posttoday
อย่าคิดอย่างเหยื่อ

อย่าคิดอย่างเหยื่อ

06 สิงหาคม 2557

ช่วงที่ผ่านมามีการเรียกร้องเรื่องการแก้กฎหมายการข่มขืนกันเยอะมาก

โดย...หนูดีวนิษา เรซ 

ช่วงที่ผ่านมามีการเรียกร้องเรื่องการแก้กฎหมายการข่มขืนกันเยอะมาก ด้วยกระแสของความโหดร้ายรุนแรงในคดีที่เกิดขึ้น ซึ่งทำให้หนูดีเองในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งก็ติดตามมาตลอด แต่ต้องสารภาพว่า ไม่มีความสามารถในการอ่านรายละเอียดข่าวประเด็นเหล่านี้ด้วยตัวเองจริงๆ เพราะรู้ตัวว่าทำใจไม่ได้ จึงต้องคอยฟังสรุปข่าวแทน เพราะด้วยความที่เราเป็นครู แค่จินตนาการว่าหากวันหนึ่งลูกศิษย์ตัวเล็กๆ ของเราต้องมาเจออะไรแบบนี้ แค่คิดก็ขนลุกจนไม่อยากคิดต่อ และด้วยความเป็นผู้หญิงเองด้วยแล้ว รู้เลยว่าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับใครก็เหมือนตายทั้งเป็นสำหรับชีวิตที่เหลือ

แค่การข่มขืนไม่ถึงกับต้องข่มขืนแล้วฆ่านั้นก็รุนแรงเกินกว่าชีวิตผู้หญิงคนหนึ่งจะรองรับได้แล้วค่ะ เพราะการข่มขืนก็คือการฆ่าเหยื่อทั้งเป็นนั่นเอง มันจะต่างอะไรกับตายไปแล้ว ดังนั้นบทลงโทษก็ไม่จำเป็นต้องมีสองดีกรีหรอก เพราะตายหรือเป็นหลังโดนข่มขืนก็ค่าเท่ากัน...ในสายตาของผู้หญิงส่วนใหญ่

ในเคสของคดีข่มขืน เราเห็นคนที่เป็นเหยื่อได้ชัดเจนว่าเป็นใครและโดนกระทำอย่างไร ส่วนคนที่เป็นผู้กระทำก็มีความผิดที่เห็นได้ชัดเจนเช่นกัน มันจึงง่ายที่จะบอกว่า “ใครผิด” และลงโทษไปตามที่เหมาะสม

แต่ในมุมกลับกัน ในเรื่องของ “ความรัก” ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างคนสองคนที่เดินเข้ามาเพื่อตกลงใจพร้อมกันว่า “เราจะรักกัน”

ทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นจากการตัดสินใจ “ร่วมกัน” ของทั้งสองคนโดยไม่ได้มีการบังคับจิตใจกันนั้น แต่สังเกตว่าเมื่อเกิดอะไรผิดพลาดขึ้นมาทำให้ต้องเลิกรากันไป ฝ่ายหนึ่งมักจะโทษอีกฝ่ายหนึ่งเสมอๆ

ซึ่ง ณ จุดนี้ หากเราเลิกกันด้วยดีและจากกันแบบสวยๆ โอกาสที่จะกล่าวโทษกันนั้นต่ำ แถมหลายคู่ยังกลายเป็นเพื่อนดีต่อกันได้อีกตลอดชีวิต

แต่คนจำนวนมากในโลกใบนี้ไม่ได้โชคดีแบบนั้น หลายคนเลิกกันแบบเจ็บลึก

เลิกกันเพราะฝ่ายหนึ่งไปมีคนอื่น หรือโดนหลอกโกงเงิน โดนหลอกว่าโสดแต่จริงๆ แฟนของเราแต่งงานกับคนอื่นอยู่ก่อนแล้ว โดนทำร้ายร่างกายและจิตใจ โดนเอาความลับไปโพนทะนาให้โลกรู้ โดนแบล็กเมล์ ฯลฯ

ความรักเป็นของที่ดีและมีคุณค่า แต่เวลาเรื่องราวร้ายๆ เกิดขึ้นจากน้ำมือคนที่เรารักมันร้ายกว่าที่คนอื่นจะทำเราเยอะ ร้ายจนหลายๆ คนอาจมานั่งคิดว่า ด้วยความเสี่ยงขนาดนี้ มันยังคุ้มค่าที่จะลองมีความรักดูอีกสักครั้งไหมหนอ

คนส่วนใหญ่เดินหน้าเข้าสู่ความรักคาดหวังแต่ความสุขและสิ่งดีๆ เหมือนคนเดินเข้าตลาดหุ้นแล้วคาดหวังแต่ด้านกำไร

แต่หุ้นก็เหมือนความรัก คือ มีสองด้าน มีกำไรก็มีขาดทุน คนมักจะพยายามสรรหาวิธีการว่า ทำอย่างไรล่ะ จะเล่นหุ้นให้ได้แต่กำไร หรือมีความรักให้มีแต่ความสุข

ด้วยความเป็นมนุษย์ที่ไม่สามารถทำนายอนาคตได้เป๊ะๆ เราก็ทำได้แค่ใช้สมองประมวลสถานการณ์ในปัจจุบันให้มากที่สุด พยายามคิดให้ถี่ถ้วนที่สุด แต่ผลจะเป็นอย่างไร เราต้องพร้อมรับมือทั้งดีและร้าย

แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ “อย่าคิดอย่างเหยื่อ”

เพราะเมื่อเราคิดอย่างเหยื่อ เราจะคิดในฐานะคนที่ใช้ชีวิตอยู่ดีๆ แล้วก็มีคนเดินเข้ามาทำร้าย มาทำลาย มาเอาเปรียบ

ถ้าเราคิดอย่างเหยื่อ เราจะคิดว่า อีกฝ่ายเป็นผู้ผิด 100% และตัวเราเองไม่มีความผิดอะไรเลย ซึ่งการโยนความผิดแบบนี้อาจทำให้เรารู้สึกดีในระยะสั้น แต่ในระยะยาวแล้วมันจะทำให้เรามีความทุกข์มากมาย

ในหนังสือเล่มโปรดของหนูดีที่ชื่อ How to Spot a Dangerous Man Before You are Involved. ของ Sandra L. Brown ซึ่งเป็นนักจิตวิทยาที่ทำงานกับผู้หญิงที่โดนทำร้ายมากว่า 20 ปีนั้น เธอได้พบเห็นผู้หญิงที่โดนทำร้ายจากผู้ชายหลากหลายประเภทและเห็นวิธีคิด วิธีการรับมือของผู้หญิงจำนวนมาก จนเธอได้ข้อสรุปหนึ่งว่า ผู้หญิงที่จะต้องเสียใจแบบไม่รู้จบกับความรักที่จบไม่ดีนั้น มักมีวิธีคิดแบบคนตกเป็นเหยื่อ

นั่นก็คือ เธอไม่เคยเห็นเป็นความผิดของเธอเลยเวลาที่เธอต้องเสียใจกับเรื่องความรัก

ทุกครั้ง ผู้ชายเป็นฝ่ายผิดเสมอ

ผู้ชายเป็นฝ่ายที่เข้ามาหลอกลวง เป็นฝ่ายที่เข้ามาจีบ เข้ามามอบความรัก และเป็นฝ่ายที่ทำร้ายเธอ หักอกเธอ ซ้อม ขโมยเงิน ทำร้ายลูกของเธอ และอีก ฯลฯ

การคิดแบบนี้ อาจจะง่ายในช่วงต้น เพราะการโทษคนอื่นมันง่ายเสมอ

แต่คุณซานดร้า บราวน์ อธิบายไว้น่าสนใจมากว่า เวลาที่เราคิดในรูปแบบนี้ มันทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่มีอำนาจเหนือชีวิตของเราเอง เราไม่มีสิทธิในการที่จะเลือกสิ่งต่างๆ ให้ตัวเราเอง มีแต่อีกฝ่ายเท่านั้นที่เดินเข้ามาและเป็นผู้กุมบังเหียนทุกอย่าง เป็นคนมอบความรัก เป็นคนมอบความซื่อสัตย์ และที่สำคัญ เป็นคนเลือกที่จะเดินจากไปโดยทิ้งเราไว้กับความเศร้า

การคิดแบบโทษคนอื่น ก็คือ การคิดอย่างเหยื่อนั่นเอง

ในที่สุดแล้ว คนที่คิดแบบนี้จะไม่ลุกขึ้นทำอะไรเพื่อให้ชีวิตตัวเองดีขึ้น เพราะคิดไปแล้วว่าเราเป็นเหยื่อ เราไม่มีอำนาจอะไรที่จะทำได้หรอก เราเป็นผู้ถูกกระทำเท่านั้น

แต่ทันทีที่เราลุกขึ้นมาแล้วบอกว่า “ฉันเองก็ผิดเท่าๆ กัน” แม้อีกฝ่ายจะเป็นคนที่นอกใจเราไปมีคนอื่น แต่ว่าเราก็ต้องยอมรับว่าเราเองก็เลือกที่จะคบกับเขา ไม่ได้มีใครมาบังคับ

เหมือนคำพูดฝรั่งที่ว่า “In Love, there are no victims, only volunteers.”

หนูดีเองพบว่า เมื่อใดก็ตามที่เราหยุดโทษคนอื่นและยอมรับอย่างเรียบง่ายและถ่อมตัวว่า “เราเองก็ผิด” มันช่างเป็นจุดเริ่มต้นของการมีชีวิตที่มีความสุขจริงๆ ค่ะ

เพราะเราจะรู้ว่าอำนาจอยู่ในมือเรา เราสามารถที่จะสร้างสรรค์อนาคตและชีวิตที่เราชอบและต้องการได้ โดยไม่ต้องรอให้ใครมาหยิบยื่นให้ แต่สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ในวันที่เราหยุดคิดอย่าง “เหยื่อ” และลงมือดูแลชีวิตเราเองนั่นเองค่ะ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท