และดูวิดีโอเกี่ยวกับเทควันโดตลอด” โค้ชวัย 40 ปี เปิดใจในการให้สัมภาษณ์พิเศษกับโพสต์ทูเดย์
ความอ่อนไหวของโค้ชเช สะท้อนให้เห็นได้จากแววตาหมองเศร้าเหมือนคนเกือบจะร้องไห้ เมื่อถามถึงช่วงเวลาที่ผิดหวังและท้อแท้ที่สุดตลอด 12 ปีที่มาอยู่เมืองไทย
เขานิ่งไปพักใหญ่ ก่อนจะบอกว่าตั้งแต่ครั้งแรกที่มาเมื่อเดือน ก.พ. ปี 2002 ยังไม่มีความรู้สึกไม่ดี เพราะผลงานพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ เป็นขั้นบันได แต่อาจจะมีบ้างช่วงโอลิมปิก ที่ต้องแบกความกดดันพอสมควร เพราะมีเป้าหมายสูง และช่วงปีแรกๆ ที่มาอยู่ เพราะคิดถึงครอบครัวที่เกาหลี เนื่องจากคุณแม่เพิ่งเสียไป 1 ปี หลังจากคุณพ่อเสียไปแล้วก่อนหน้านั้น 7 ปี ทำให้เหลือแค่คุณย่าและพี่สาว
“ครั้งแรกที่มาสัญญาแค่ 6 เดือน จากการติดต่อผ่านสหพันธ์เทควันโดโลก ตอนนั้นไม่รู้อะไรเกี่ยวกับประเทศไทยเลย และตัดสินใจยากเหมือนกัน เพราะคุณแม่เพิ่งเสีย ไม่อยากไปไหน แต่สุดท้ายคิดว่าถ้าปฏิเสธเพราะเรื่องนี้คุณแม่คงรู้สึกไม่ดี และอยากลืมเรื่องความเศร้าด้วย ไม่เคยคิดว่าจะมาอยู่นานขนาดนี้ ตั้งใจจะอยู่แค่หมดสัญญา และกลับไปดูแลครอบครัวมากกว่า” เฮดโค้ชทีมชาติไทย กล่าวถึงจุดเริ่มต้นในการมาอยู่เมืองไทย
แต่หลังจากปิดฉากเอเชียนเกมส์ ที่ปูซาน ในปีนั้น ด้วยผลงาน 2 เหรียญเงิน ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
“วันสุดท้ายผมคุยกับนักกีฬา บอกว่าจะพบกันเป็นวันสุดท้าย กลับไปขอให้ตั้งใจซ้อม ไม่รู้ว่าใครจะมาสอนหลังจากนี้ แล้วทุกคนก็ร้องไห้ ส่วนใหญ่บอกว่าอยากไปโอลิมปิก อยู่ต่อได้มั้ย ผมก็บอกไปว่า ต้องคิดอีกทีหนึ่ง ยังตอบตอนนี้ไม่ได้ ผมยังมีครอบครัวอีก แต่อีกสองวันหลังจากนั้น ผมก็กลับมาอีกและมีเป้าหมายไปโอลิมปิก”
ตอนนั้นโค้ชเชยอมรับว่า ไม่มั่นใจเลย เพราะมีเวลาเตรียมตัวแค่ปีครึ่ง และไม่แน่ใจว่าจะคว้าสิทธิไปได้หรือไม่ แต่ที่รู้คือแววตานักกีฬาจริงจังมาก
อาจจะด้วยน้ำตาของนักกีฬาที่ช่วยเปลี่ยนใจคนอ่อนไหวอย่างเขาให้อยากสานฝันของทุกคน ซึ่งสุดท้ายก็สามารถสร้างประวัติศาสตร์คว้าเหรียญทองแดงแรกในโอลิมปิก 2004 จาก “วิว” เยาวภา บุรพลชัย ความสำเร็จที่โค้ชยกให้เป็นช่วงเวลาแห่งความประทับใจมากที่สุดในอาชีพ
เพราะสมัยนั้นยังมีคนรู้จักเทควันโดน้อย และไทยยังไม่เคยไปโอลิมปิก ซึ่งหลังจากนั้นทุกอย่างเปลี่ยนหมด ทั้งความนิยม การสนับสนุน และตัวนายกสมาคมเทควันโดแห่งประเทศไทย
แต่นับจากนั้นมาก็เป็นเรื่องของเป้าหมายเหรียญทองโอลิมปิกที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ และความผูกพันกับนักกีฬาเหมือนลูกชาย ลูกสาว จนทำใจให้สู้กันไม่ได้หากไปคุมชาติอื่น
“เสียดายโอลิมปิก 2012 เรามีโอกาสลุ้นเหรียญทองจริงๆ แต่ผมรู้สึกว่ามีส่วนผิด ถ้านักกีฬาแพ้ ผมจะรู้สึกว่าตัวเองทำได้ไม่ดี แต่ถ้าชนะจะไม่ค่อยรู้สึกอะไร เพราะผมดูแล เป็นคนสอน คิดว่าเป็นความผิดของตัวเอง 7080% เลยกดดัน เป็นนิสัยเครียดของตัวเอง”
แววตาจริงใจของโค้ชขณะพูด ทำให้เราเชื่อว่าเขารู้สึกแบบนั้นจริงๆ ไม่ใช่เพียงเพื่อสร้างภาพให้ดู เพราะเมื่อถามถึงกฎระเบียบในแบบฉบับของตัวเอง โค้ชเกาหลีใต้ยังย้ำตรงไปตรงมาว่า สิ่งที่ไม่ชอบที่สุด คือ การมาสาย และไม่มีระเบียบวินัย เพราะไม่ใช่เรื่องของวัฒนธรรม
“ผมคิดว่าถ้าเป็นทีมชาติต้องรับผิดชอบ เทควันโดไม่ต้องการสอนให้เก่งอย่างเดียว แต่ต้องการสอนให้เป็นคนดีด้วย”
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากนิสัยเครียดและอ่อนไหวง่ายแล้ว โค้ชเชก็ยังมีมุมตลกเช่นกัน เมื่ออยู่กับเพื่อน ซึ่งมีไปกินเบียร์หรือผ่อนคลายกันบ้าง เดือนละ 12 ครั้ง ที่สำคัญเป็นคนอนุรักษ์เกาหลี
“ถ้ามีเวลาพักผ่อน ส่วนใหญ่ผมชอบอยู่บ้าน อยากนอน ฟังเพลงและดูหนังซีรี่ส์เกาหลี ผมชอบเพลงแนวคลาสสิก ชอบความทรงจำ และหนังเกี่ยวกับวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของเกาหลี”
แต่ก็ไม่อยากให้ลูกชาย เชชุนมิน วัย 5 ขวบ เดินตามรอยในอนาคต เพราะเหนื่อยมาก อยากให้เรียนหนังสือมากกว่า แต่ก็มีแผนจะให้เรียนเทควันโดในปีหน้า เพื่อให้มีทักษะ และระเบียบวินัย รวมทั้งมารยาท
ส่วนมุมมองความแตกต่างเรื่องวัฒนธรรมนั้น โค้ชเชมองว่า ส่วนใหญ่แล้วเอเชียด้วยกันจะไม่ต่างกันมาก แต่คนเกาหลีจริงจังกว่า เป็นสังคมเครียด ส่วนคนไทยจะมีความสบายๆ ไม่เครียดมาก
“แต่เมื่อสบายมากเกินไปก็ไม่ดี บางครั้งก็ต้องซีเรียสบ้าง เสรีภาพเป็นเรื่องที่ดี แต่เยอะเกินไปก็ไม่ดี แต่ก็ขอบคุณคนไทยที่รักกันและให้กำลังใจกัน เจอที่ไหนหลายคนบอกว่าขอบคุณโค้ชเช ที่ทำให้คนไทยมีความสุข มันทำให้ผมภูมิใจในตัวเองและรักคนไทยด้วย”
เมื่อถามถึงความรู้สึกต่อกระแสเคป๊อป หรือซีรี่ส์เกาหลีที่ได้รับความนิยมในเมืองไทย โค้ชเชไม่ได้ยินดีอะไรกับเรื่องนี้แม้แต่น้อย แต่กลับมองว่าคนไทยควรภูมิใจและชอบของคนไทยมากกว่า ไม่ควรนิยมของต่างชาติมากเกินไป แต่อยากให้อนุรักษ์ความเป็นไทยไว้มากกว่า
ไม่แปลกใจเลยทำไมนักกีฬาและคนใกล้ชิดถึงรักโค้ชเช เพราะเขาจริงจังกับหน้าที่ด้วยหัวใจ และจริงใจกับคน ดีก็ว่าดี ไม่ดีก็ว่าไม่ดี







