
แต่ง (งาน) ไม่แต่ง... แต่ง...
โดย...นายใจดี
โดย...นายใจดี
การจะก้าวข้ามความโสดไปใช้ชีวิตคู่เคียงกายเคียงใจใครสักคนนั้น ย่อมผ่านการใคร่ครวญอย่างสะระตี่ บางคนหยอกเย้า รถด่วนขบวนสุดท้ายมาแล้ว รีบๆ คว้าไว้สิเออ แต่ก็นั้นแหละคว้าหมับโดยไม่ได้ตรวจดูสภาพรถ เส้นทาง จุดหมายปลายทาง อาจจะพาไปหมดน้ำมันกลางทาง หรือชนเข้าจังๆ กับหลักกิโลเมตรที่ 5 ก็ได้ ทว่าบางคนคบหาดูใจแค่ 3 เดือน แต่งงานกันอยู่ดีมีสุขถึง 30 ปีแล้วก็มี นั้นสิเนอะ อนาคตของความรักใครเล่าจะตอบได้ นอกจากคนทั้งคู่จะช่วยกันถามช่วยกันตอบไปด้วยกันในแต่ละวันปี
สถานการณ์
ตอนนี้อายุ 40 ปี เป็นโสดแบบกะปริบกะปรอย คือ มีผู้ชายผ่านเข้ามาให้คบหาดูใจบ้าง แล้วก็จากไป มีช่วงเหงาบ้างที่ไร้แฟน แต่ชีวิตก็มีสีสันเพราะมีเพื่อนฝูง ไปเที่ยวต่างจังหวัด แฮงเอาต์ยามค่ำคืนก็ไปกับก๊วนเพื่อน ก็มีบ้างนะที่กลับบ้านแล้วอยู่คนเดียวความเหงาก็คืบคลานเข้ามา แต่แป๊บเดียวมีเรื่องอื่นให้คิดให้ทำความเหงาก็มลายไป แต่นั้นแหละมันก็มักกลับมาเยือนอยู่หลายครั้ง จนเกิดคำถามว่า หรือเราต้องการใครสักคนอยู่เคียงข้างจริงๆ
จากที่เคยคิดว่า ฉันจะอยู่เป็นโสด เพราะเท่าที่มีคนรักมาก็รักเลิกมาแล้วหลายคน จนคิดได้ว่า ผู้ชายไม่ได้ดีจนขาดเขาเราอยู่ไม่ได้ ขาดเขาไปเสียอีก ชีวิตเราดูจะดีขึ้น ดูแลตัวเองได้ดี มีรายได้เลี้ยงดูตัวเองได้ หน้าที่การงานเป็นที่ยกย่องนับถือของผู้คน เรามีแฟนแล้วเราต้องดูแลเขา ไม่มีเสียดีกว่า ทางบ้านก็เลิกถามแล้วว่า เมื่อไหร่จะแต่งงาน พอเห็นใช้ชีวิตแบบนี้ก็มีความสุข
แต่ในวันนี้ ในวัย 40 ปี หัวใจกลับมากระชุ่มกระฉวยอีกครั้ง เมื่อมีรักครั้งใหม่ ทุกอย่างดูราบรื่นชีวิตมีความสุขมากกว่าตอนไร้แฟน คบกันได้ 2 ปี เขาก็เอ่ยปากขอแต่งงาน ผู้หญิงมีโมเมนต์นี้ย่อมเป็นความรู้สึกวิเศษ แต่พอใช้เวลาคิดแล้วคิดเอง กลับกังวลว่าจะแต่งงานดีไหม เป็นโสดก็สนุกดี แล้วมันช้าไปไหมที่จะแต่งงานในวัยนี้
ทางออก
ร้อยคำถามที่เกิดขึ้นจากการสับสน สงสัย หวาดระแวง คาดเดาอนาคตต่างๆ นานาของคุณ แม้จะมีหลายสิบคนมาช่วยร่วมคิดร่วมตอบคำถาม แต่คำตอบที่จะตรงใจคุณที่สุด ก็คือ คำตอบจากคนคนเดียวนั้นคือคุณเอง คำตอบและคำแนะนำของคนอื่นคุณสามารถนำมาเป็นเพียงข้ออ้างอิงเท่านั้น สนับสนุนความคิดหรือยับยั้งความคิด ตามแต่จะเลือกแบบไหน อย่าลืมว่าคนจะแต่งงานหรือไม่แต่งก็คือคุณเอง ชีวิตหลังแต่งงานจะทุกข์จะสุขก็คือคุณและคุณคนเดียวเท่านั้น
อย่างน้อยๆ ถามตัวเองและให้คำตอบให้ได้ว่า ความลังเลใจที่ไม่อยากแต่งงาน เกิดขึ้นเพราะอะไร หากเกิดขึ้นที่ตัวผู้ชาย คือยังมีแววเจ้าชู้ให้เห็น หรือยังมีหน้าที่การงานไม่ดีพอจะดูแลคุณได้อย่างดีไปตลอดชีวิต มีนิสัยเล็กๆ น้อยๆ ที่คุณรับไม่ได้ ทั้งหมดนั้นก็คือ ผู้ชายคนนี้ยังมีความบกพร่องที่จะมาเป็นคู่ครองของคุณ ในเมื่อคุณไม่มั่นใจเต็มร้อยคงต้องรอความรู้สึกเต็มร้อย ไร้ข้อกังขา มองเห็นแค่เพียงประตูวิวาห์แล้วมีเขายืนรออยู่ตรงนั้น คุณจะอยากค่อยๆ ก้าวไปหาเขาเอง
แต่ถ้าเขาคือคนที่คุณอยากแต่งงานด้วย ทว่าปัญหาเกิดขึ้นที่ตัวคุณเอง กลับหวงความโสด กลัวชีวิตหลังแต่งงาน คุณต้องสร้างพลังความมั่นใจในการตัดสินใจให้แก่ตัวเอง จะแต่งงานหรือไม่แต่งเอาให้ชัดเจน ในจุดนี้คุณควรเปิดใจบอกกับคนรักให้เขาร่วมรู้ถึงปัญหา เขาอาจจะสามารถให้กำลังใจจับมือคุณข้ามผ่านความกังวลเหล่านี้ไปได้ เพราะถ้าคนสองคนรักกันมากพอไร้ความกังวล จะจับมือกันเดินไปข้างหน้าได้อย่างไม่สะทกสะท้านกับอุปสรรคเล็กใหญ่ที่กระเด็นกระดอนมาสะกิดใจ
แต่ถ้าคุณยังหวั่นไหวเอามากๆ หงุดหงิด จิตไม่อยู่เป็นสุข กินไม่ได้นอนไม่หลับแล้ว ลองถอยระยะคบหากลับมาเป็นเพื่อนสนิทกันดูสักตั้ง ถ้านำพากันไปจนถึงจุดที่อยากใช้ชีวิตร่วมกันอีกครั้ง คุณจะได้มั่นใจมากขึ้น หรือถ้าลดระดับความสัมพันธ์มาแล้วคุณกลับรู้สึกสบายใจ มีความสุขมากกว่าตอนจะต้องแต่งงานกับคนคนนี้ ก็ทำความเข้าใจไปเถอะว่า บางคนก็ไม่จำเป็นต้องแต่งงาน มีชีวิตคู่ ถึงจะมีความสุข เป็นโสดก็สุขได้มากๆ เหมือนกัน
Ask the Expert
Q. ดิฉันแต่งงานกับสามีที่มีคู่แฝด หน้าตาเขาเหมือนกันมาก แต่นิสัยอย่างหนึ่งที่เขาแตกต่าง คือ แฝดพี่เขาเป็นคนคิดเป็น รักอนาคตเก็บเงินสร้างเนื้อสร้างตัว แต่สามีดิฉันแฝดน้องไม่วางแผนเรื่องนี้ สบายๆ กับการใช้เงิน ไม่ค่อยวางแผนอนาคต เห็นพี่แฝดแล้วก็อดเปรียบเทียบไม่ได้ จะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ดีคะ?
A. นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ ผู้อำนวยการด้านการแพทย์ ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ ในเครือโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เรื่องของฝาแฝดนั้นเป็นเรื่องแปลกแต่จริง ที่ส่วนใหญ่จะมีชะตาชีวิตและแนวทางการดำเนินชีวิตรวมทั้งโชคลาภที่เป็นไปในทางตรงกันข้าม คือ ถ้าคนหนึ่งโชคดี อีกคนหนึ่งก็อาจจะโชคร้าย คนหนึ่งทำงานหนักตลอดชีวิต อีกคนหนึ่งก็จะมีชีวิตที่สุขสบาย เช่นเดียวกับที่คุณได้ประสบด้วยตนเอง
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่คุณเลือกจะเป็นคนไม่ดีหรือคนที่ไม่ประสบความสำเร็จในอนาคต เรื่องของการมีชีวิตคู่นั้นก็แปลกเราชอบเอาคนที่เรารักไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ทั้งๆ ตอนที่เราเลือกเราก็ว่าดีที่สุดแล้ว แต่เมื่อเลือกแล้วแทนที่จะพอใจในคนที่ตนเลือก กลับไปเห็นคนอื่นที่ไม่ได้เลือกดีกว่า แล้วแบบนี้ชีวิตจะมีความสุขได้อย่างไร ทำไมไม่พยายามมองเห็นสิ่งที่ดีงามในตัวของคู่ตนเอง มัวแต่มองไม่เห็นสิ่งที่ดีงาม ที่จริงแล้วคุณนั่นแหละที่จะต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติต่อคนที่คุณเลือกและมองเห็นจุดเด่นของเขา และผลักดันจุดเด่นของเขาออกมาเพื่อที่จะได้สิ่งที่คุณหวัง ถ้าคุณมัวแต่มาเปรียบเทียบอยู่แบบนี้ก็คงจะทำอะไรไม่ได้ ปรับเปลี่ยนความคิดได้เมื่อไร ก็ถามกลับมาใหม่ได้นะคุณ เพราะถึงตอนนั้นคุณก็น่าจะพอรู้แล้วว่าจะทำอย่างไรกับคนของคุณดี
He Said/ She Said
แมนพนักงานบริษัท
“ผมชอบสาวที่ยิ้มเก่งๆ ดูเธออารมณ์ดี และเท่าที่ศึกษาเธอจะมองโลกในแง่ดี ไม่ชอบผู้หญิงที่เหวี่ยงๆ เพราะผมง้อไม่เป็นครับ (หัวเราะ)”
แมตพนักงานบริษัท
“ชอบหนุ่มๆ ที่กรุ้มกริ่ม หน้าดูมีเสน่ห์ แต่ไม่โอ้อวด ไม่ชอบหนุ่มที่ขี้คุย ชอบแบบเป็นตัวของตัวเอง และมีอะไรให้เซอร์ไพรส์ตลอดเวลาค่ะ”
Quote
“ถ้าฉันมีเวลาว่างมากๆ ยาวๆ ฉันมักจะไม่ทำสิ่งอื่นใด นอกจากจะทุ่มเททั้งหมดทั้งมวลให้ดนตรี เพราะฉันไม่อยากจะอินกับอะไรอย่างอื่นเลยนอกจากดนตรี ฉันต้องการทำสิ่งที่ยากๆ ขึ้นๆ ไป เพื่อที่จะผลักดันตัวเองให้เก่งกว่านี้”
ลูเซีย มิกาเรลลิ นักไวโอลินชาวอเมริกัน







