
‘อีโบลา’ ลัลลา คนไทยไม่ต้องกลัว...จิ๊บๆ
ขึ้นชื่อว่า “ไวรัสมรณะ” ไม่แปลกที่จะหวาดวิตกหรือตื่นตระหนกกันไปทั่ว
โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน
ขึ้นชื่อว่า “ไวรัสมรณะ” ไม่แปลกที่จะหวาดวิตกหรือตื่นตระหนกกันไปทั่ว ยิ่งสถานการณ์โลกตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาหมุนรอบ “อีโบลา” ด้วยแล้ว ทำเอาใครหลายคนสั่นเทิ้มชนิดข้ามทวีป
เชื่อว่าท่านผู้อ่านหลายท่านคงได้ยินได้ฟังเรื่อง “อีโบลา” จากสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ หรือข้อมูลที่ไหลหลั่งมาทางเว็บไซต์มาบ้างแล้ว และเชื่ออีกว่าท่านๆ อาจรับฟังเพียงผ่านๆ หรือรับรู้เพียงว่า “อีโบลา” ป่วยแล้วตายไม่มียารักษากำลังแพร่ระบาดอย่างรุนแรง
ก็เป็นจริงอย่างที่ท่านๆ เข้าใจนั่นแหละครับ คือ 90% ของผู้ป่วย “อีโบลา” นี้ ต้องตายโดยไม่มีทางรักษา
แต่ถามว่าน่ากลัวขนาดไหน? แพทย์ผู้เชี่ยวชาญต่างยืนยันตรงกันว่า สำหรับคนไทย “ไม่เลย”
ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า “อีโบลา” คืออะไร อธิบายง่ายๆ “อีโบลา” คือเชื้อชนิดหนึ่งที่ติดต่อกันผ่าน “สารคัดหลั่ง” ของผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็น อ้วก ฉี่ อึ น้ำตา น้ำลาย เลือด ถามว่าในชีวิตประจำวันของเราได้สัมผัสสิ่งเหล่านี้จากผู้อื่นมากเพียงใด
โดยปกติแล้ว ร่างกายของเรามี “ผิวหนัง” ที่เป็นด่านหน้าป้องกันสารคัดหลั่งเหล่านี้เข้าสู่ร่างกาย นอกเสียจากผิวหนังเรา “เป็นแผล” หรือมือของเราไปสัมผัสสารคัดหลั่งผู้ป่วยแล้วนำมาแคะจมูก แคะปาก ขยี้ตา ก็มีโอกาสติดเชื้อได้
นอกจากนั้น “หมดสิทธิ” ติดเชื้อ หนำซ้ำยังไม่มีการพบว่า “อีโบลา” จะติดต่อกันผ่านทางเดินหายใจอากาศได้ ดังนั้นการเดินสวนกัน การพูดคุยกัน ไม่ทำให้ติดเชื้อ
ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกไว้ว่า โอกาสติดเชื้อ “อีโบลา” น้อยกว่าติด “ไข้หวัด” เสียอีก
ว่ากันเฉพาะสถานการณ์การระบาด ขณะนี้เข้าสู่เดือนที่ 5 ของการระบาดแล้ว ยังติดกันแค่ 3 ประเทศ ในแอฟริกาตะวันตกเท่านั้น ถามว่ามากไหม? คำตอบก็คือ “ไม่เลย” อีกนั่นแหละ
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น คุณหมอยง อธิบายว่า ธรรมชาติของผู้ป่วย “อีโบลา” ถ้าเป็นแล้วจะทรุดหนักนอนซมอยู่ที่บ้าน ไปไหนไม่ได้ กลายเป็นการ “จำกัด” พื้นที่การระบาดโดยปริยาย ซึ่งแตกต่างกับ “ซาร์” ที่ผู้ป่วยยังเคลื่อนไหวได้ เดินทางไปโน่นนี่ได้ การระบาดจึงรวดเร็ว
ดังนั้น หากท่านผู้อ่านจินตนาการว่า “อีโบลา” จะระบาดเหมือนกับไวรัสในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่ผู้ป่วยติดกันงอมแงมและล้มตายทั้งเมืองนั้น เป็นการ “มโน” ชัดๆ เพราะข้อเท็จจริงกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง
ขอยืนยันตรงนี้อีกครั้งว่า ไม่ต้องกลัวไม่ต้องหวาดวิตกไม่ต้องตื่นตระหนก ใช้ชีวิตประจำวันไปตามปกติ แต่ก็อย่าประมาท
สำหรับอาการป่วยของ “อีโบลา” คล้ายคลึงกับไข้เลือดออก คือมีเลือดออกตามตัว มีน้ำเหลืองไหลจากเลือด มีระยะฟักตัวของโรค 2-21 วัน ผู้ป่วยจะมีไข้สูง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย
“โรคอีโบลาไม่ไช่โรคใหม่ มีมาเกือบ 40 ปี มีการระบาดแล้วกว่า 20 ครั้ง แต่ละครั้งมีผู้ป่วย 500-600 คนเท่านั้น” ศ.นพ.ยง ระบุ
ขณะที่มาตรการการป้องกันของประเทศไทย ที่สนามบินสุวรรณภูมิได้เข้มงวดกับผู้ที่เดินทางมาจากประเทศที่เกิดการระบาด ทั้งกินี ไลบีเรีย และเซียร์ราลีโอน
ผู้ที่เดินทางเข้ามาต้องแสดงเอกสารรับรองการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้เหลือง ตามประกาศของกรมควบคุมโรค และมีการตั้งด่านควบคุมโรคที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองด้วย
เมื่อเข้าใจ “อีโบลา” กันแล้ว ก็ ลัลลา กันต่อได้ ไม่ต้องกลัว







