
เบื่อบ้างไหม กับการเปรียบเทียบ
ขณะที่นั่งรอก๋วยเตี๋ยวเรือเจ้าประจำ เสียงเพลงบาดจิตก็ดังขึ้น...
โดย...กองทรัพย์
ขณะที่นั่งรอก๋วยเตี๋ยวเรือเจ้าประจำ เสียงเพลงบาดจิตก็ดังขึ้น...
“จะมีใคร ใครรัก คนหน้าตาอย่างฉัน ที่มันธรรมดา ไม่เข้าตาเหมือนใครๆ...” มองเห็นเด็กผู้หญิงสองคนแต่งตัวน่ารักโต๊ะตรงข้ามนั่งหัวเราะหยอกล้อกับแม่ ก็อดนึกถึงปัญหาในหลายๆ บ้านไม่ได้ที่ผู้ใหญ่ในบ้านชอบเปรียบเทียบรูปร่างหน้าตาของลูกๆ หลานๆ ใช้วาจาทิ่มแทงจิตใจเด็กจนเกินงาม จนบั่นทอนความมั่นใจของเด็กที่มีหน้าตาธรรมดาบ้านๆ ผู้ใหญ่จะรู้ไหมนะว่าคำพูดเหล่านี้เป็นตัวการหนึ่งที่หล่อหลอมให้คนคนหนึ่งกลายเป็นคนไม่มั่นใจตัวเองได้เลย
สถานการณ์ : ตั้งแต่เด็กแม่ของ “แนน” มักจะชมน้องสาวต่อหน้าเสมอว่า สวยอย่างโน้น สวยอย่างนี้ ตาสวยมาก จมูกก็โด่ง รูปร่างก็ดี เวลาไปไหนมาไหนก็ชอบพูดให้คนอื่นได้ยินว่าลูกสาวคนเล็กสวย คนโตขี้ริ้วขี้เหร่ ตอกย้ำเรื่องรูปร่างหน้าตาตลอดเวลา จนต้องแอบร้องไห้อยู่บ่อยๆ บางทีก็คิดอยากจะไปดัดฟัน ทำดั้ง ฉีดโบทอกซ์เสียให้รู้แล้วรู้รอด โชคดีที่น้องสาวและพ่อให้กำลังใจเธอตลอดมา แต่เมื่อแนนได้ยินผู้ใหญ่เปรียบเทียบรูปร่างหน้าตาของเด็กๆ เธอจะปรี้ด! ทุกทีสิน่า
ทางออก : พ่อแม่ที่มีลูกมากกว่า 1 คน หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะได้ยินคำเปรียบเทียบจากคนนอกบ้านที่มักเอาเด็กๆ มาเปรียบเทียบกัน และสิ่งที่มักได้ยินบ่อยครั้งที่สุดก็หนีไม่พ้นเรื่องหน้าตาไม่เหมือนพ่อแม่ หรือหน้าตาดีสู้พี่สู้น้องไม่ได้บ้างล่ะ
รู้ไหมว่าเด็กที่ถูกมองว่าเป็นลูกเป็ดขี้เหร่ แถมถูกเปรียบเทียบจากผู้ใหญ่ที่แม้มีเจตนาหยอกล้อ แต่หากเด็กได้ยินบ่อยครั้งจะเป็นการตอกย้ำความรู้สึกและทำให้เด็กแปลกแยกจากพี่น้อง หากไม่ได้รับการแก้ไข เด็กจะค่อยๆ สูญเสียความมั่นใจ คำล้อเลียนจะสร้างปมภายในใจเมื่อเขาโตขึ้น เด็กที่รู้สึกว่าเอาดีทางด้านหน้าตาไม่ได้ ถ้าไม่ได้รับคำแนะนำในทางที่ถูกหรือไม่ได้รับกำลังใจ เขาอาจจะผลักดันตัวเองไปในทางที่ผิดเพื่อเรียกร้องความสนใจ หรือไม่ก็อาจกลายเป็นเด็กเก็บตัวไปเลยก็มี
กรณีที่ในครอบครัวรักใคร่กันดี แต่คำเปรียบเทียบจะหลั่งไหลมาจากนอกบ้าน พ่อแม่ต้องสร้างบุคลิกภาพและมารยาทที่ดีให้กับเขา ต้องสอนเทคนิคการป้องกันตัวเองให้ลูก ไม่ใช่ในเชิงการใช้กำลัง แต่เป็นเกราะป้องกันจิตใจตัวเอง เช่น การทำหูทวนลมไม่ใส่ใจกับคำพูดที่ไม่ดีและไม่เป็นประโยชน์ หรือเขาต้องรู้จักที่จะโต้ตอบคำพูดของผู้ใหญ่แบบสุภาพ เช่น “ถึงหน้าตาหนูจะดีสู้พี่น้องไม่ได้ แต่พวกเราก็มีดีคนละอย่าง และพวกเราก็รักกันดี” เป็นต้น
เด็กสมัยนี้โลกกว้างกว่าสมัยก่อน มีสังคมเร็ว ถ้าเด็กได้รับการตอกย้ำเรื่องความงามภายนอกบ่อยๆ ภาระหนักก็จะตกอยู่ที่พ่อแม่ ทั้งเรื่องการปรับแก้ทัศนคติและค่านิยมที่จะติดตัวเด็กไปจนโต และยิ่งคนที่เปรียบเทียบเป็นตัวพ่อหรือแม่แล้วละก็ ทีนี้แหละคุณเอ๊ย! เด็กหน้าตาธรรมดาก็ไม่ต้องผุดต้องเกิดกันพอดี
การป้องกันที่พอทำได้สำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่ ก็คือ พยายามชี้ให้ลูกเห็นค่านิยมที่ถูกต้องว่า ความสวยความหล่อไม่ใช่ตัวกำหนดว่าคนคนนั้นจะประสบความสำเร็จในชีวิตหรือจะมีความสุขมากกว่าคนหน้าตาธรรมดาเสมอไป เพียงแต่เราต้องมีความสุขจากภายใน สร้างบุคลิกภาพที่ดี แล้วเราก็จะกลายเป็นคนสวยคนหล่อโดยอัตโนมัติ
สำหรับเรื่องของแนน...ที่จะมาสลายปมในใจเอาเมื่อโตแล้วอาจจะยากสักหน่อย แต่นับว่าแนนยังโชคดีที่มีพ่อและน้องสาวที่คอยให้กำลังใจ เธอจึงไม่หลงทางแม้คิดจะอยากศัลยกรรมให้สวย แต่ก็ยังไม่ทำ ทั้งนี้เธออาจจะค้นหาจุดเด่นของตัวเองเจอแล้วก็ได้ ถ้าขายหน้าตาไม่ได้ก็ขายความสามารถ พิสูจน์ตัวเองด้านอื่น เช่น ทำอาหารเก่ง เรียนหนังสือเก่ง เล่นกีฬาเก่ง เป็นคนตลกสร้างความสุขให้กับผู้อื่นได้ เป็นต้น
ขณะที่ผู้ใหญ่เองก็ต้องไม่เลือกปฏิบัติ ไม่พูดจากระทบกระเทียบให้เด็กเจ็บช้ำใจ หรือหยิบยื่นโอกาสให้เฉพาะแต่คนที่หน้าตาดีเท่านั้น แต่ควรมองให้ถึงเนื้อแท้ของคนทุกคน คุณค่าของคนไม่ได้วัดกันที่สวยหรือหล่อเสมอไป แต่คุณค่าที่แท้จริงอยู่ที่การทำดีและสร้างสรรค์...จริงไหม?







