พุทธประวัติ ๕ พรรษา ณ วัดเวฬุวันมหาวิหาร (ในพรรษาปี' ๕๗) - ตอนที่ ๑
ปุจฉา เล่าเรื่องศาสนกิจในพรรษาปี พ.ศ. ๒๕๕๗ ณ วัดเวฬุวันมหาวิหาร แห่งพระนครราชคฤห์ แคว้นมคธ ชมพูทวีป
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉา เล่าเรื่องศาสนกิจในพรรษาปี พ.ศ. ๒๕๕๗ ณ วัดเวฬุวันมหาวิหาร แห่งพระนครราชคฤห์ แคว้นมคธ ชมพูทวีป (ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ตำบลราชกีร์ นาลันทา นครปัตนะ รัฐพิหาร/อินเดีย)
วิสัชนา เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา เพิ่งเริ่มเข้าช่วงแรกของฤดูกาลจำพรรษาของพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาอันเป็นไปตามพุทธบัญญัติ ภายหลังจากออกพรรษาในสมัยพรรษาที่ ๓ ของพระพุทธองค์ซึ่งทรงประทับ ณ วัดเวฬุวันมหาวิหาร ซึ่งในระหว่างพรรษาที่ ๓ นั้น ได้ทรงประกาศสิกขาบทที่สำคัญ เพื่อรองรับการเติบโตขยายตัวของคณะสงฆ์ ดังที่ทรงพุทธานุญาตให้ราชคหเศรษฐี สามารถสร้างเสนาสนะถวายภิกษุสงฆ์ได้ ซึ่งก่อนหน้านั้น เหล่าภิกษุในพระพุทธศาสนาพำนักอยู่ตามโคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำ ป่าช้า ลอมฟาง ฯลฯ โดยทรงพุทธานุญาตเสนาสนะ ๕ ชนิด ได้แก่ วิหาร เรือนมุงแถบเคียง เรือนชั้น เรือนโล้น และถ้ำที่สร้างขึ้น เพื่อให้เป็นที่พำนักถาวรของภิกษุ ทั้งนี้ได้แสดงอานิสงส์ของการสร้างเสนาสนะถวายสงฆ์ เพื่อการเร้นอยู่ เพื่อเจริญวิปัสสนาว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายสรรเสริญการถวายเสนาสนะแก่สงฆ์ว่า เป็นทานอันเลิศ
ในพรรษาดังกล่าว มีปุจฉาธรรมจากอสิพันธกบุตร เพื่อขอให้พระพุทธองค์ทรงวิสัชนา อันน่าสนใจศึกษาอย่างยิ่ง สำหรับคนในสังคมปัจจุบัน ซึ่งได้กราบทูลถามว่า พระองค์ผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า สามารถกระทำสัตวโลกเมื่อสิ้นชีพไปให้เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ได้หรือไม่ !?
ปุจฉาดังกล่าว หากเราพิจารณาแบบชาวบ้านๆ เรียกว่า เป็นคำถามแบบกำปั้นทุบดิน เหมือนเด็กๆ ต้องการรู้อะไรสักอย่างหนึ่งที่ตนเองคิดไม่ออก แล้วก็กล่าวโพล่งถามพ่อแม่ตรงๆ ว่า ฉันอยากทราบเรื่องนี้ ปัญหานี้ ช่วยตอบที !!!
จากคำถามของอสิพันธกบุตร จึงนำไปสู่การวิสัชนาแบบถามย้อนกลับ ซึ่งพระพุทธเจ้าได้มีปุจฉาต่อผู้ถาม เพื่อนำไปสู่การตั้งเรื่องเรียนรู้ในเรื่องนั้น โดยสรุปว่า บุรุษในโลกนี้ประพฤติผิดศีล มากไปด้วยอภิชฌา มีจิตพยาบาท เป็นพวกมิจฉาทิฏฐิ บุรุษดังกล่าวถึงแก่ความตายแล้วหมู่คณะญาติมิตรช่วยกันสวดอ้อนวอนสรรเสริญ เพื่อขอให้ไปสู่สุคติโลกสวรรค์ เพราะเหตุแห่งการสวดวิงวอนนั้น ได้หรือไม่!?
เมื่อตั้งคำถามขึ้นแล้ว ได้ทรงยกเรื่องขึ้นประกอบการเรียนรู้ต่อเนื่อง โดยมีเรื่องเปรียบเทียบว่า ...เหมือนบุรุษโยนหินก้อนใหญ่ลงในห้วงน้ำลึก แล้วมหาชนช่วยกันสวดอ้อนวอนให้ก้อนหินนั้นโผล่ขึ้น ลอยขึ้นจากน้ำได้หรือไม่!? และได้พอสรุปคำตอบลงทันทีว่า ...บุรุษที่ประพฤติในอกุศลกรรม ๑๐ นั้น เมื่อสิ้นชีพย่อมเข้าถึงอบายภูมิทุคติ ...แต่ถ้าบุคคลในโลกเว้นขาดอกุศลกรรม ๑๐ ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
จากปุจฉาดังกล่าว พระพุทธองค์ได้ตั้งคำถามย้อนกลับนำสู่การเรียนรู้และสรุปลงเป็นคำตอบ โดยนำผู้ถามเข้าสู่การรู้จักคิดพิจารณาตามลำดับ เมื่อเข้าใจตามธัมมาธิบาย จึงประชุมคำตอบสรุปลงทันทีด้วยพระองค์เอง ทำให้เกิดความแจ่มแจ้งในธรรมของผู้ตั้งปุจฉา นำไปสู่การประกาศการเป็นอุบาสกผู้ถึงพระรัตนตรัยตลอดชีวิต
หลังจากออกพรรษาที่สาม ทรงประทับอยู่ในเขตพระนครราชคฤห์ ณ วัดเวฬุวันมหาวิหาร ได้ทรงกล่าวรับรองนายมณีจูฬกะที่กล่าวต่อราชบริษัทในพระราชวังว่า สมณศากยบุตรย่อมไม่ยินดีในทองและเงิน ย่อมไม่รับทองและเงิน นั้นไม่เป็นการกล่าวตู่พระองค์ด้วยคำที่ไม่จริง โดยทรงกล่าวว่า ทองและเงินไม่สมควรแก่ศากยบุตร เพราะหากทองและเงินสมควรแก่ผู้ใด เบญจกามคุณก็ควรแก่ผู้นั้น
สำหรับเรื่องเงินทองกับพระภิกษุนั้น เป็นปัญหาเรื้อรังมายาวนาน ตั้งแต่ ๑๐๐ ปีหลังพุทธปรินิพพาน ซึ่งเกิดกรณีวัตถุ ๑๐ ของภิกษุวัชชีบุตร จนเป็นปฐมเหตุหนึ่งในการนำสู่การสังคายนาครั้งที่ ๒ ณ นครเวสาลี แคว้นวัชชี และก็เป็นสาเหตุใหญ่มากๆ ที่นำไปสู่การปลอมปนเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาของพวกนอกศาสนา จนเป็นเหตุใหญ่ของการสังคายนาครั้งที่ ๓ สมัยพระอโศกมหาราช ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒ เศษๆ (ตัวเลขพุทธศักราชไม่นิ่ง มีการกล่าวอ้างหลายตัวเลข) และแม้สืบมาจนถึงปัจจุบัน การรับเงินทอง การสั่งสมของมีค่า การถือความเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ดุจคนทางโลกของพระภิกษุบางรูป บางหมู่คณะ ก็ยังมีการปฏิบัติกันอย่างไม่ยำเกรงต่อพระธรรมวินัย ไม่กลัวบาปกรรม หรืออาบัติที่เป็นบาปหนักพอสมควร ซึ่งจะพ้นอาบัติได้นั้น ต้องสละสิ่งของมีค่า เงินทองเหล่านั้นก่อน จึงจะชำระอาบัติให้สิ้นไปได้ เรียกอาบัติหมวดดังกล่าวว่า นิสสัคคียปาจิตตีย์ มีทั้งหมด ๓๐ สิกขาบท สำหรับข้อที่ว่าด้วยการห้ามรับเงินทองนั้น อยู่ในหมวดโกสิยวรรคสิกขาบทที่ ๘๙๑๐ ซึ่งมีรายละเอียดลงลึกมาก หากไม่ค้นคว้าศึกษา จะไม่ทราบเลย เพราะถูกปิดบังไว้จากผู้ประพฤติผิด ได้แก่ เงินทองของมีค่าเหล่านี้ หากรับมาแล้วนำไปแปรรูปเป็นวิหาร อุโบสถ เสนาสนะ หรือวัตถุใดๆ อันพึงควรบริโภค ...วัตถุเหล่านั้นต้องนิสสัคคียปาจิตตีย์ตาม ห้ามภิกษุสงฆ์บริโภคใช้สอยจนกว่าจะทำการคืนกลับ ชำระอาบัตินั้นสิ้นถูกต้องตามพระวินัย ...และแม้ว่าจะชำระอาบัตินั้นสิ้นแล้ว ภิกษุสงฆ์สามารถใช้สอยได้ แต่พระภิกษุต้นเหตุอาบัตินิสสัคคียปาจิตตีย์ หรือผู้รับเงินทองมาสร้าง... มาจัดหาวัตถุนั้นๆ ตามพระวินัยระบุชัดว่า ต้องห้ามใช้สอย... ต้องห้ามบริโภค แม้ร่มเงาของพระวิหารอุโบสถ ฯลฯ นั้นๆ ยังห้ามใช้ ไม่ยกเว้นว่าจะเป็นมหาเถระ เถระ มัชฌิมะ นวกะ หรือจะเป็นเจ้าประคุณ... หรือเจ้าคุณ พระครูใหญ่ พระครูน้อยทั้งหลาย... เว้นแต่กระทำการรับถูกต้องตามพุทธานุญาต ให้ภิกษุยินดีในกัปปิยภัณฑ์ (สิ่งควรสำหรับสงฆ์) อันได้มาจากเงินทองที่มีผู้ถวายไว้กับลูกศิษย์อุปัฏฐากผู้ดูแล (กัปปิยทารก) ... แต่มิให้ยินดีในการแสวงหาทองและเงินโดยตนเอง... ซึ่งหมายความว่า ยินดีในวัตถุสิ่งของอันพระภิกษุพึงควรใช้ ซึ่งมิใช่รถยนต์ ทีวี ตู้เย็น โทรศัพท์ไอแพด ไอโฟนทั้งหลาย ที่พระภิกษุจะเรียกหาเป็นการเจาะจง... เว้นแต่ญาติโยมเจตนาถวายวัด... ถวายพระ เพื่อการใช้สอยในงานพระศาสนา จึงควร และผู้ใช้ควรรู้ประโยชน์และโทษของวัตถุนั้นๆ อันจะต้องระมัดระวังยิ่งในการใช้สอย... ที่สำคัญที่สุด ห้ามยินดีในการเสพ... การใช้ จนเสียการประพฤติพรหมจรรย์...
ญาติโยมอ่านมาถึงตรงนี้ อย่าเพิ่งตกใจ และถามกลับมาว่า “เอ้า อย่างนี้ไม่เดินลงนรกกันเป็นแถวๆ หรือ!?” คำตอบมีชัดเจนมาก ตอนต่อไปจะค่อยแจงเรื่องขุมนรกให้ฟัง จะได้เลิกยินดี... เลิกบ้ากับพวกหากินในพระศาสนาสักที โดยเฉพาะยศถาบรรดาศักดิ์ทั้งหลายที่แต่งเติมกันเข้ามาจนเสียสมณสารูป... ขาดสิ้นสมณธรรม เรื่องนี้ไว้ค่อยคุยกันฉบับต่อไป
ในสุดท้าย ขอบันทึกเพิ่มเติมเป็นหลักฐานว่า หลังจากออกพรรษาที่ ๓ นี่แหละ พระพุทธองค์ทรงบัญญัติให้ภิกษุสงฆ์อยู่จำพรรษาในฤดูฝน หยุดการเดินทางท่องเที่ยวไป ด้วยชาวบ้านพากันตำหนิว่า แม้แต่นกก็ยังรู้จักทำรังในช่วงฤดูฝน เหตุใดภิกษุสงฆ์จึงพากันเที่ยวเหยียบย่ำพืชพรรณสัตว์เล็กสัตว์น้อยให้เสียหายเช่นนี้...
เจริญพร


