
อย่ากลัวที่จะเขียนหนังสือ
ศ.ดร.ณัชชา พันธุ์เจริญ อาจารย์ประจำภาควิชาดุริยางคศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นอกจากสอนหนังสือมา 20 กว่าปี
โดย...วรธาร / ภาพ : คลังภาพโพสต์ทูเดย์
ศ.ดร.ณัชชา พันธุ์เจริญ อาจารย์ประจำภาควิชาดุริยางคศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นอกจากสอนหนังสือมา 20 กว่าปี แล้วยังเป็นนักดนตรี และเขียนหนังสือมากว่า 15 ปีด้วย โดยตำราและหนังสือที่เขียนเป็นประเภทด้านดนตรี ซึ่งแทบไม่มีใครแย่งเขียน เพราะมีคนเขียนน้อยมาก รวมผลงานปัจจุบันเกือบ 20 เล่ม ล้วนแต่พิมพ์ซ้ำ เช่น ทักษะทฤษฎีดนตรี การเขียนเสียงประสานสี่แนว สังคีตลักษณ์และการวิเคราะห์ ศัพท์ดนตรีปฏิบัติ แก่นทฤษฎีดนตรี วรรณกรรมเปียโนแห่งกรุงสยาม สดับเสียงเรียงร้อย:โน้ตเปียโนเพลงไทย พจนานุกรมดุริยางคศิลป์ เป็นต้น
อาจารย์ณัชชา กล่าวว่า แรงบันดาลใจให้เกิดการเขียนหนังสือมาจากความเป็นคนที่มีใจรักในการเรียน และนิสัยรักการอ่านตั้งแต่เด็ก ประกอบกับสมัยเรียนมัธยมที่โรงเรียนสตรีวิทยา จะไปร้านหนังสือศึกษาภัณฑ์เป็นประจำ และชอบหยิบปกหนังสือเล่มแล้วเล่มเล่าขึ้นมาดูพลางคิดไปว่าเมื่อไหร่จะมีชื่อตนเป็นผู้เขียน
“ตอนเรียนสตรีวิทยาชอบไปดูหนังสือที่ศึกษาภัณฑ์ สมัยก่อนหนังสือปกเชยๆ ไม่ค่อยมีดีไซน์เท่าไหร่ แต่ความศรัทธาที่มีต่อหนังสือแรงมาก มองปกไหนก็สวย เขาทำยังไงนะ ขณะเดียวกันก็คิดว่าเมื่อไหร่จะเป็นเราที่เขียนบ้าง ซึ่งภาพความคิดเหล่านี้อยู่ในใจตลอดตั้งแต่เด็ก ถ้าไม่ได้ลงมือเขียนก็จะติดค้างในใจว่ายังไม่ได้ทำอะไร ดังนั้นพอไปเรียนต่างประเทศจึงเตรียมข้อมูลด้วยการซื้อหนังสือมาอ่านเยอะมาก และนำกลับมาเมืองไทยด้วย”
การอ่านเป็นการสะสมองค์ความรู้ชั้นดี และด้วยความที่เป็นคนรักการอ่านตั้งแต่เด็ก ทำให้ภาษาไทยของ ศ.ดร.ณัชชา แข็งแรงชนิดที่ว่าเขียนแบบไม่ต้องแก้ และภาษาไทยนั้นอาจารย์ให้ความสำคัญที่สุดในการทำงานวิชาการ
“ความที่อ่านมามาก ภาษาไทยของเราก็จะแข็งแรงทั้งเขียนทั้งอ่าน เขียนแบบไม่ต้องแก้ ภาษาอังกฤษก็ใช้ได้ แต่ภาษาไทยมาก เวลาไปพูดที่ไหนจะย้ำเสมอว่าภาษาไทยสำคัญที่สุด และในการทำงานวิชาการเป็นอย่างนั้นจริงๆ จะเขียนยังไง จะใช้สำนวนอะไรเพื่ออธิบายสิ่งที่ตัวเองคิดให้คนอ่านรู้เรื่อง เข้าใจ และถูกต้อง พี่พิถีพิถันกับการใช้ภาษาไทยมาก”
ศ.ดร.ณัชชา เล่าว่า พอเริ่มเขียน ปัญหาอยู่ที่พิมพ์ดีดไม่เป็น ทุกครั้งเขียนด้วยมือแล้วเอาไปให้เสมียนพิมพ์ พอกลับมาผิดเยอะมาก และต้องแก้บ่อย จึงพยายามรักษาสัมพันธภาพอันดีกับเจ้าหน้าที่ด้วยการหัดพิมพ์ดีด นั่งพิมพ์สัมผัสนานถึง 3 เดือนอย่างมีวินัย
“ด้วยความที่มีวินัยของนักดนตรีอยู่แล้วที่สุดก็ทำได้ พิมพ์เร็วด้วย ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ ซึ่งพอพิมพ์ดีดได้สนุกมาก วันๆ ออกมาได้ตั้ง 20 หน้า จากตรงนั้นมาก็ 1 เล่ม พอมีเล่มที่ 1 ก็เล่มที่ 2 เล่มที่ 3 ไปเรื่อยๆ เพราะเรามีข้อมูลมาตลอดชีวิต และพอมาเป็นอาจารย์แทบไม่ต้องอ่าน เขียนเลย แล้วเวลาเขียนก็จะวาดภาพว่ากำลังเขียนหนังสืออยู่หน้าชั้นเรียน สอนลูกศิษย์แบบไหนก็เขียนแบบที่อธิบายให้ลูกศิษย์ฟัง”
อาจารย์ฝากว่า ถ้าคิดจะเขียนหนังสืออย่าได้กลัวผิด ซึ่งหลายๆ คนอาจเป็นเช่นนี้ เพราะถ้ากลัวผิดอาจต้องใช้เวลานานกว่าจะได้เห็นผลงานของตน หรืออาจจะไม่มีโอกาสได้เห็นก็ได้
“จะบอกว่าถ้าคิดจะเขียนหนังสือ อย่าเป็นคนกลัวผิด เช่น กลัวผิดตรงโน้น กลัวผิดตรงนี้ เหมือนพี่แต่ก่อนกลัวผิดมาก เพราะเราต้องรับผิดชอบทุกอย่างที่เขียนลงไป ก็คิดดูว่าหนังสือเล่มแรกของพี่ใช้เวลา 10 ปีจึงออกเป็นรูปเล่ม จนมีหมอท่านหนึ่งมาบอกว่า ถ้าไม่ออกแล้วเมื่อไหร่จะรู้ว่ามันดีหรือไม่ดี และคำว่าดีที่สุดของคุณอยู่ตรงไหน เพราะฉะนั้นจงออกไปเถอะ เดี๋ยวค่อยแก้ทีหลัง ดังนั้นหนังสือพี่พอออกเล่มที่ 1 ปีต่อไปก็ออกเล่มที่ 2 ที่ 3 ไปเรื่อย”







