
Online Opinion Leaders
หลายปีมานี้ ผมเชื่อว่าผู้คนจำนวนมากต่างใช้เวลาอยู่ใน “เมืองออนไลน์”
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
หลายปีมานี้ ผมเชื่อว่าผู้คนจำนวนมากต่างใช้เวลาอยู่ใน “เมืองออนไลน์” มากกว่าเมืองที่ตัวเองอยู่จริงๆ เมืองออนไลน์จึงเติบโตอย่างรวดเร็ว และมีอิทธิพลต่อความคิดของผู้คนมากขึ้นเรื่อยๆ
โดยเฉพาะ “เมืองเฟซบุ๊ก” ดูเหมือนจะเป็นเมืองที่ใครต่อใครต่างใช้เป็นพื้นที่ “แสดงความคิดเห็น” กันเป็นประจำ ย้ำอีกครั้งว่าใช้ “แสดงความคิดเห็น” เท่านั้น
เพราะแทบไม่มีข้อมูลหรือข้อเท็จจริงประกอบอยู่เลย
ยิ่งในเรื่องยากๆ เรื่องที่ข้อมูลข่าวสารมี “แบ็กกราวด์” ยาวเหยียด ละเอียดเหลือเกิน เช่น เรื่องที่เกี่ยวข้องกับปมอันซับซ้อนทางการเมือง การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ การใช้งบประมาณ การทุจริตคอร์รัปชั่น การด่า “เอามันส์” เพราะอ่านแค่พาดหัว จึงเกิดขึ้น “เต็มเมือง”
หากวิเคราะห์คร่าวๆ ผมจำแนกวิธีคิดของกลุ่มบุคคลที่ด่าเอามันส์ โดยยกความคิดเห็นส่วนตัวประกอบเป็น 3 จำพวกใหญ่ๆ
1.เหตุนิยม กลุ่มนี้มักเป็นสายทฤษฎี เจ้าหลักการ ยึดมั่นอุดมคติ จึงนิยมเรื่อง “วิธีการ” อย่างมาก อะไรที่มีวิธีการไม่ถูกต้อง ด่าหมด ด่าแหลก โดยไม่สนใจว่าผลลัพธ์ที่ตามมาคืออะไร และอะไรคือต้นเหตุของเหตุการณ์ครั้งนั้นอีกทอดหนึ่ง กลุ่มนี้ยังเชื่อด้วยว่า ถ้าเหตุดี ก็แสดงว่าผลดีแล้ว หรือถ้าผลในวันนี้ยังไม่ดี “สักวันหนึ่ง” ก็จะต้องดีอย่างแน่นอน
2.ผลนิยม กลุ่มนี้นิยมเรื่องที่เป็นผลลัพธ์เท่านั้น ไม่สนใจวิธีการว่าคืออะไร เป็นมาอย่างไร ขอให้ผลลัพธ์ออกมาเป็นบวกต่อตัวเองหรือบวกต่อประเทศก็พอ ดังนั้นกลุ่มนี้จึงมักจะฟาดฟันกับพวกเหตุนิยมอย่างเต็มที่ มักแสดงความคิดเห็นปะทะกันตามสเตตัสต่างๆ เสมอๆ
3.สุขนิยม กลุ่มนี้ไม่สนใจเหตุและผลโดยสิ้นเชิง ค่อนข้างเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง เหตุจะดี ผลจะไม่ดีก็ได้ หรือเหตุจะไม่ดี ผลจะดีก็ได้ ขอให้ตัวเองมีความสุข ณ ขณะนั้น เป็นอันใช้ได้
ภายใต้ 3 กลุ่มวิธีคิด ผมเห็นว่าทั้ง 3 กลุ่มมักไม่พินิจพิจารณาสิ่งหนึ่งประกอบเข้าไปด้วย นั่นคือ “บริบทของเหตุการณ์”
การไม่พิจารณาบริบทเหตุการณ์ประกอบกับความคิดของตัวเอง ส่งผลให้ข้อเท็จจริงไม่รอบด้าน ที่สำคัญคือ ข้อคิดเห็นดังกล่าวกลายเป็นเรื่องอุดมคติที่ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง
หากถามว่า พื้นฐานแนวคิดของทั้ง 3 กลุ่มมาจากไหน คำตอบคือมาจากสิ่งที่ตัวเองเคยเล่าเรียน ทำงาน หรือประสบพบเจอในอดีต การมองโลกหลายๆ ครั้ง นอกจากมองแค่เหตุ ผล และความสุขแล้ว จึงมักมองเพียงแค่ศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่ง
นักนิติศาสตร์และนักรัฐศาสตร์อาจมองแค่เป็นประชาธิปไตยหรือไม่ นักจริยศาสตร์อาจมองแค่เป็นคนดีหรือไม่ ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์อาจมองแค่จีดีพีจะเติบโตหรือไม่
หลายเดือนที่ผ่านมา (จนถึงขณะนี้) จึงมีความคิดเห็นสาดฟุ้งอยู่เต็มเมืองเฟซบุ๊ก โดยไม่มีส่วนช่วยขับเคลื่อนประเทศ เพราะทุกคนต่างคิด ต่างคำนึงถึงแต่ “มุมของตัวเอง”
ในทางสื่อสารมวลชนก็มีมุมอยากจะเล่าเหมือนกันครับ มีทฤษฎีหนึ่งเรียกว่า ทฤษฎีการสื่อสารสองจังหวะ หรือ TwoStep Flow Theory ทฤษฎีดังกล่าวเชื่อว่าสื่อมวลชนไม่ได้เป็นผู้ที่มีอิทธิพลทางความคิดต่อผู้รับสารโดยตรง คนที่มีอิทธิพลต่อผู้รับสารอย่างแท้จริง คือบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่เรียกว่า “ผู้นำทางความคิด” หรือ “Opinion Leaders”
ในอดีตนั้น Opinion Leaders มักเป็นคนที่ได้รับความยอมรับนับถืออยู่แล้วจากคนในสังคมนั้นๆ โดยตรง เช่น เป็นผู้นำหมู่บ้าน เป็นบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องใดเรื่องหนึ่งจนเป็นที่ประจักษ์แก่สังคม แต่ในสังคมยุคที่การสื่อสารมีมากกว่า 2 จังหวะ บุคคลที่เป็น Opinion Leaders ไม่ได้จำกัดแค่คนกลุ่มดังกล่าวอีกต่อไป ขณะนี้น่าจะเรียกได้ว่าเป็นยุคของ “Online Opinion Leaders”
ใช่แล้วครับ ตอนนี้คนธรรมดาทุกคนสามารถพัฒนาตัวเองขึ้นมาเป็น Online Opinion Leaders ได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของสเตตัสเฟซบุ๊ก เจ้าของเพจต่างๆ ไปจนกระทั่งเจ้าของกระทู้ในเว็บพันทิป เพราะเมืองออนไลน์นั้น “ใหญ่มาก”
ภายใต้สถานการณ์ที่คนไทยมุ่งแสดงความคิดเห็นโดยไม่หาข้อมูลข้อเท็จจริงประกอบ แสดงความคิดเห็นโดยยึดแค่เหตุหรือผลหรือความสุข แสดงความคิดเห็นเฉพาะจากมุมที่ตัวเองรู้ เราจึงมี Online Opinion Leaders ที่มีทัศนะไม่รอบด้านอยู่ทั่วเมืองใหญ่ ส่งผลให้ Opinion Receivers ทั้งหลายคิดแบบไม่รอบด้านเช่นเดียวกัน
นี่น่าจะเป็นช่วงเวลาที่เราคนไทยทุกคนต้องหยุดการเป็น Online Opinion Leaders แบบเดิมๆ หันมาตั้งใจหาข้อมูลข้อเท็จจริง คิดอย่างรอบด้านทั้งเหตุและผลและความสุข ตลอดจนไม่ลืมที่จะคำนึงถึงศาสตร์อื่นๆ ที่เราไม่ได้ร่ำเรียนมาโดยตรงด้วย ก่อนที่จะสร้างความเข้าใจผิดและความแตกแยกไปมากกว่านี้
มาสร้างสรรค์เมืองออนไลน์และเมืองไทยให้ดีขึ้นด้วยตัวของเราทุกคนกันเถอะครับ







