
ห่วงหยก-ห่วงขา
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้รับเชิญให้ไปแลกเปลี่ยนสนทนากับเครือข่ายของผู้คนสองกลุ่ม
โดย...ภัทระ คำพิทักษ์
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้รับเชิญให้ไปแลกเปลี่ยนสนทนากับเครือข่ายของผู้คนสองกลุ่ม
กลุ่มแรกเขาเชิญให้ไปสนทนาเรื่องประสบการณ์การเสนอกฎหมายในภาวะไม่ปกติ กลุ่มหลังเชิญไปสนทนาเรื่องทุน สื่อ และการเมือง
มีแง่มุมเล็กจากทั้งสองกลุ่มที่น่าสนใจอยู่ประการหนึ่ง คือ ในภาวะรัฐประหารเช่นนี้ ภาคประชาชนและปวงผู้คนที่มีศรัทธาและเชื่อมั่นในประชาธิปไตยอย่างเหนียวแน่นก็ละล้าละลังอยู่ว่า ควรจะใช้โอกาสนี้ให้บรรดาผู้มีอำนาจได้ช่วยชำระสะสางปัญหาความทุกข์ยากของประชาชนระดับรากหญ้าที่พวกเขาเป็นปากเป็นเสียงให้อยู่ดีหรือไม่
ถ้าพูดภาษาพระก็ต้องว่า กลัวไปแตะต้องเข้าแล้วมันจะเป็นอาบัติ อะไรแบบนั้น
ในมุมกลับทุกคนก็ทราบว่านี่เป็นโอกาส เพราะการออกกฎหมายหรือการผลักดันนโยบายอะไรที่พวกเขาต่อสู้อยู่นั้นยากเย็นแสนเข็ญถ้าเป็นภาวะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งก็ประหลาดว่าทำไมไม่ค่อยจะเห็นศีรษะประชาชนมิทราบ
ผมเรียนท่านเหล่านั้นว่า ปกติการออกกฎหมายฉบับหนึ่งๆ จะใช้เวลา 7 ปี แต่ไม่ว่าอยากจะออกกฎหมายในภาวะไหนก็ตาม สิ่งที่พึงตระหนักและลืมมิได้เด็ดขาด คือ การออกกฎหมายนั้นในมุมหนึ่งเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยทั่วไปแล้วเรามักคิดว่าปัญหาหรือเรื่องของเรามันใหญ่และสำคัญที่สุดในโลก แต่ขอให้พิจารณาทบทวนดูเถิดว่ามันจริงไหม และมันจำเป็นต้องไปทำอะไรถึงขนาดนั้นหรือเปล่า
ผู้รู้เขาเสนอแนะไว้นะครับว่า ก่อนเราจะไปผลักดันให้ใครออกกฎหมายให้เรานั้น ถามตัวเองก่อนว่ามันเป็นระเบียบท้องถิ่นได้ไหม เป็นกฎกระทรวงได้หรือเปล่า ฯลฯ มีคำถามที่ต้องประเมินอยู่ราวๆ 10 คำถาม เพื่อให้แน่ใจว่าออกมาแล้วบังคับใช้ได้จริง จำเป็นต้องออกและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติบ้านเมือง
ผมว่าหลักการแบบนี้สำคัญครับ ส่วนที่เหลือควรไม่ควรก็ตรองดูเอากันเอง เพราะมีวิธีคิดหลายอย่างและต้องไตร่ตรองให้รอบคอบ เช่น ถ้าไปแตะเข้าพรรคพวกที่เป็นนักประชาธิปไตยก็จะด่าได้ว่า เป็นพวกเกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง หรือนิ่งเฉยอาจจะโดนอีกกลุ่มว่า การอำนวยความยุติธรรมที่ล่าช้าก็คือ ความอยุติธรรม ดีไม่ดีจะมีคนด่าเอาก็ได้ว่า คนที่ทำงานเป็นพวกนายหน้าค้าความจน เห็นช่องจะเปลื้องทุกข์ชาวบ้านได้แต่ไม่ทำเพราะจะเก็บไว้แทะ โน่นเป็นไปได้ขนาดโน้น
ของแบบนี้ต้องคิดเอง ตัดสินใจเอง เพราะไม่ว่าจะเลือกอย่างไร ขึ้นชื่อว่าเป็นคนทำงานล้วนต้องถูกตำหนิติเตียนเป็นธรรมดา
เรื่องธรรมดาอีกอย่างที่เรามักจะเผลอลืมไป คือ เวลามีรัฐประหาร นักการเมืองจะคิดว่า นี่คือช่วงเวลาพักร้อนของพวกเขา พออะไรเข้าที่เข้าทางนักเลือกตั้งก็กลับมา
คนหน้าเดิมๆ จะกลับมา อาจจะมีเลิกราไปบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะกลับมาครับ จะเปลี่ยนขั้ว สลับร่างอะไรก็ช่างเถอะ แต่เขากลับมา ขณะที่คนอย่างเราๆ อันเฟรนด์ เลิกคบค้าสมาคมกับเพื่อนที่คบกันมาตั้งนาน เพราะความเห็นทางการเมืองไม่ตรงกันไปเสียแล้ว
พูดเรื่องนี้แล้ว ขอเล่าเรื่องเปี้ยนเห่อหน่อยเถอะ...
เปี้ยนเห่อ เป็นคนจีนเกิดในยุคฉู่ ซึ่งเป็นยุคระหว่างกลางของฉิน ก่อนจะมาเป็นยุคฮั่น หรือราวๆ 206 ปีก่อนคริสตกาล ว่ากัน พ.ศ.นี้ก็ตกราวๆ 2020 ปีมาแล้ว
เปี้ยนเห่อครอบครองหยกวิเศษอยู่ก้อนหนึ่ง ความที่เห็นว่าเป็นของมีค่าควรเมือง เขาจึงนำถวายลี่อ๋องกษัตริย์ก๊กฉู่ขณะนั้น แต่ครั้นลี่อ๋องเรียกช่างหยกมาดูแล้วเห็นว่าเป็นหินกะโหลกกะลา เลยสั่งตัดขาเปี้ยนเห่อเสียข้างหนึ่งเป็นการลงโทษ
เปรียบไปก็เหมือนเอาพระสมเด็จไปให้เจ้าใหญ่นายโต พอเขาไปถามเซียนๆ ตาถั่วบอกของเก๊ เจ้านี่เลยโดนอุ้มไปหั่นขาเพราะบังอาจมาต้มตุ๋นขาใหญ่ยังไงยังงั้นล่ะครับ
เรื่องไม่ได้จบแค่นั้น เรื่องการถวายหยกของคนตระกูลเหอกลายเป็นตัวอย่างสอนใจคน เพราะเปี้ยนเห่อไม่ละความพยายาม นึกว่าลี่อ๋องตาไม่ถึงไม่เป็นไร เมื่อเปลี่ยนผู้ครองแคว้นเป็นอู๋อ๋องแล้ว เปี้ยนเห่อก็นำหยกไปถวายใหม่
เห่อๆ...เปี้ยนเห่อโดนตัดขาอีกข้างด้วยข้อหาเดียวกัน
เปี้ยนเห่อร้องไห้จนเป็นสายเลือด หยกก็หยกเขา ให้ก็ให้ด้วยความปรารถนาดี ไฉนกลายเป็นต้นตอชักเหตุเภทภัยมาใส่ตัว
กระทั่งอู๋อ๋องตาย เหวินอ๋องครองบัลลังก์ ได้ยินข่าวว่าเปี้ยนเห่ออุ้มหยกร้องไห้ เลยให้คนไปไต่ถาม คราวนี้เอามาพิสูจน์กันอีท่าไหนไม่ทราบ ถึงยอมรับว่านั่นเป็นหยกวิเศษจริงๆ
สมัยนี้การประเมินและแยกแยะว่าใครเป็นบัณฑิต ใครเป็นคนขี้ฉ้อ ใครเป็นคนสอพลอ ใครเป็นนักสร้างภาพ ใครดีแต่เทศน์ ใครเอาแต่ทำ ฯลฯ มันเป็นเรื่องต้องออกแรงและใช้พลังงานเยอะ ขณะที่ลมปากคนนั้นโยกขุนเขาและพสุธาได้
ป่วยการที่จะเรียกร้องมาให้ใครเข้าใจ สู้ประเมินตน รู้อยู่แก่ตน รู้ว่ามีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่ง ทำกรรมใด ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม เราจักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้นก็พอ
ใครจะเกรงอาบัติ ใครจะเสนอหยกก็เอาเถอะครับ แต่ผมว่ารักษาขาทั้งสองข้างเอาไว้เดินเล่นดีกว่าครับ







