
โทนี่ ชวอร์ตส์ 4 ตัวช่วยสร้างงานเด่น
ไม่ว่า่จะเป็นองค์กรที่ให้บริการหรือขายผลิตภัณฑ์อะไรทุกๆแหล่งล้าวแล้วแต่ต้องการเฟ้นหาหรือมีสูตรลับในการรักษา 3 ข้อหลักนี้ อันได้แก่ กำลังการผลิต บุคลากร และกำไร
ไม่ว่า่จะเป็นองค์กรที่ให้บริการหรือขายผลิตภัณฑ์อะไรทุกๆแหล่งล้าวแล้วแต่ต้องการเฟ้นหาหรือมีสูตรลับในการรักษา 3 ข้อหลักนี้ อันได้แก่ กำลังการผลิต บุคลากร และกำไร ซึ่งเป็นปัจจัยที่รักษาไปจนถึงพัฒนาองค์กรให้เจริญยิ่งขึ้นไป
โดยทั้ง 3 ปัจจัยที่ว่านี้ “บุคลากร” คือโจทย์สำคัญที่สุด เพราะเมื่อคนที่เป็นทั้งมันสมองและแรงงานดี การผลิตและผลประกอบการก็จะได้รับการพัฒนาขึ้นตามไปด้วย ด้วยเหตุนี้เมื่อโทนี่ ชวอร์ตส์ ผู้บริหารขององคกร์ที่ปรึกษาอย่างครบวงจร The Energy Project ต้องการจะศึกษาวิธีปรับปรุงศักยภาพบริษัทที่เขาดูแล จึงเลือกเจาะไปที่ตัวบุคคลเป็นอย่างแรก
เพื่อเพิ่มความแม่นยำและน่าเชื่อถือ การศึกษาครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรียนรู้คนไม่กี่สิบหรือบริษัทไม่กี่แห่ง แต่ลงสำรวจคนทำงานกว่า 11,000 คนจากหลากหลายตำแหน่ง สาขางาน และพื้นที่ โดย ชวอร์ตส์ ได้ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญวิชาธุรกิจจากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ในสหรัฐ สอบถามฟันเฟืองเรือนหมื่นในประเด็น “ปัจจัยอะไรคือสิ่งที่ช่วยเพิ่มความพึงพอใจและความสร้างสรรค์งานในกลุ่มคนทำงาน” ซึ่งรวมเป็นข้อสรุปสำคัญที่น่าสนใจสำหรับผู้บริหาร ว่าความพอใจในอาชีพและผลงานยอดเยี่ยมจะเกิดเมื่อมี 4 สิ่งดังนี้
1เมื่อได้พักผ่อนตามสมควร ทุกคนต้องการช่วงพัก ไม่ว่าจะเป็นการพักระยะสั้นหรือยาว โดยการเว้นหา่งหนา้ที่สักระยะ จะช่วยให้พ นักงานทำงานได้ดีขึ้น เหมือนเป็นการเติมน้ำมัน ชาร์จแบต ขัดสนิมยกเครื่องสมองใหมใ่นชว่งที่ไม่ต้องทุ่มเทพลังสร้า้งงาน ทั้งนี้การใช้งานพนักงานเฉพาะช่วงเวลางานก็เป็นข้อกำหนดการพักสำคัญ ที่คนเป็นเจ้านายพึงระวังด้วยเช่นกัน
2เมื่อรู้คุณค่าของตัวเองและผลิตผล ผู้บริหารจำเป็นต้องแสดงให้ผู้ใต้บังคับบัญชาที่ร่วมงานกันมาเห็นว่า่ตัวพวกเขาและผลงานสำคัญต่อทั้งองค์กรและคนทุกคนอย่างไรอย่างจริงใจ เพราะการมองเห็นคุณค่าในตัวเองช่วยสร้างความผูกพันระหว่างคนและองค์กร และเพิ่มความไว้เนื้อเชื่อใจกัน อันจะส่งผลดีให้ตัวผู้บริหารไม่ต้องเหนื่อยติดตามทุกฝีก้าวด้วย
3เมอื่สถานที่ทำงานอำนวย ผู้บริหาารที่ปล่อยให้ออฟฟิศมีสภาพแออัดหรือมีมลพิษในด้านต่างๆ เช่น ทางเสียง ทางกาย ทางอากาศ ฯลฯไม่ควรคาดหวังผลงานที่สร้างสรรค์มากนัก เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนรบกวนการทำงานทั้งสิ้น และหลายครั้งที่นอกจากตัวงานไม่ดีแล้ว คนทำงานอาจต้องใช้เวลามาก ซึ่งส่วนหนึ่งเพราะมัวเสียเวลารวบรวมสมาธิ
4เมื่อรู้เป้าหมายใหญ่หรือระยะยาว ถ้าองค์กรแสดงออกว่าแค่ต้องการใช้แรงงานคนหนักๆ ไปวันๆ ก็ไม่ควรคาดหวังความสร้างสรรค์จากฟันเฟืองเหล่านี้ หรืออาจต้องรอรับมือกับฝีมือการทำงานที่ถดถอยด้วยถา้อยากรกัษาหรือเพิ่มคุณภาพงานบริษัทควรให้พวกเขารู้ถึงเป้า้หมายขององค์กร และความสำคัญของสิ่งนี้ที่มีต่อสังคม หรือพวกเขาในทางอ้อม เป็นการปลูกฝังเครื่องกระตุ้นให้อยู่ในตัวของบุคลากรนั่นเองการสำรวจที่เป็นรูปธรรมในครั้งนี้ของ ชวอร์ตส์ พบว่า ความต้องการเหล่านี้ค่อนข้างชัดเจนว่าจำเป็นแต่หลายๆ องค์กรละเลยทั้งที่หากปัจจัยข้อใดข้อหนึ่งใน 4 ข้อเกิดขึ้นก็ช่วยเพิ่มศักยภาพการทำงานได้แล้วโดยข้อมลูที่ได้พบพนักงานที่ได้รับปัจจัยเหล่านี้ตอบแทนข้อเดียวก็เพิ่มสมาธิการทำงานได้ถึง30% ความมีส่วนร่วม 50%และความจงรักภักดีไม่คิดหาทางหนีทีไล่ไปอยู่กับองค์กรอื่นถึง 63% เลยทีเดียว
มโนคติในโลกคนทำงาน
การศึกษาทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรของ โทนี่ ชวอร์ตส์ ยังพบความเข้าใจผิดมากมายเกี่ยวกับโลกการทำงานในผู้บริหารและบุคลากร ซึ่งเขาได้นำมาเปรียบเทียบชัดๆ กับข้อเท็จจริงไว้ด้วย
ความเชื่อ
1. ยิ่งใช้เวลาทำงานมาก ยิ่งเพิ่มความสร้างสรรค์
2. การทำหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกันสำคัญมากในโลกยุคนี้ ที่ความต้องการไม่มีที่สิ้นสุด
3. ความสร้างสรรค์เป็นพรสวรรค์
4. แรงกดดันช่วยให้งานดีขี้น
ความจริง
ผลงานใหม่ๆ มาจากพลัง ส่วนพลังนั้นได้จากการได้พัก และบางครั้งเราก็ได้ไอเดียใหม่ในตอนที่ไม่ได้ทำงานผลงานจากคนที่ทำหลายๆ อย่างในเวลาเดียว ช้ากว่าคนที่ทำงานอย่างเดียวเฉลี่ย 25%ความสร้างสรรค์สร้างและพัฒนาได้ ด้วยการให้อิสระทางความคิด
แรงกดดันยิ่งมาก ยิ่งทำให้งานขาดความชัดเจนขาดหลักเหตุผล และลดจินตนาการ และยิ่งนานวันเข้าจะกลายเป็นใช้พลังงานด้านลบทำงานแทน







