
คู่หูกู้ภัย
“อาสากู้ภัย” ชื่อที่ใครได้ยินจะต้องนึกถึงชายฉกรรจ์ร่างใหญ่ แบกเปลมาพร้อมกับรถตู้ของมูลนิธิ
โดย...เจษฎา จี้สละ
“อาสากู้ภัย” ชื่อที่ใครได้ยินจะต้องนึกถึงชายฉกรรจ์ร่างใหญ่ แบกเปลมาพร้อมกับรถตู้ของมูลนิธิ แต่ใครจะไปคิดว่าหน้าที่ช่วยเหลือชีวิตผู้คนยามฉุกเฉิน ยังมีผู้หญิงหน้าตาดีร่างเล็ก ที่ทำหน้าที่นี้ได้ดีไม่แพ้ผู้ชาย
พลอย หรือ ชนานันท์ ศิวากรณ์ อายุ 23 ปี พนักงานบริการลูกค้า บริษัท โตโยต้า เค.มอเตอร์ส สำนักงานใหญ่ และกานต์ หรือ อัมรา รัสสะ อายุ 20 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ตัวประกอบสาวในละคร “บันทึกกรรม” ทางช่อง 5
สองสาวคู่หูกู้ภัย มูลนิธิร่วมกตัญญู เพื่อนผู้โคจรมาพบกันระหว่างปฏิบัติงานในภาคสนาม ด้วยความเชี่ยวชาญที่ต่างกัน แต่ละฝ่ายจึงช่วยเติมเต็มซึ่งกันและกันอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นทักษะความรู้ ความรักและความผูกพัน
‘ความบึกบึนของกานต์’
ไม่ใช่เพราะกานต์เป็นสาวร่างใหญ่ใจถึง แต่เพราะความมุ่งมั่นในการทำงานที่ผู้ชายหลายคนต้องอาย “กานต์เป็นคนลุยงาน” พลอยเผยถึงจุดเด่นของกานต์ หญิงสาวผู้อยู่ระหว่างศึกษาในระดับอุดมศึกษา ที่หารายได้เลี้ยงตัวเองจากงานประจำ พร้อมกับทำหน้าที่อาสากู้ภัย หลากหลายความรับผิดชอบที่เธอไม่ปล่อยให้สรีระของเพศหญิงเป็นข้อจำกัดในการทำงาน
“สงกรานต์ที่ผ่านมา กะเทยร่างใหญ่ตกท่อ น้องวิ่งเข้าไปประคองให้คนเจ็บนั่งตัก ในขณะที่ช่วงขาข้างหนึ่งของคนเจ็บติดกับท่อระบายน้ำ
“เวลาเห็นกานต์ช่วยคนเจ็บแล้วอึ้ง เพราะยากที่จะหาผู้หญิงทำงานได้อย่างกานต์ หนึ่งคือเขาเป็นผู้หญิง การเข้าถึงเนื้อถึงตัวมันง่ายกว่า แต่ขณะเดียวกันเขาก็ทำงานเหมือนกับผู้ชายได้ ตั้งแต่ปฐมพยาบาลยันแบกหาม เก่งกว่าผู้ชายหลายคน บางทีไปด้วยกัน ได้แต่ยืนดู ทำเท่ แต่ทำอะไรไม่เป็น”
นอกจากนั้น กานต์ยังเป็นคนที่ชอบขวนขวายหาความรู้ หากมีการจัดฝึกอบรม ถ้ามีโอกาสกานต์ไม่เคยพลาด โดยเฉพาะอบรมเพิ่มความรู้ทางด้านการแพทย์ เพราะทักษะเหล่านี้จะช่วยให้เราปฐมพยาบาลผู้บาดเจ็บได้ดียิ่งขึ้น อย่างตัวพลอยเองไม่ค่อยมีเวลาไปฝึกอบรม เพราะต้องทำงานประจำด้วย เลยต้องอาศัยกานต์ในการทำความเข้าใจกับเทคนิคใหม่ๆ ที่จะนำมาปรับใช้ในการช่วยเหลือคนเจ็บ
“น้องเป็นคนที่จริงจังในการทำงาน เป็นงาน หาความรู้อยู่เสมอ เขาจะชอบอบรม ชอบทำกิจกรรม เราเลยประทับใจเขาตรงนี้”
เมื่อหญิงสาวต้องมาทำงานด้านกู้ภัย ความห่วงใยซึ่งกันและกันจริงเป็นสิ่งที่จำเป็น “ห่วงน้องเรื่องความปลอดภัย เพราะเขามุ่งแต่ช่วยเหลือคน บางครั้งมันไม่ปลอดภัย ต้องระวังตัวด้วย เพราะอาจกลายเป็นอุบัติเหตุซ้ำซ้อน”
ความห่วงใยจากใจเพื่อนถึงเพื่อนจึงเป็นสิ่งสำคัญ เชื่อมสายสัมพันธ์ตลอดระยะเวลาที่ทำงานร่วมกับมูลนิธิกตัญญู เพราะเป็นวงการที่มีผู้หญิงเข้าร่วมทำงานน้อย สองสาวจึงต้องปรึกษาหารือกันอยู่เสมอ ไม่ใช่ในร้านข้าว วงเหล้า หรือร้านกาแฟ เช่นหญิงอื่นในเจเนอเรชั่นนี้ แต่วิถีของการทำงาน กลับเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ของคนทั้งสองที่เหนียวแน่นยิ่งกว่าสายรัดเปลของหน่วยกู้ภัย
“เราไม่ค่อยได้นัดกันกินข้าวหรือเที่ยวด้วยกันหรอกค่ะ เพราะต่างคนต่างทำงาน อยู่คนละจุดกันด้วย ส่วนใหญ่ก็เจอกันตอนลงพื้นที่ หรือคุยกันผ่านเฟซบุ๊ก เรื่องที่คุยก็จะเกี่ยวกับวงการกู้ภัยนี่แหละค่ะ แต่รู้ใจกันนะ”
ด้วยชีวิต กิจวัตร และการงานที่รัดตัวของทั้งสองคน ด้วยหน้าที่งานหลักของแต่ละคนที่ต้องเข้า 9 โมงเช้า เลิกงาน 6 โมงเย็น ที่เหลือเป็นเวลาของ “กู้ภัย” ยากนักที่จะได้สัมผัสกับความสัมพันธ์รูปแบบนี้ในวิถีชีวิตคนเมืองกรุง เพราะเป็นมิตรภาพที่ไม่ได้เกิดจากห้วงเวลาแห่งการร่วมสนุก สังสรรค์ เที่ยวเตร่ด้วยกัน แต่เกิดจากช่วงเวลาที่ได้ปันประโยชน์แก่ผู้อื่น
‘พลอยผู้มีวาจาเป็นอาวุธ’
“พี่พลอยเป็นคนตรงไปตรงมา เห็นใครมัวทำเท่ ปฐมพยาบาลไม่ถูกวิธี พี่แกจัดการเลย อย่างกานต์ กานต์ไม่กล้า เรื่องกำลังพี่เขาสู้เราไม่ได้ แต่การพูดต้องยอม” กานต์เล่าถึงบุคลิกการทำงานของพลอยเจือไปด้วยอารมณ์ขัน นอกจากนั้นยังมีเหตุการณ์อีกหลายเวอร์ชั่น ที่ต้องอาศัยการเจรจาของพลอยในการปฏิบัติงาน ยกตัวอย่างเหตุการณ์เดียวกันในเดือน เม.ย. สงกรานต์ที่ผ่านมา
ตอนกานต์ให้คนเจ็บนั่งตักอยู่กลางแยกเพราะขาเขาติด คนเจ็บก็ร้องเพราะความเจ็บ คนมุงเต็มไปหมด รถก็จะวิ่ง พอพี่พลอยมา นางบอก “อย่ามุง อย่ามุง! จะเดินก็รีบเดิน จะไปก็ไป” ฟังดูคล้ายคำพูดธรรมดา แต่ทว่าในเหตุการณ์จริง เสียงของพลอยทำให้ทุกคนต้องหันไปมองเธอ แม้กระทั่งกานต์เองที่นั่งชันเข่าเป็นที่นั่งให้คนเจ็บ ยังต้องหันไปมอง เสียงโอดโอยของคนเจ็บถึงกับชะงักไปชั่วขณะ
นอกจากนั้น พลอยยังเป็นที่ปรึกษาให้กับกานต์แทบทุกด้าน โดยเฉพาะเรื่องภายในวงการกู้ภัย “เรื่องปัญหาเกี่ยวกับงาน ก็ต้องเป็นเขา ไม่เข้าใจอะไรก็จะถาม” กานต์พูดถึงพลอยผู้พี่ และอธิบายว่า ด้วยบุคลิกของกานต์เอง เป็นคนที่เข้าหาคนยาก ไม่ใช่จะพูดคุยทุกเรื่องกับใครก็ได้ มีโลกส่วนตัวสูง “เข้าหาคนอาจจะง่าย แต่สนิทอาจจะยาก” เวลาถามเพื่อนสนิทของกานต์คือใคร จึงกลายเป็นพลอย เพราะเป็นเพื่อนผู้เข้าใจ ถามไถ่พูดคุยกันตลอด
ถ้าถามว่าเป็นเพื่อนกันได้ยังไง มันคือ “เซนส์ ถูกชะตาแล้วโอเค แบบสบตากันก็เข้าใจแล้วค่ะ”
เรื่องที่กานต์ประทับใจในตัวพลอย ไม่ต่างจากประเด็นที่เธอห่วงใย “ห่วงเรื่องคำพูดนั่นแหละ เพราะคนเขาอาจไม่ชอบ อย่างกานต์เลี่ยงได้เลี่ยง แต่พี่แกพร้อมชนตลอด บางทีพูดออกสื่อ หรือจงใจให้เขาเห็น อย่างโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก มันอาจจะกระทบ แต่ส่วนใหญ่ก็เรื่องงาน เพราะพี่แกเป็นคนพูดตรง” ซึ่งกานต์ย้ำว่า “พี่แกพร้อมไฝว้” เรียกเสียงฮาจากวงสนทนาอย่างครื้นเครง
ไดอะรีของคู่หูกู้ภัยยังไม่สิ้นสุด แต่การสนทนาต้องยุติลง เพราะสองสาวหน้าใสต้องกลับไปทำหน้าที่ ช่วงเวลาไม่กี่นาทีที่พวกเธอแบ่งปันประสบการณ์ เป็นเหมือนบานหน้าต่างที่นำเราไปสู่อีกด้านของความสัมพันธ์มนุษย์ “มิตรภาพ” ที่เกิดจากการให้ สายใยสัมพันธ์ที่เกิดจาก “จิตอาสา” ไม่ง่ายนักที่จะได้สัมผัสกับความผูกพันฉัน “เพื่อน” ในลักษณะนี้
พลอยและกานต์ยังคงปฏิบัติหน้าที่เพื่อเป็นที่พึ่งให้กับคนกรุงในยามฉุกเฉิน อุบัติเหตุใหญ่ สมองไหล ไส้ทะลัก ไม่เว้นคนท้องใกล้คลอดหรือจับงู คู่หูกู้ภัยยินดีให้ความช่วยเหลือ เรียกได้ว่า คิดอะไรไม่ออกนึกถึงกู้ภัย 1669 เป็นเสมือนเบอร์โทรศัพท์ที่รับมือสถานการณ์ฉุกเฉินทุกรูปแบบ คงไม่แปลกอันใด หากจะยกให้พวกเธอเป็น “ผู้หญิงที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี” เพราะน้อยคนนักที่จะทำได้อย่างพวกเธอ (กู้ภัยเหนื่อยไม่น้อยกว่ารัฐมนตรีนะครับ)
พบเจอพลอยและกานต์ที่ไหน อย่าลืมทักทาย... แต่คงไม่ใช่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน!







