
วัฏฏะแห่งฤดูกาล
ภายนอกฝนตกดังจั้กๆ ฤดูใบไม้ผลิใกล้ผ่านพ้นไปแล้ว ผ้าห่มไหมไม่อาจต้านทานความหนาวเหน็บยามใกล้รุ่งได้
โดย...ภัทระ คำพิทักษ์
“ภายนอกฝนตกดังจั้กๆ
ฤดูใบไม้ผลิใกล้ผ่านพ้นไปแล้ว
ผ้าห่มไหมไม่อาจต้านทานความหนาวเหน็บยามใกล้รุ่งได้
ในฝันไม่รู้ว่า ตนคือผู้อาศัยเขาอยู่
หลงระเริงคิดว่า ยังอยู่ในบ้านเมืองของตน
แต่ก็สุขสราญได้แต่ในฝันเพียงครู่ชั่วยาม
อย่าได้อิงราวระเบียงเบิ่งมองไปข้างนอกคนเดียวเลย
เพราะจะทำให้คิดถึงแผ่นดินอันกว้างใหญ่ไพศาลของตน
โอ้ เมื่อยามต้องพรากจากกันช่างง่ายดายอะไรอย่างนั้น
แต่บัดนี้อยากได้กลับไปเห็นมาตุภูมิสักครั้งแสนยาก
ชีวิตเปลี่ยนแปลงไป
ดุจดั่งสายน้ำที่ไหลไป
ดุจดั่งดอกไม้ที่โรยรา
ดุจดั่งดอกไม้ผลิที่จากไป
ชีวิตของฉันในอดีตเหมือนดั่งอยู่บนสวรรค์
แต่มาบัดนี้ได้ร่วงหล่นลงสู่ดิน”
ผู้แต่งบทกวีชื่อ “จากฟ้าสู่ดิน” นี้คือ เฉินกวน ผู้มีชีวิตอยู่ในสมัยพันกว่าปีก่อน
เฉินกวนเป็นบัณฑิต รับราชการเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยและเป็นอาลักษณ์ประวัติศาสตร์ในช่วงซ่งเจ๋อจง (วรรณคดีจีน ประวัติและผลงานสะท้านโลก โดย ส.สุวรรณ)
ไม่ทราบว่า เฉินกวนรับราชการแล้วได้ดีเพราะพี่ให้หรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ คือ เฉินกวนรับราชการแล้วเจอยุคปฏิรูปราชการเข้าอย่างจัง เลยถูกลดตำแหน่งหลายครั้งหลายหน
เรียกว่า วันนี้ดูละครภาคค่ำอยู่ดีๆ ก็มีประกาศลดตำแหน่งเฉินกวนออกมา อีกไม่กี่วันก็มีอีก
ไม่รู้เขาไปทำอะไรไว้ แต่สุดท้ายโดนเนรเทศไปดูแถบตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นดินแดนทุรกันดารอันไกลโพ้น เพราะยังไม่มีรถไฟรางคู่รางเดียวและไม่มีสายการบินโลว์คอสต์ให้บริการ
เฉินกวนอยู่ในดินแดนอันห่างไกล ผ่านวัฏฏะแห่งฤดูกาลรอบแล้วรอบเล่า ฝน ใบไม้ผลิ หนาว ร้อน แม้จะทำใจได้อยู่บ้าง แต่ไม่เคยที่จะไม่คิดถึงบ้านเกิดเมืองนอน เขาถึงถ่ายทอดความรู้สึกออกมาเป็นบทกวีดังกล่าว แม้ความอดทนรอคอยจะยุติลงได้ด้วยความปีติยินดี เพราะเมื่อช่วงแห่งการปฏิรูปผ่านพ้น เขาได้รับอภัยโทษ แต่อนิจจา ระหว่างเดินทางกลับบ้านเกิดเมืองนอนนั่นเอง เฉินกวนก็ตายเสียระหว่างทาง
เขาจากโลกนี้ไปขณะมีอายุได้เพียง 51 ปีเท่านั้น แต่ผลงานการรจนาของเขาโดยเฉพาะบทกวีชื่อ หากความรักยั่งยืนสถาพรนั้นกลายเป็นอมตะ ส่องแสงวามแววอยู่ในวงวรรณคดีจีนมาจนถึงปัจจุบัน
ก่อนได้อ่านบทกวีนี้ไม่กี่ชั่วโมง ผู้ใหญ่คนหนึ่งของบ้านเมืองได้ปรารภขึ้นมาตอนหนึ่งระหว่างสนทนากันเรื่องปัญหาบ้านเมืองว่า เมื่อตอนที่รับภาระแก้ไขปัญหาบ้านเมืองนั้น ท่านอายุเพียง 4050 มีพละกำลัง คิดอะไรก็คิดออก ไม่มีติดขัด แต่ตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองสูงวัยขึ้น จะคิดอ่านทำการสิ่งใดก็ต้องคิดหน้าคิดหลัง ห่วงโน้น กังวลนี่ ผิดกับเมื่อก่อนลิบลับ
“ผมอยากเกษียณอย่างสบาย อยากเที่ยว...”
ความปรารถนานั้นมิได้ใหญ่โตอะไรเลย เป็นความหวัง ความอยากเหมือนกับคนอื่นทั่วๆ ไป นั่นคือ มีความมั่นคงในชีวิตพอสมควร คือ มีเงินมีทองส่งเสียลูกหลานให้ได้รับการศึกษาจนจบ มีสุขภาพแข็งแรงพอที่จะออกไปเที่ยว ไม่ต้องกังวลกับการทำงานบ้านเมือง ซึ่งแม้มีชื่อเสียงเกียรติยศแต่ถ้าไม่รอบคอบก็เสี่ยงติดคุกติดตะราง แถมรายได้ตามหน้าที่ก็น้อยนิด ถ้าไม่คิดริจะคอร์รัปชั่น
วงสนทนามื้อเที่ยงแบบอาหารจานเดียวนั้น ดำเนินไปอย่างสบายๆ และยาวยืดไปถึงบุคคลที่สองที่สามที่สี่ที่ห้าที่หกที่เจ็ด...ฯลฯ ไปเรื่อยๆ
บุคคลบางคนที่ถูกเอ่ยถึงนั้น เป็นนักการเมืองใหญ่ ร่ำรวยมหาศาลในขณะนี้
ผู้เล่าบอกว่า เมื่อก่อนคนผู้นั้นยังไม่มีสูทใส่เลย ใครคนนี้เป็นคนตัดสูทให้ ผมไม่ขัดจังหวะ ได้แต่หัวเราะ หึๆ อยู่ในใจ พลางนึกว่าโลกมันกลม เพราะเพิ่งรู้ว่า เขาได้ใส่สูทครั้งแรกเพราะใคร แต่ใครเป็นคนสอนให้เขาผูกเนกไท ผมไม่ได้เอ่ยเล่าออกไป
เวลาผ่านมาแล้ว และเวลาก็จะผ่านไปอีก...
ระหว่างสนทนากันนั้น แม้ฟ้าไม่กระจ่างแต่ก็ไม่ขมุกขมัว พอกลับมาได้นั่งอ่านบทกวีของเฉินกวนอยู่ไม่นานฝนก็สาดเทลงมา
วัฏฏะแห่งฤดูกาลหมุนเวียนไปอย่างไม่ปรานี
เราต่างสุขสราญได้แต่ในฝันเพียงครู่ชั่วยาม
ไม่ว่าจะมัวเมาอยู่กับลาภยศ ทรัพย์ศฤงคาร ชื่อเสียง อำนาจหรือมีสติรู้ สุดท้ายก็ร่วงหล่นลงดินเหมือนกันทุกผู้คน







