
ก้าวย่างของสังคม ผ่านวิกฤตด้วย...คุณธรรม!!
ปุจฉา... บ้านเมืองกำลังเตรียมเลือกคนดี มีความรู้ความสามารถ เข้าสู่ระบบการพัฒนาบ้านเมืองใน
ปุจฉา... บ้านเมืองกำลังเตรียมเลือกคนดี มีความรู้ความสามารถ เข้าสู่ระบบการพัฒนาบ้านเมืองใน ยุคปฏิรูปสังคม ซึ่งจะต้องมีทั้งสภาปฏิรูปและจะต้องมีทั้งสภานิติบัญญัติ นี่ยังไม่นับองค์กรภาครัฐ องค์กรอิสระอีกมากมาย ที่รอคอยการสรรหาบุคคลที่เหมาะสม มีความรู้ความสามารถ เข้าสู่ระบบงาน เพื่อการเดินหน้าต่อไปของชาติบ้านเมือง... เรื่องดังกล่าว คสช. โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และคณะฯ คงกำลังดำเนินการอยู่ ใคร่ขอนมัสการพระอาจารย์ ได้กรุณาให้ ธรรมนิยาม ของคนดีที่พร้อมสรรพ อันควรแก่การคัดเลือกเข้าไปทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง จะได้เป็น ธัมมานุสติ ให้กับ ผู้บริหารประเทศ ขณะนี้คือ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ก่อนจะคิดวางแผนคัดเลือกบุคคลใดๆ
วิสัชนา... เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา ในวิถีพุทธของเรานั้น มีกระบวนการคัดเลือกบุคคลที่ดีในทุกขั้นตอน ซึ่งอาศัยหลักธรรมเป็นตัวคัดกรองบุคคล เข้าสู่ฐานะต่างๆ อันเหมาะควร เรียกภาษาชาวบ้านว่า “ธรรมะจัดสรร”
ดุจดังเช่นการแต่งตั้งพระสาวก สู่ความเป็น เอตทัคคะ (นั่นเป็นยอด ...นั่นเป็นเลิศ) เพื่อประกาศความเป็นเลิศด้านใดด้านหนึ่ง ได้อ้างอิงเหตุผล ๔ ประการ ได้แก่ ๑) แสดงความสามารถให้ปรากฏ โดยสอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น (อตฺถุปฺปตฺติโต) ๒) ได้รับการยกย่องตามที่สั่งสมบุญมาจากในอดีต... (อาคมนโต) ๓) ยกย่องตามความเชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องเป็นพิเศษ สมตามที่ตั้งจิตปรารถนามา (จิณฺณวสิโต) ๔) ยกย่องตามที่มีความสามารถเหนือผู้อื่น (คุณาติเรกโต) หรือแม้แต่การคัดเลือกพระสาวกเป็น พระอสีติมหาสาวก (พระมหาเถระ ๘๐ รูป) ก็คัดเลือกโดย ยึดถือคุณธรรมและความสามารถ โดยไม่เกี่ยวกับพรรษาอายุ ดังปรากฏการจัดฆราวาสที่สำเร็จเป็นพระอรหันต์ เข้าเป็นพระมหาสาวก และยกย่องไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ ได้แก่ พระพาหิยะทารุจิริยะ
หลักการยึดถือ คุณธรรม นำความรู้ความสามารถ จึงเป็น เกณฑ์ยุติธรรมต่อการสรรหาคัดเลือกบุคคล เพื่อไปทำหน้าที่ในประโยชน์ส่วนรวม เพื่อให้ผู้มีคุณธรรมมีบทบาทนำในสังคม อันจะได้เป็นแบบอย่างที่ดีต่อสมาชิกในสังคมนั้นๆ สมัยเหล่านั้นจึงสงบสุขด้วยอำนาจคุณความดีของบุคคลที่มีคุณธรรม นำความรู้ความสามารถมาช่วยเหลือพัฒนาสังคมให้เกิดประโยชน์ ด้วยคุณธรรมอุปถัมภ์ความรู้ให้เกิดประโยชน์โดยธรรม
...แต่สมัยต่อมา คนในสังคมเข้าใจผิด คิดว่า ความรู้ความสามารถเท่านั้นที่จะก่อให้เกิดผล มองว่า คนดีมีคุณธรรมคือพวกล้าสมัย ไม่ทันความเจริญของโลก จึงเกิดการเหยียดคนดีมีศีลธรรม และยกย่องคนมีความรู้ความสามารถขึ้นมาแทน แม้ว่า จะเป็นคนไม่ดี... สังคมพลิกขั้วกลับข้างอย่างรุนแรง เลือกข้างขั้ว คนชั่ว ที่มีความสามารถขึ้นมาเป็นผู้นำสังคม โดยการคัดเลือกคนจากคุณสมบัติภายนอก เป็นเกณฑ์ตัดสิน ดังที่เคยมีความเห็นโดยรวมของภาคสังคมที่ว่า เลวบ้างชั่วบ้างไม่เป็นไร หากสามารถจัดหาประโยชน์ให้ได้ เปรียบดุจ แมว ไม่ว่าสีอะไรไม่สำคัญ หากสามารถจับหนูได้... เรียกว่า เอาทฤษฎีเดรัจฉานมาใช้กับมนุษย์เต็มรูปแบบฝ่ายดิรัจฉานคติ จึงมีการวัดความสำเร็จจากตำแหน่ง ฐานะ ความร่ำรวย สมณศักดิ์ ยศถาบรรดาศักดิ์ รูปร่าง ชาติ ตระกูลฯ... ความสงบสุขจึงสูญสิ้นไป เพราะสังคมไร้จิตวิญญาณแห่งคุณธรรมเกิดขึ้น
ความเห็นแก่ตัว (สักกายทิฏฐิ) จึงปรากฏเป็นดอกผลให้เห็นบานสะพรั่งทั่วทุ่งสังคม ดุจดอกไม้พิษที่รูปสวย แต่กลิ่นเหม็นแถมเป็นพิษ ดังดอกอุตพิด ที่สวยงาม แต่มียางคัน บานเวลาเย็น มีกลิ่นเหม็นเหมือนอุจจาระ ...ความเห็นแก่ตัว เกิดขึ้นคู่กับ ความเห็นแก่ได้ จึงนำไปสู่ การแสวงหา ด้วยอำนาจตัณหาเป็นปัจจัย เพื่อให้ได้มาครอบครองยึดถือ จนเกิด ความตระหนี่บวกกับความริษยา และนั่นคือสัญญาณฉิบหายอันปรากฏขึ้นแล้วในสังคม ดังพระพุทธดำรัสที่กล่าวกับท้าวสักกะเทวราชจอมเทพว่า... ความอิจฉา (ริษยา) และความตระหนี่ (มัจฉริยะ) นั่นแล เป็นเครื่องผูกพันเทวดา มนุษย์ สัตว์ทั้งหลาย จึงปรารถนาอยู่ว่า จักเป็นผู้ไม่มีเวร ไม่มีอาชญา ไม่มีข้าศึก ไม่มีการเบียดเบียนแก่กันและกัน แต่แล้วก็ไม่สามารถจักเป็นผู้อยู่อย่างผู้ไม่มีเวร ไม่มีอาชญา ไม่มีข้าศึก ไม่มีการเบียดเบียนแก่กันและกันได้...
...ความรู้ ความสามารถ ที่ขาดคุณธรรม นั้น ทำให้เกิดโรคเห็นแก่ตัวอย่างแรงกล้า จนนำไปสู่การถือกำเนิด อสัตบุรุษ ขึ้นเต็มท้องทุ่ง (ดุจทุ่งดอกอุตพิด) ซึ่งจะมีพฤติกรรมดังนี้
๑.) แม้ไม่มีใครถามถึง ความไม่ดีของคนอื่น ก็นำมาเปิดเผยให้ปรากฏ เรียกว่า เป็นโรค “ท่านหญิงคันปาก” ในสังคมกำมะลอ...คนพวกนี้จะนำเอาแต่ความไม่ดีของบุคคลอื่นมาพูด และมีความสามารถพิเศษติดจิตมา คือ สามารถกล่าวพรรณนาความไม่ดีของผู้อื่นได้อย่างพิสดาร สามวันไม่ซ้ำเรื่อง ที่สำคัญ แต่งต่อเติมเรื่องเองตามมโนทัศน์ที่เข้าใกล้เปรต อสูรกาย สัตว์นรก
๒.) อสัตบุรุษ ไม่ว่าหญิงชาย จะไม่พูดถึงความดีของคนอื่นให้เปิดเผยปรากฏ นอกจากจะไม่กล่าวถึง เมื่อไม่ถูกใครถามแล้ว แม้ว่าจะมีผู้ถามถึงความดีของบุคคลนั้นๆ ก็จะนำเอาปัญหาไปทำให้ลดหย่อน ไขว้เขว กล่าวความดีของผู้อื่นอย่างไม่พิสดารเต็มที่ และประการสำคัญ พยายามกล่าวลดคุณความดีของผู้อื่นตามความรู้ความสามารถของตน
๓.) ในทางเดียวกัน อสัตบุรุษ จะไม่กล่าวเรื่องเลวร้ายของตนให้ใครได้ยิน แม้ถูกใครถามถึงความไม่ดีของตนก็จะปกปิดไว้ ไม่เปิดเผยให้ปรากฏ หรือหากจะต้องกล่าวถึง ก็จะพูดเลี่ยงออกไป ให้กล่าวความไม่ดีของตนอย่างไม่พิสดารเต็มที่
๔.) แม้ไม่มีใครถามถึงความดีของตน อสัตบุรุษเหล่านี้ ก็จะนำมากล่าวโอ้อวดทุกเวลาที่มีโอกาส จึงไม่ต้องกล่าวถึง หากมีโอกาสจะกล่าว...
ตามที่กล่าวมาทั้ง ๔ ประการ เป็นฝั่งของอสัตบุรุษ หากต้องการมองหาสัตบุรุษ ให้มองไปฝั่งตรงข้าม ก็จะพบ เครื่องหมายสัตบุรุษนั้น จะต้องมีธงธรรมนำหน้าชีวิตเสมอ ...ดังนั้นบนหนทางที่ต้องคัดเลือกบุคคลเข้ามามีส่วนร่วมบริหารราชการแผ่นดิน พัฒนาประเทศชาติ ก็ขึ้นอยู่กับการเลือกคนให้เหมาะสม ตามความรู้ ความสามารถ ที่จะต้องอยู่บนพื้นฐานของ คุณธรรม ซึ่งเป็นสัญญลักษณ์ของคนดี...คนดี-ความดี-การทำสิ่งที่ดีนั้น ต้องมุ่งไปสู่ประโยชน์เพื่อส่วนรวมเป็นสำคัญ นั่นหมายถึง คนดีต้องกล้าหาญ มีจิตหนักแน่น มั่นคงแน่วแน่ ที่จะประกอบความดีอย่างไม่ท้อถอย จึงจะเรียกว่า คนดี มีคุณธรรมที่จะนำพาสังคมไปสู่ความสงบสุข และความเจริญรุ่งเรืองอย่างแท้จริง จึงไม่ยากเลยในการคัดเลือกหาคนดีเข้าสู่ระบบ หากเข้าใจธรรมตามที่กล่าวมาโดยย่อ... แต่ที่สำคัญที่สุดของการคิดหาคนดีนั้น ผู้คิดการดังกล่าว จะต้องรู้จักเข้าใจเข้าถึงในหลักธรรมของความเป็นคนดีด้วยตนเองอย่างแท้จริง จึงจะมองออกว่า คนดีมีลักษณะธรรมอย่างไร!?
เจริญพร







