
คาเตะ ความสุขอยู่ที่ใจ...ใช่ตัวเลข
....นูโน๋
แม้เส้นทางในเทนนิสเฟรนช์ โอเพน 2010 ของเธอจะหยุดอยู่แค่รอบสอง หลังพ่าย จาร์มิลา โกรท จากออสเตรเลีย 06, 36 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา แต่ คิมิโกะ ดาเตะ ครัมม์ กลับเป็นไฮไลต์ของสัปดาห์แรก ณ โรลองด์ การ์รอส
ไม่ใช่เพียงเพราะเธอเขี่ย ดินารา ซาฟินา อดีตมือ 1 โลกและมือวางอันดับ 9 จากรัสเซียตกรอบแรก
แต่เพราะเธอได้จารึกประวัติศาสตร์เป็นนักหวดอายุมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ต่อจาก เวอร์จิเนีย เวด ชาวอังกฤษ ที่คว้าชัยในแกรนด์สแลมคอร์ตดิน
ด้วยวัย 39 กะรัตกับอีก 8 เดือน ขณะที่เวดทำได้ตอนอายุ 39 ปี 10 เดือน ต่อจากการจารึกชื่อเป็นนักเทนนิสอายุมากที่สุดที่คว้าแชมป์ทัวร์ในยุคโอเพน ที่กรุงโซล ปีที่แล้ว นับตั้งแต่ บิลลี จีน คิง ทำไว้เมื่อปี 1983
หลังพิชิตคู่แข่งอายุอ่อนกว่าถึง 15 ปี ในการกลับมาเยือนคอร์ตซูซาน ลองลอง อีกครั้ง เธอต้องหยุดชะงัก ก่อนเผยรอยยิ้มบนใบหน้า และคิดถึงวันเก่าๆ ที่หายไปนาน เมื่อเปิดประตูเข้าห้องแถลงข่าว
ภาพเบื้องหน้าที่เธอเห็น คือ กองทัพนักข่าวกำลังนั่งรอด้วยความกระวนกระวาย บางทีอาจจะมากกว่าในสมัยที่เธอรุ่งโรจน์ด้วยซ้ำ ก่อนที่ประโยคคำถามจะดังขึ้น
“กี่ปีมาแล้วที่เอาชนะคู่แข่งมือท็อป 10 ได้ก่อนหน้านี้?”มีคนหนึ่งช่วยดาเตะตอบว่า
“14 ปี นับตั้งแต่เธอเอาชนะ โมนิกา เซเลส ในศึกปิดท้ายฤดูกาลปี 1996”นานมากทีเดียว
ดาเตะกลับเข้าสู่วงการเทนนิสอาชีพอีกครั้งเมื่อ 2 ปีที่แล้ว หลังจากแขวนแร็กเกตไปถึง 12 ปี ซึ่งตอนแรกก็ใช้ชีวิตอยู่คนเดียว ก่อนจะพบกับ มิชาเอล ครัมม์ นักแข่งรถชาวเยอรมนี ที่รายการเลอมองส์ 24 ชั่วโมง เมื่อปี 1998 และจูงมือลั่นระฆังวิวาห์กันในปี 2001 จนนำมาสู่การตัดสินใจคืนคอร์ตอีกครั้ง
“
ผมคิดว่าการหยุดเล่นตอนอายุ 26 มันน่าเสียดาย แต่ผมต้องใช้เวลาถึง 8 ปีสร้างความมั่นใจให้เธอ ใช้เวลานานทีเดียว เพราะเธอต้องการมันจริงๆ และเธอเหนื่อยกับการตระเวนแข่ง เธอต้องการอย่างอื่น” มิชาเอล เผยอดีตมือ 4 ของโลกชาวญี่ปุ่น และ 4 คนสุดท้ายเฟรนช์ โอเพน ปี 1995 ยืนยันว่า สามีเป็นผู้ผลักดันเธอ และเข้าใจว่าเธอยังต้องการบางอย่าง
“
ตอนฉันคุยกับ ลินด์เซย์ ดาเวนพอร์ต เรื่องการคัมแบ็ก เธอถามว่าเพราะอะไร ตลอด 12 ปีของการรีไทร์ไป ฉันได้ทำทุกอย่างที่ต้องการ นอกจากการมีลูก ซึ่งเป็นสิ่งที่มิชาเอลกับฉันไม่สามารถทำได้”ปลายเดือน พ.ย. 1996 หลังจากผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศวิมเบิลดัน และอยู่อันดับ 8 ของโลก ดาเตะปิดฤดูกาลด้วยการพ่ายต่อ มาร์ตินา ฮินกิสในศึกดับเบิลยูทีเอ มาสเตอร์ส ที่เมดิสัน สแควร์ การ์เดน โดยโลดแล่นอยู่ในวงการลูกสักหลาดอาชีพมาแค่ 7 ปี และในจำนวนนั้น 3 ปี สามารถรักษาอันดับอยู่ในท็อป 10
แต่แล้วจู่ๆ แฟนเทนนิสทั่วโลกก็ต้องช็อกกับการตัดสินใจอำลาวงการของเธอ
นั่นเพราะโกลเดนเกิร์ลของญี่ปุ่น รู้สึกเหนื่อยกับอาชีพนักเทนนิส ซึ่งเธอจะกลับบ้านในแดนปลาดิบระหว่างแต่ละทัวร์นาเมนต์เสมอ
“
ช่วงปี 19961998 ฉันไม่จับแร็กเกตเลย ฉันเดินทางเยอะมาก เพราะฉันอยู่ทั้งที่โมนาโกและโตเกียว จากนั้นฉันก็เริ่มวิ่งออกกำลังกายและชอบมาก ในปี 2004 จึงเข้าร่วมรายการลอนดอน มาราธอน สามีของฉันถามว่า ฉันต้องการจะเป็นนักวิ่งมาราธอนหรืออย่างอื่นกันแน่”จากนั้นเธอก็เริ่มหันมารับงานผู้บรรยายให้กับสถานีโทรทัศน์ของญี่ปุ่น ได้เดินทางไปรายการแกรนด์สแลมต่างๆ โดยที่ยังมีสัญญากับสื่อและผู้สนับสนุนตอนหยุดเล่นไปแล้ว และได้ใช้เวลาส่วนใหญ่กับสามี
จุดพลิกผันเกิดขึ้นในปี 2007 จากการลงแข่งขันแมตช์พิเศษกับ มาร์ตินา นาฟราติโลวา ในบ้านเกิด หลังจากไม่กี่เดือนก่อนหน้านั้น เธอเล่นเทนนิสแพ้นักเรียนมัธยมปลายอายุ 17 ปี เมื่อสามีเร่งเร้าให้เธอกลับมาจับแร็กเกตอีกครั้ง หลังจากคอยถามอยู่เสมอว่า ทำไมไม่ลองกลับมาเล่นเทนนิสอีกสักครั้ง เพื่อความสนุกไม่ต้องจริงจังมาก และอยากดูเธอลงแข่งจริงๆ ไม่ใช่แค่เทปในอดีต
“
เธอกลับมาบ้านพร้อมกับเรื่องกวนใจ ผมเลยกระตุ้นเธอ และช่วยเธอหลังจากนั้น เธอกลับไปสนามและเริ่มฝึกซ้อมหนักขึ้น และทิ้งการพักผ่อนไว้เบื้องหลัง” คำบอกเล่าของสามีก่อนหน้านี้แผนรีเทิร์นต้องชะลอไว้ เพราะทั้งคู่พยายามจะมีลูกด้วยกัน แต่ไม่สำเร็จ ตอนนั้นทุกคนบอกให้เธอหยุดเล่นกีฬาหนักเกินไป แต่เธอไม่มีความสุขกับการหยุด จนตัดสินใจคืนวงการในที่สุดเดือน เม.ย. 2008
“
ปีแรก ฉันเล่นแต่ในญี่ปุ่น และไม่คิดถึงแกรนด์สแลม จากนั้นมิชาเอลและฉันตัดสินใจว่าน่าจะลองกลับมาแข่งรายการทัวร์ แม้ว่าจะทำให้เรามีเวลาด้วยกันน้อยลง”หลังจากตกรอบแรกที่ออสเตรเลียน โอเพน 2009 มีปัญหาอาการบาดเจ็บทำให้เธอต้องออกจากการแข่งขันในรอบคัดเลือก เฟรนช์ โอเพน อีก 4 เดือนต่อมา แต่ปีนี้เธอไม่ยอมศิโรราบให้กับอาการเจ็บน่องซึ่งต้องเรียกเทรนเนอร์เข้ามานวดระหว่างตามหลัง ดินารา ซาฟินา 24 ในเซตตัดสิน
“
ฉันไม่ชอบการยอมแพ้ และปีที่แล้วฉันก็ช็อกมากๆ ครั้งนี้ความรู้สึกของฉันบอกให้สู้และจะไม่ยอมแพ้เด็ดขาด จากนั้นเธอ (ซาฟินา) ก็เริ่มตีเสียเอง ฉันมีความสุขมากที่ได้เล่นในคอร์ตซูซาน ลองลอง เพราะฉันมีความทรงจำที่ยิ่งใหญ่ที่นี่ เมื่อปี 1995 (ปีที่เข้ารอบรองชนะเลิศ) ฉันได้ลงเล่นที่นี่กับ อิวา มาโจลี”สำหรับสามีของเธอ ความสำเร็จครั้งนี้มันยิ่งใหญ่กว่าที่ทุกคนคิด
“
สำหรับผม มันเหมือนเธอคว้าแชมป์แกรนด์สแลมเลยล่ะ ผมภูมิใจในตัวเธอมาก ยังมีอะไรที่เราจะเรียกร้องไปมากกว่านี้อีก?”ส่วนเป้าหมายต่อไปของเธอ คือ
“
สนุกกับการเล่น ฉันไม่แคร์เรื่องผลการแข่งขันหรือเงินรางวัลอะไรทั้งนั้น ฉันแค่ต้องการสนุกที่ได้ลงเล่นและทำให้ดีที่สุด”แค่นี้ก็เพียงพอแล้วกับคำว่า
“ความสุข”






