
บริหารคนไม่ชอบมีนาย (จบ)
ผู้เขียนได้หายหน้าไปหนึ่งสัปดาห์ เนื่องจากติดภารกิจพานิสิตปริญญาโทหลักสูตรการบริหารบุคคลของศศินทร์ไปเข้าสัมมนา
โดย...รศ.ดร. ศิริยุพา รุ่งเริงสุข สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย / ภาพ เอเอฟพี
ผู้เขียนได้หายหน้าไปหนึ่งสัปดาห์ เนื่องจากติดภารกิจพานิสิตปริญญาโทหลักสูตรการบริหารบุคคลของศศินทร์ไปเข้าสัมมนา The Society for Human Resource Management (SHRM) ประจำปี 2014 ที่เมืองออร์แลนโด มลรัฐฟลอริดามาค่ะ ต้องขออภัยที่ไม่สามารถจัดเวลามาเขียนต้นฉบับให้ได้ และในเวลานี้ผู้เขียนกำลังนั่งเครื่องบินเพื่อเดินกลับประเทศไทย จึงใช้เวลานั่งเครื่องเขียนต้นฉบับเสียเลย โดยขอดำเนินเรื่องการบริหารคนไม่ชอบมีนายต่อให้จบเสียก่อน จานั้นในสัปดาห์หน้าก็จะขอนำเสนอสาระสำคัญต่างๆ ที่ได้ไปเก็บเกี่ยวมาจากการสัมมนา SHRM มาเล่าสู่กันฟังกับท่านผู้อ่านนะคะ
การที่คนเราไม่ชอบมีนายนั้นถือว่าเป็นเรื่องปกติ ใครเล่าจะชอบมีคนมาชี้นิ้วบงการให้ทำนู่นทำนี่ แก้ไขนู่นแก้ไขนี่ ใครๆ ก็อยากเป็นนายของตัวเอง มีอิสระในการคิด การตัดสินใจและการกระทำกันทั้งนั้น แต่ในสังคมที่คนเรามีความสามารถและประสบการณ์ไม่เท่ากัน จำเป็นอยู่ดีที่จะต้องมีบุคคลที่มีความสามารถมากกว่าหรืออาวุโสมากกว่ามาเป็นผู้บังคับบัญชาหรือเป็นนาย แต่ในยุคสมัยที่ประชากรมีการศึกษาดีขึ้น มีความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการสื่อสารมากขึ้น ใครๆ สามารถค้นคว้าหาข้อมูลด้วยตนเองได้สะดวกง่ายดายมากขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างลูกน้องและนายต้องมีการปรับเปลี่ยนตามไปด้วยเพื่อความเหมาะสม
ในหลายวงการอาชีพ ทั้งวงการทหารและตำรวจยังต้องมีการปรับวิธีการบริหารของผู้บังคับบัญชากันด้วย ประเภทที่ว่าผู้บังคับบัญชามีอำนาจสิทธิขาดแต่เพียงผู้เดียวนั้นก็เริ่มจะมีน้อยลงเรื่อยๆ จะเห็นได้ว่าถ้าไม่อยู่ภายใต้สถานการณ์คับขันฉุกเฉินกันจริงๆ เรื่องที่ผู้บังคับบัญชาจะออกมาทำเสียงเข้มตีหน้าเครียดแล้วชี้นิ้วสั่งการนั้นมันมีน้อย นายๆ ทั้งหลายต้องมีการปรับท่าทีให้นุ่มนวลขึ้น เผด็จการน้อยลงต้องรับฟังความคิดเห็นของลูกน้องมากขึ้น มีการสื่อสารปรึกษาหารือกันในลักษณะที่เป็นการสื่อสารแบบสองทาง (TwoWay Communication) กันมากขึ้น การเป็นนายในสมัยนี้จึงไม่สามารถใช้แต่พระเดชได้ แต่ต้องรู้จักใช้พระคุณและต้องมีกลเม็ดจิตวิทยาในการบริหาร จึงจะสามารถบริหารคนรุ่นใหม่ที่อาจจะเก่งเท่า หรือเก่งกว่านาย คล่องกว่านายให้ได้ มิฉะนั้นคนเป็นนายนั่นแหละที่ต้องระวังตัวให้ดี เพราะอาจจะถูกลูกน้องถอนหงอก หรือถอดถอนจากการเป็นนายเมื่อไรก็ได้
คนไม่ชอบมีนายคือ คนรักอิสระ คิดเองเป็น (หรือคิดว่าตัวเองคิดเป็น) ไม่ชอบให้คนมาจู้จี้จุกจิกมากมาย ฉะนั้นคนเป็นนายก็ต้องฉลาดในการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เปิดโอกาสให้เขาได้แสดงความสามารถได้เต็มศักยภาพ สนุกกับการแสดงความคิดสร้างสรรค์ แต่ในเวลาเดียวกันก็ต้องเคารพกฎกติกาที่นายต้องแจ้งให้ทราบไว้ล่วงหน้าอย่างชัดเจน และหากเปิดโอกาสให้เต็มที่แล้วแต่ปรากฏว่าไม่สามารถแสดงผลงานได้ คนไม่ชอบมีนายก็จะได้ตระหนักในข้อจำกัดของตัวเอง และยอมรับที่จะปรับท่าทีในการทำงานของตนให้เหมาะสมกับความสามารถที่ตัวเองมี ไม่ใช่ว่าเก่งก็ไม่เก่งจริง แต่ขอมีอิสระในการคิด การทำ แบบนี้เปิดบริษัทของตัวเองเสียเลยจะได้เหมาะใจ
มาคุยกันต่อนะคะว่าเรายังจะมีกลเม็ดอื่นๆ ที่จะมาใช้บริหารคนไม่ชอบมีนายให้สร้างผลงานตามที่องค์กรต้องการได้อย่างไร
จัดตั้งกลุ่มทำงานแบบบริหารตนเอง (SelfManaged Team) เช่น กลุ่มสร้างนวัตกรรม กลุ่มบริหารคุณภาพ กลุ่มพัฒนาจริยธรรมธุรกิจ เป็นต้น ทั้งนี้นายสามารถจัดกลุ่มทำงานต่างๆ โดยให้พนักงานเลือกกลุ่มที่ตนเองสนใจ โดยจะให้พนักงานเลือกหัวหน้ากลุ่มเองก็ได้ แล้วให้หัวหน้ากลุ่มรายงานขึ้นตรงกับนายอีกที กลุ่มต่างๆ มีหน้าที่เสนอเป้าหมาย วิธีการทำงาน แผนการทำงานและวิธีประเมินผลงานที่กลุ่มเห็นว่าเหมาะสม ทั้งนี้ต้องอยู่ภายใต้เป้าหมายและกลยุทธ์ธุรกิจขององค์กร กลุ่มต้องส่งร่างโครงการมาให้นายพิจารณา ถ้านายพิจารณายอมรับแล้วก็ให้กลุ่มไปดำเนินงานและรายงานให้ทราบเป็นระยะๆ จุดดีของการบริหารงานกลุ่มเช่นนี้ก็คือ เมื่อลูกน้องเป็นเจ้าของความคิดของงานที่เขาจะทำ เขาจะรู้สึกเป็นนายของตนเอง รู้สึกมีอิสระและเป็นตัวของตัวเองมากพอสมควร นายไม่ต้องไปยุ่งกับเขามากนัก แถมยังมีเวลาไปทำงานด้านกลยุทธ์และนโยบายมากขึ้นด้วย
จัดกิจกรรมสลายอัตตาและสร้างสัมพันธภาพ (Ego Softening and Relationship Building) เมื่อพนักงานคนเก่งไม่ชอบมีนายต้องมาเจอคนสายพันธุ์เดียวกันมักมีผลลัพธ์ตามมาอยู่ 2 กรณี คือ กรณีแรก ทำงานเข้าขากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยไปเลย กรณีที่สอง คือ เป็นเรื่องของคมเฉือนคม ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน เจอแบบนี้องค์กรแย่ค่ะ ไม่ใช่ว่าพนักงานแย่อย่างเดียว หากเราต้องการผลลัพธ์ในเชิงบวก เราอาจมีวิธีป้องกันและแก้ไขไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้ โดยการจัดกิจกรรมสลายหรือลดอัตตาของพนักงานด้วยการจัดกิจกรรมการสร้างทีม (Team Building) โดยผู้เชี่ยวชาญที่จะสร้างกิจกรรมให้พนักงานต้องทำภารกิจที่ต้องใช้ความสามารถที่หลากหลายของสมาชิกทีม ต้องเป็นกิจกรรมที่คนคนเดียวทำไม่ได้ กิจกรรมแบบนี้จะทำให้พนักงานเรียนรู้ที่จะยอมรับความสามารถของคนอื่น และเห็นความสำคัญกับประโยชน์ของการทำงานเป็นทีม มีมิตรจิตมิตรใจกับเพื่อนร่วมงาน และจะได้เป็นการแก้นิสัยการทำงานแบบ “ข้ามาคนเดียว” ไปด้วย
จัดบรรยากาศการทำงานให้ผ่อนคลาย ไม่เป็นทางการจนเกินไป ประสบการณ์ชีวิตของผู้เขียนสอนให้รู้ว่า การที่จะทำงานให้ได้ผลไม่จำเป็นต้องจริงจังเคร่งเครียดมากเกินไป ตึงไปสายป่านมันจะขาด ต้องมีหย่อนบ้าง ตึงบ้าง จริงจังบ้าง สนุกบ้าง มีอารมณ์ขันมาเจือ ทำให้ลูกน้องกล้าเข้าหาหัวหน้างาน กล้าเข้ามาพูดคุย ความสัมพันธ์จะได้เหมือนเป็นพี่เป็นน้อง ไม่ใช่นายกับลูกน้องตลอดเวลา
อย่าลืมว่า นายที่เก่งคือนายที่ทำให้ลูกน้องเก่งและดูดี ไม่ใช่ทำให้ตัวเองเก่ง เด่น และได้ดีเพียงคนเดียว การบริหารลูกน้องให้เคารพและเกรงใจ (ไม่ใช่เกรงกลัว) ไม่ใช่การทำเก่งข่มลูกน้อง นายควรเก่งกว่าลูกน้องนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่ไม่ใช่ต้องหักหน้าลูกน้อง คนเก่งจริงไม่ต้องอวด ไม่ต้องพูดมาก ลูกน้องอยากแสดงผลงานก็ปล่อยให้แสดงไปได้ เมื่อพลาดก็แก้ไขและให้คำแนะนำกันไป ลูกน้องจะตระหนักเองว่ากระดูกของเขายังอ่อนอยู่
บริหารคนไม่ชอบมีนายต้องรู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาว มันถึงจะไปกันรอดค่ะ







