
ดร.จารุมนต์ จาตุรนต์นที หาตัวเองให้เจอก่อนออกแบบชีวิต
สมัยเด็ก เรามีครูแนะแนว เพื่อช่วยวางแผนชีวิตการเรียน เมื่อต้องก้าวสู่รั้วมหาวิทยาลัย
โดย...พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน
สมัยเด็ก เรามีครูแนะแนว เพื่อช่วยวางแผนชีวิตการเรียน เมื่อต้องก้าวสู่รั้วมหาวิทยาลัย เมื่อเริ่มต้นทำธุรกิจ หลายคนอาศัยที่ปรึกษาทางการเงิน หรือการทำแบรนด์ เพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับบริษัท จนถึงวันสำคัญของชีวิต เรามองหาเวดดิ้ง แพลนเนอร์ มาช่วยจัดการงานแต่งงาน วันสำคัญของชีวิตคู่ให้ออกมาเพอร์เฟกต์
คำถามคือ ในเมื่อตัวช่วยมากมายถูกดึงดูดเข้ามาในหลายช่วงวัยของเรา แต่ทำไมในช่วงสำคัญของชีวิตอย่างวัยเด็ก วัยแห่งการเรียนรู้และสร้างสรรค์ เราจึงไม่เคยหาตัวช่วยมาออกแบบชีวิตวัยผู้ใหญ่ของเราให้ออกมาในแบบที่เราเป็น สะท้อนจากตัวตนของเรา แทนที่จะเป็นหรือเดินไปในทางที่คนรอบข้างเห็นว่าเหมาะสม โดยไม่เคยถามตัวเองอย่างจริงจังว่า เราอยากมีชีวิตแบบไหนในอนาคต
สำรวจตัวเองให้เจอ โจทย์ใหญ่ในชีวิตที่ต้องตีให้แตก
ดร.จารุมนต์ จาตุรนต์นที หรืออาจารย์แอ้ เจ้าของสถาบัน +EduExplore บอกเล่าจากประสบการณ์ในฐานะเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยมานานว่า สิ่งที่สัมผัสได้จากเด็กนักศึกษาสมัยนี้ โดยเฉพาะนักศึกษาวิศวะที่เคยสอนอยู่ นักศึกษาสมัยนี้เข้าเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ด้วยหลายเหตุผล เช่น สอบติดโดยบังเอิญ พ่อแม่อยากให้เรียน บางคนตามเพื่อนมาเรียน เรียนตามเทรนด์ น้อยคนมากที่จะมาเรียนเพราะเป็นความฝันของตัวเอง ด้วยเหตุนี้ ทำให้เรียนได้ไม่ดี เรียนไปก็ทุกข์ ไม่มีความสุข
“การเรียนระดับปริญญาตรี คือ การเรียนสายวิชาชีพ เพื่อไปประกอบอาชีพ ดังนั้นการเรียนที่ไม่มีความสุข ถือเป็นการสูญเสียอย่างหนึ่ง”
ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นแรงขับสำคัญที่ทำให้อาจารย์แอ้อยากเป็นส่วนหนึ่งที่มีส่วนช่วยให้เด็กๆ ได้สำรวจตัวเองจริงๆ ว่าชอบ หรือต้องการอะไร เพื่อจะได้ออกแบบชีวิตของตัวเองได้ ไม่ต้องมาเรียน หรือทำงานที่ไม่ชอบจนทุกข์ไปทั้งชีวิต จึงได้ก่อตั้งสถาบัน +EduExplore ขึ้น
“ที่นี่ไม่ใช่โรงเรียนกวดวิชา หรือสถาบันสอนพิเศษ แต่เราอยากช่วยให้น้องๆ ได้ค้นหาศักยภาพของตัวเอง เสริมสร้างทักษะชีวิตที่ดี จากการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย ได้แก่ เวิร์กช็อป การลงมือปฏิบัติจริง การเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ การเข้าร่วมโครงการจิตอาสา อาจารย์ไม่สนับสนุนให้เด็กทุ่มเททั้งหมดไปกับการเรียนพิเศษอย่างเดียว จนไม่มีเวลาทำกิจกรรมอย่างอื่นในชีวิต เพราะทำให้ขาดมิติการเรียนรู้ในเด็กอื่นๆ ทั้งที่วัยเด็กเป็นช่วงเวลาที่มีพลังแห่งการเรียนรู้สูง ทำไมเราต้องปล่อยให้เด็กเสียโอกาสในการเรียนรู้ไปกับการเรียนพิเศษทั้งวัน พอมีเวลาว่างก็เล่นเกม”
อย่างไรก็ตาม อาจารย์ย้ำว่า ไม่ใช่เรื่องวิชาการไม่สำคัญ แต่ต้องรู้จักสร้างสมดุล ผลการเรียนที่ดีเพียงอย่างเดียวไม่ได้เป็นตัวชี้วัดว่าคนคนนั้นจะประสบความสำเร็จในการทำงานและการใช้ชีวิต จะเห็นว่าแทบทุกสาขาวิชาและทุกคณะของมหาวิทยาลัยในปัจจุบันจะต้องมีการสอบวัดผลและสอบสัมภาษณ์ เพื่อประเมินทักษะการใช้ชีวิตของเด็ก การแก้ปัญหา ความคิดสร้างสรรค์ และการคิดอย่างมีเหตุมีผล หรือแม้แต่การสมัครงาน ต้องดูประวัติการเรียนควบคู่กับการสัมภาษณ์
“ดังนั้น ที่นี่เราจะพยายามให้เด็กได้สำรวจ (Explore) สิ่งที่เขาชอบหรือสนใจ เพราะบางครั้งสิ่งที่ชอบกับถนัดไม่เหมือนกัน ต้องแยกให้ออก ดังนั้นอาจารย์พยายามให้ลูกศิษย์ที่สถาบันเรียนรู้จุดเด่นจุดด้อยของตัวเองให้มากที่สุด การค้นหาตัวเองนี้เริ่มได้ตั้งแต่เด็กอายุ 4 ขวบขึ้นไป”
อาจารย์แอ้ยอมรับว่า ประทับใจในพลังความคิดสร้างสรรค์ของเด็กเล็ก (อายุไม่ถึง 7 ขวบ) มาก เพราะเป็นวัยใส มีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่ตามเทรนด์ แสดงออกในสิ่งที่เป็น แบบไม่ติดอยู่ในกรอบ หรือความกลัว ซึ่งพลังความคิดสร้างสรรค์แบบนี้แทบจะหาไม่ได้ในวัยไหน ชีวิตคนเรามีเส้นทางให้สำรวจไม่สิ้นสุด
แน่นอนว่าก่อนที่จะมาเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง สร้างแรงขับให้เด็กๆ ลุกขึ้นมาปฏิวัติความคิดนี้ อาจารย์แอ้เองก็เป็นคนหนึ่งที่ได้รับการปลูกฝังเรื่องนี้จากคุณพ่อมาตลอด เธอยอมรับว่าเป็นเด็กเรียนดีมาตั้งแต่เด็ก ติดอันดับ 1 ใน 3 ของห้องตลอด แต่เชื่อหรือไม่ว่าเธอไม่เคยเรียนกวดวิชาที่ไหน แถมยังเป็นนักกิจกรรมตัวยง ทั้งหมดไม่ใช่เพราะพรสวรรค์เป็นเด็กหัวดี แต่ด้วยรู้จักแบ่งเวลา ขยันอ่านหนังสือ
“จำได้ว่าตอนเรียน ม.6 แอ้เป็นโปรดิวเซอร์ละครของโรงเรียน ปรากฏว่าได้รับเสียงตอบรับดีมาก เราเองก็ดีใจ คิดว่าจะเอาดีทางอาชีพนี้เลย แต่ละครเวทียุคนั้น ต้องยอมรับว่ายังไม่บูมเหมือนทุกวันนี้ ประกอบกับเราไปสอบติดโควตาคณะวิศวกรรมศาสตร์ก่อน เลยเรียนวิศวะไป ซึ่งเราเลือกเรียนวิศวกรรมการจัดการ จะว่าไป ก็เหมือนกับการเป็นผู้กำกับที่เราชอบ เพียงแต่คนละรูปแบบ พอเรียนจบ เราเกิดอยากไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่คุณพ่อบอกให้หาทุนไปเอง เราก็ไปเรียนโทเฟลทุกวัน สอบหลายครั้งมากก็ไม่ผ่าน จนที่บ้านสงสาร บอกไม่ต้องแล้ว จะส่งไปเอง เราก็ตั้งใจบอกที่บ้านขอไปสอบครั้งสุดท้าย ปรากฏว่าผ่านเลยได้ไปเรียนสมใจ”
คุณพ่อเป็นผู้อยู่เบื้องหลังสำคัญ ที่สอนอาจารย์แอ้เสมอตั้งแต่เด็กให้ออกไปดูโลกกว้าง ตอนเด็กพ่อส่งเสริมให้เล่นกีฬา หรือหางานอดิเรก ไม่ใช่เอาแต่เรียน พอไปเรียนต่อต่างประเทศ คุณพ่อก็บอกว่า ปิดเทอมไม่ต้องกลับมาเยี่ยมบ้าน ให้ไปเที่ยว ไปหาประสบการณ์ชีวิต สิ่งเหล่านี้เริ่มบ่มเพาะเรามาตลอด
“ทุกวันนี้ เวลาเราไปเที่ยวก็แบกเป้ไปคนเดียว ประเทศไหนก็ไป เพียงแต่จะมีกฎกับตัวเองว่าจะต้องกลับที่พักเวลาไหนไม่เกินกี่โมง โรงแรมที่พักต้องไม่อันตราย นอกจากออกเดินทางไปหาประสบการณ์ชีวิต ยังเรียนทำอาหารที่กอร์ดอง เบลอ เรียนแปลหนังสือ เรียนวาดภาพสีน้ำมัน และเรียนตีกอล์ฟ ทั้งหมดนี้เพราะเชื่อว่าตลอดชีวิตคนเรามีเรื่องให้รู้ สำรวจไปเรื่อยไม่มีวันจบ” ทุกวันจากนี้คือโบนัสชีวิต
เมื่อถามถึงอนาคต อาจารย์แอ้ตอบด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มว่า 3 ปีก่อน เธออ่านหนังสือเรื่อง The Last Lecture หน้าท้ายๆ ของหนังสือจะมีกระดาษเปล่าประมาณ 5 หน้า เธอเขียนสิ่งที่ต้องทำให้ได้ 10 ข้อในชีวิตลงไป ปรากฏว่าหลังจากเช็กลิสต์ดูแล้ว เธอทำมาครบแล้วทั้ง 10 ข้อ
“จุดนั้น เลยบอกกับตัวเองว่าจากนี้ไป ถ้าเราทำอะไรคือกำไร คือโบนัสชีวิต ทุกวันนี้เราเขียนไดอะรีก่อนนอน จะเขียนแต่เรื่องดีๆ วันไหนเหนื่อยมากๆ ก็พยายามเขียนให้ได้ 2 บรรทัดก็ยังดี การที่เราทำแบบนี้ ก็เหมือนเป็นการฝึกตัวเอง ฝึกการมองโลก ทัศนคติของเรา ถามว่าเขียนเรื่องไม่ดีได้มั้ย ได้ ถ้าเป็นเรื่องที่เราได้เรียนรู้จากมัน ก็เป็นเรื่องดีๆ อาจารย์มองว่า บันทึกนี้คือสิ่งที่เราเหลือไว้บนโลก เมื่อวันที่เราไม่อยู่ ดังนั้นสิ่งที่เราอยากฝากไว้คือสิ่งดีๆ อยากให้คนที่มาอ่านได้พบแต่เรื่องราวดีๆ”
สุดท้าย อาจารย์ฝากถึงคาถาชีวิตที่อาจารย์พกไว้ในใจเสมอยามที่ต้องเจอปัญหา คือ คำสอนของคุณพ่อ ที่บอกให้มีสติ ไม่ว่าจะเจอเรื่องอะไรต้องมีสติ รู้ตัวก่อน แล้วจะสามารถจัดการกับปัญหาได้







