สามเณรธรรมาสน์ทอง...บันไดสู่นักเทศน์มืออาชีพ
การเผยแผ่พระพุทธศาสนาถือเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องอาศัยพระสงฆ์เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนและน้อมนำพระธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาไปสู่ประชาชนอย่างแข็งขัน
โดย...วรธาร ทัดแก้ว
การเผยแผ่พระพุทธศาสนาถือเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องอาศัยพระสงฆ์เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนและน้อมนำพระธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาไปสู่ประชาชนอย่างแข็งขัน เพื่อให้เกิดความเข้าใจและซาบซึ้งในหลักธรรมคำสอนจนนำไปสู่การประพฤติปฏิบัติตนให้สมกับการเป็นชาวพุทธที่ดี
พระสงฆ์มิเพียงหมายถึงภิกษุเท่านั้นที่ต้องทำหน้าที่อบรม สั่งสอน เทศนาธรรม ถ่ายทอดหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าให้แก่ประชาชน แต่นับสามเณรเหล่ากอของสมณะเข้าด้วย เพียงแต่บทบาทของสามเณรในปัจจุบันในด้านนี้ยังไม่เด่นชัดพอ จากปัจจัยหลายอย่าง เช่น สามเณรไม่มีความรู้ในวิชาการเทศน์ ไม่ได้รับการส่งเสริมหรือได้รับโอกาสจากภิกษุให้ขึ้นธรรมาสน์ ไม่มีเวทีให้ฝึกฝน ถูกมองว่าไม่มีความสามารถพอจะเทศน์สอนใคร หรือคิดว่าตนมีหน้าที่เรียนอย่างเดียว เป็นต้น
หากเท่าที่เห็นอย่างชัดเจน คือ สามเณรไม่มีเวทีให้ฝึกฝนและไม่ได้รับโอกาสได้แสดงความสามารถในการเทศน์มากพอ ส่วนใหญ่การฝึกฝนอบรมพระนักเผยแผ่ หรือพระธรรมทูตที่ทางคณะสงฆ์จัดขึ้นทุกปีล้วนเป็นภิกษุที่เข้าฝึกอบรม ในมหาวิทยาลัยสงฆ์แม้จะมีฝ่ายการเผยแผ่แต่ก็อยู่ในวงจำกัด หรือที่วัดประยุรวงศาวาสซึ่งจัดอบรมพระนักเทศน์มาหลายรุ่นทุกปี แม้มีสามเณรเข้าอบรมอยู่บ้างก็ไม่ได้มากและเป็นความสมัครใจ...แบบใครใคร่เรียนเรียน
ฝึกเณรให้เป็นนักเทศน์ครั้งแรก
โครงการส่งเสริมวิชาการเทศนาธรรม สามเณรธรรมาสน์ทอง ครั้งที่ 1 โดยสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ร่วมกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและกรมการศาสนา จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสมหามงคลทรงเจริญพระชนมายุ 60 พรรษา ในปี 2558 โดยมีพิธีเปิดและอบรมสามเณรภาคกลางและกรุงเทพฯ ที่วัดพิชยญาติการาม เขตคลองสาน กรุงเทพฯ เมื่อ 30 มิ.ย.-4 ก.ค.ที่ผ่านมา
สด แดงเอียด อดีตอธิบดีกรมการศาสนา ที่ปรึกษาสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ด้านการศาสนา ประวัติศาสตร์ และโบราณคดี ในฐานะประธานกรรมการจัดงาน เล่าถึงที่มาของโครงการว่า สำนักงานทรัพย์สินฯ มีภารกิจมากมายเฉพาะในด้านศาสนา นอกจากทำนุบำรุงบูรณปฏิสังขรณ์ศาสนวัตถุ ศาสนสถานในพระพุทธศาสนาแล้วยังทำหน้าที่เผยแผ่หลักธรรมทางศาสนาควบคู่ไปด้วย โดยการเผยแผ่นั้นมีเป้าหมายมุ่งที่เด็กและเยาวชนเป็นหลัก
“พระพุทธศาสนาจะยั่งยืน ต้องมุ่งให้เด็กและเยาวชนได้รู้ธรรมะเพื่อเป็นการวางรากฐานทางจิตใจตั้งแต่เด็ก โดยผู้ที่จะนำหลักธรรมไปสอนเด็กได้ดีที่สุด คือ ภิกษุสามเณรที่เป็นนักเผยแผ่มืออาชีพ ซึ่งในเมื่อเรามีเป้าหมายที่เด็กเยาวชนก็อยากสร้างนักเผยแผ่ที่เป็นเด็กเยาวชนซึ่งก็คือสามเณร ดังนั้นโครงการจึงคัดเลือกสามเณรจากทั่วประเทศทั้งหมด 300 รูป จังหวัดละ 3 รูป และกรุงเทพมหานคร 72 รูป เพื่อเป็นตัวแทนเข้าร่วมอบรมรายภูมิภาค (หน) หนกลาง มีอบรมเสร็จสิ้นแล้วที่วัดพิชยญาติการาม กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 4 ก.ค. ส่วนหนอื่นจะจัดต่อจากนี้ไป หนใต้จะอบรม ณ วัดมหาธาตุ จ.นครศรีธรรมราช หนเหนือ ณ วัดเจ็ดยอด จ.เชียงใหม่ และหนตะวันออก ณ วัดมหาธาตุ จ.ยโสธร โดยใช้หลักสูตรพระธรรมเทศนาของโครงการทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ที่ร่างและจัดทำขึ้นโดยเหล่าพระเถระผู้ทรงคุณวุฒิและเชี่ยวชาญด้านการเทศนา”
ที่ปรึกษาสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ฯ กล่าวต่อว่า ในการอบรมสามเณรทุกรูปต้องเขียนบทเทศนาธรรมให้คณะกรรมการพิจารณาเหลือ 50 รูป เพื่อเข้าสู่รอบสอง และเข้าอบรมเข้มข้น ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กรุงเทพฯ ก่อนคัดเหลือ 10 รูป ผ่านเข้ารอบสาม ได้ไปศึกษาดูงาน ณ พุทธสถานสำคัญในต่างประเทศ และในรอบสุดท้ายช่วงเดือน พ.ย. ทุกรูปจะต้องแสดงธรรมปากเปล่าให้คณะกรรมการคัดเหลือ 3 รูป เป็นผู้เป็นเลิศทางเทศนา ได้รับโล่พระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และยังได้รับทุนการศึกษาแก่สามเณรและสำนักเรียนด้วย
“สามเณรที่ผ่านโครงการจะได้รับความเข้าใจในหลักการเทศน์ที่ถูกต้อง แม้ว่าถ้าสึกไปไม่ได้ครองสมณเพศแต่ก็ยังมีความรู้ที่จะเป็นกระบอกเสียงธรรมะช่วยสืบทอดพระพุทธศาสนา แต่หากในอนาคตมีศรัทธาบวชเป็นภิกษุก็จะเต็มเปี่ยมไปด้วยภูมิธรรม อบรมสั่งสอนและยกระดับคุณธรรมจริยธรรมประชาชน อันจะนำมาซึ่งความสุขในสังคมได้”
เสียงสะท้อน...จากน้องสามเณร
สามเณรภาณุวัฒน์ ตามเดช อายุ 16 ปี วัดมัชฌันติการาม เขตบางซื่อ กรุงเทพฯ นักธรรมเอกและกำลังเรียนประโยค ป.ธ.3 เปิดเผยถึงการเข้าร่วมโครงการว่า หลวงพ่อเจ้าอาวาสเดินมาบอกให้มาฝึกอบรมในโครงการนี้ พอได้ยินรู้สึกดีใจและเห็นเป็นโอกาสที่จะพัฒนาตนในการเทศน์ เพราะก่อนนี้ไม่ความรู้ในการเทศน์มาก่อนเลย
“อาตมาเคยขึ้นธรรมาสน์เทศน์ครั้งแรกเมื่อปีที่แล้วที่วัดอาตมาอยู่ เป็นการเทศน์ตามคัมภีร์ โดยหลวงพ่อเจ้าอาวาสจะให้โอกาสสามเณรในวัดขึ้นเทศน์ในวันพระช่วงเข้าพรรษาเวลา 4 โมงเย็น มีญาติโยมที่มาปฏิบัติธรรมฟัง พอลงจากธรรมาสน์ญาติโยมก็บอกว่าท่านเทศน์ดีนะ ฟังแล้วรู้สึกดีอยากเทศน์เป็น ส่วนเทศน์เก่งเอาไว้ทีหลัง
ต้องยอมรับว่า ช่วงการอบรม 4 วันนี้ มีความตื่นตัวที่จะเรียนรู้และตั้งใจ ได้ความรู้มากมายหลายอย่างที่ไม่เคยรู้มาก่อน เช่น การขึ้นธรรมาสน์ การจับใบลาน การจัดพัด เป็นต้น นอกจากนี้ยังได้ความสุขและธรรมะบันเทิงจากพระอาจารย์ที่มาให้ความรู้แต่ละรูปก็มีลีลาที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตามในการอบรมครั้งนี้ไม่ได้ตั้งเป้าหมายไว้สูง แต่จะพยายามฝึกฝนตนเองอยู่เสมอ ค้นคว้าข้อมูล เป็นนักฟังที่ดี ฟังบ่อยๆ และก็หวังว่าต่อจากนี้จะมีเวทีให้ได้ขึ้นเทศน์บ่อยๆ”
หากถามถึงพระนักเทศน์ที่ชื่นชอบ สามเณรภาณวัฒน์ บอกชอบลีลาการเผยแผ่ของพระครูปลัดสุวัฒนสมาธิคุณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดยานนาวา ที่สไตล์ฮาดีมีสาระ เข้ากับยุคสมัยและทุกวัยโดยเฉพาะเด็กวัยรุ่น
ขณะที่ สามเณรธีรพงษ์ ล้อประโคน อายุ 19 ปี วัดโมลีโลกยาราม กรุงเทพฯ ตามความรู้ทางบาลีน่าจะเรียนสูงกว่าสามเณรรูปอื่นที่เข้าอบรมในครั้งนี้ คือ สอบได้ประโยค ป.ธ.8 และกำลังเรียน ป.ธ.9 เล่าว่า ส่วนตัวสนใจเรื่องเรียนมากกว่า อยากเรียนให้จบตามที่ตั้งใจไว้จากนั้นจึงจะหันมาฝึกฝนทางด้านการเผยแผ่ต่อไป
“อาตมาไม่ได้คาดหวังว่าจะติดหรือไม่ติด แต่ในเมื่อได้ถูกคัดเลือกเข้าร่วมโครงการอาตมาก็จักทำให้เต็มที่สุดความสามารถ ซึ่งจากอบรมอาตมาได้วิชาการ ได้รู้หลักการเทศน์ หลักการสอน แต่ก่อนไม่รู้หลักเพราะเรียนแต่ในคัมภีร์ ถ้าถามนอกคัมภีร์ก็จะตอบไม่ได้ สิ่งหนึ่งที่ได้คือความกล้าที่มากขึ้น”
ส่วนบทเทศนาที่เขียนส่งกรรมการ สามเณรประโยค 8 บอกว่า เขียนเรื่องบุญกิริยาวัตถุ 3 ประการ ทานมัย ศีลมัย และภาวนามัย ซึ่งสามเณรอธิบายว่า คนเราควรทำบุญทุกอย่างควบคู่กันด้วย ไม่ใช่ทำอย่างเดียว อีกสองอย่างไม่ทำ เพราะแต่ละอย่างเป็นปัจจัยให้เกิดการทำบุญอย่างอื่นได้อย่างดี
ด้าน สามเณรพบธรรม พรหมรักษา อายุ 15 ปี นักธรรมเอกและประโยค 12 วัดชูจิตธรรมาราม จ.พระนครศรีอยุธยา เล่าว่า สนใจในเรื่องการเทศน์อย่างมากตั้งแต่สมัยเรียน ม.2 โรงเรียนปริยัติธรรมสามัญ จากการฟังเทศน์มหาชาติ โดย พระราชธรรมเวที วัดประยุรวงศาวาส รู้สึกจับใจและอยากเป็นนักเทศน์ขึ้นมาทันที แต่ไม่เคยขึ้นเทศน์ที่ไหนมาก่อน แต่ในการอบรมครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกได้ขึ้นแสดงจริงแม้จะด้วยเวลาสั้นๆ ก็ถือเป็นประสบการณ์ที่จำไม่ลืม
“อาตมาเปรียบดังต้นไม้กำลังหน่อน้อยๆ ความรู้ของอาตมาไม่สูงเหมือนพี่เณรประโยค 8 (สามเณรธีรพงษ์) ที่เปรียบเหมือนต้นไม้แผ่กิ่งก้านสาขา แต่อาตมาก็สนใจการเทศน์มาก และมีความพยายามจะไปให้ใกล้เป้าหมายที่สุด และถ้าไปถึงเป้าหมายสูงสุดจริงอาตมาก็จะได้รับโล่ของสมเด็จพระเทพฯ ด้วย ได้สร้างชื่อเสียงให้สำนักเรียน ครูบาอาจารย์ สร้างความภูมิใจให้กับโยมพ่อโยมแม่ หากติด 1 ใน 50 อาตมาจะทุ่มเทกับการอบรมอย่างเต็มที่”
คงต้องเอาใจช่วยมวลมหาสามเณรทั้ง 300 รูป ให้ประสบความสำเร็จตามที่มุ่งหวังตั้งใจ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่ามีเพียง 3 รูปเท่านั้น ที่จะเป็นเอตทัคคะเลิศทางเทศนา ได้รับรางวัลโล่พระราชทานฯ และทุนการศึกษา และรางวัลนี้จะเป็นเกียรติมากหากสามเณรได้ใช้ความรู้ความสามารถที่ได้จากโครงการไปใช้ในการเทศน์ การสอน เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขและเพื่ออนุเคราะห์ชาวโลกโดยที่ไม่มุ่งหวังในลาภสักการะ และประการสำคัญคือการได้รับโอกาสจากชาวพุทธและพระภิกษุขอสามเณรได้ทำหน้าที่บ้าง เชื่อว่าเมื่อโอกาสเปิดกว้างเราคงจะได้เห็นสามเณรก็ทำหน้าที่เผยแผ่ได้ไม่แพ้พระภิกษุ


