
ตาม้า ตาอัล ตาไกไต
ภูเขาไฟกลางทะเลสาบ ซึ่งทะเลสาบอยู่กลางปล่องภูเขาไฟ คือ ที่ตั้งของภูเขาไฟตาอัล (Taal Volcano)
โดย...กาญจน์ อายุ
ภูเขาไฟกลางทะเลสาบ ซึ่งทะเลสาบอยู่กลางปล่องภูเขาไฟ คือ ที่ตั้งของภูเขาไฟตาอัล (Taal Volcano) เจ้าตัวจิ๋วที่อารมณ์แปรปรวนที่สุดในหมู่ภูเขาไฟ 22 ลูกของฟิลิปปินส์ มันยังมีพลังสะสมอยู่ใต้พิภพ สั่นสะเทือนครั้งล่าสุดเมื่อปี 2554 แต่แทนที่คนจะหนี กลับยังตั้งถิ่นและตีกอล์ฟบนปากปล่องภูเขาไฟ
ถ้าจะทำความเข้าใจสภาพภูมิประเทศให้ง่ายขึ้น ต้องจินตนาการถึงไข่ต้ม ไข่ทั้งฟอง คือ ภูเขาไฟขนาดใหญ่ที่ปะทุจนเกิดเป็นหลุมยุบเมื่อหลายล้านปีก่อน เมื่อเวลาผ่านไปก็ถูกเติมเต็มด้วยน้ำจนกลายเป็นทะเลสาบตาอัลหรือส่วนที่เป็นไข่ขาว ส่วนไข่แดง คือ ภูเขาไฟตาอัลที่เกิดขึ้นกลางทะเลสาบและในปากปล่องภูเขาไฟตาอัลก็ถูกเติมด้วยน้ำคล้ายเป็นทะเลสาบอีกแห่ง ตรงกลางมีเกาะเล็กๆ เรียกว่า วูลแคน พอยต์ (Vulcan Point) เหมือนเป็นนิวเคลียสในไข่แดงนั่นเอง
ภูเขาไฟตาอัลเป็นภูเขาไฟที่ยังมีพลัง เคยปะทุไปแล้ว 33 ครั้ง ครั้งล่าสุดเมื่อ 37 ปีที่ผ่านมาและยังส่งสัญญาณเตือนเรื่อยๆ ล่าสุดในปี 2554 ที่เกิดการสั่นสะเทือน น้ำในปล่องร้อนขึ้น มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาและแมกมาก็เพิ่มขึ้นจนเกือบถึงยอดสุดของภูเขาไฟ จนรัฐบาลต้องขอให้ประชาชนอพยพ แต่ก็มีชาวบ้านไม่ถึง 200 คนจาก 7,000 คนเท่านั้นที่ยอมออก
ทำไมพวกเขาถึงไม่ไปไหน?
ภูเขาไฟตาอัลอยู่ในเมืองตาไกไตห่างจากเมืองหลวงมะนิลา 55 กม. ด้วยความที่เป็นเมืองที่ราบสูงทำให้อากาศเย็นตลอดปีบวกกับเดินทางสะดวกด้วยรถยนต์ ทำให้ตาไกไตเป็นเมืองตากอากาศ (หนาว) ของชาวฟิลิปปินส์ รวมถึงนักท่องเที่ยวที่หากมาเที่ยวในมะนิลาแล้วก็ต้องไปต่อที่ตาไกไต และในเมืองนี้ก็ไม่มีอะไรจะน่าสนใจไปกว่าภูเขาไฟตาอัลอีกแล้ว
การไปถึงปากปล่องภูเขาไฟกระจายรายได้ให้คนหลายอาชีพ ทั้งคนขับรถจีปนีย์ (Jeepney) รถท้องถิ่นของฟิลิปปินส์เพื่อลงไปยังท่าเรือริมทะเลสายตาอัล จากนั้นนั่งเรือบังก้า (Banca Boat) เรือไม้มีขาอันเป็นเอกลักษณ์เพื่อไปขึ้นฝั่งที่เกาะภูเขาไฟ (Volcano Island) และต่อด้วยยานพาหนะสุดท้ายนั่นคือ ม้า
บริเวณตีนภูเขาไฟมีชุมชนขนาดใหญ่อาศัยอยู่ มีประชากรที่ไม่น้อยไปกว่าคนก็คือ “ม้า” จำนวนเกือบ 500 ตัว พวกมันถูกเลี้ยงไว้ใช้งานคือพานักท่องเที่ยวขึ้นเขา หากเดินเท้าจะใช้เวลาประมาณ 4 ชม. แต่หากขี่ม้าใช้เวลา 45 นาที เส้นทางนั้นเป็นทางลูกรัง ฝุ่นคลุ้งตลอดทางและไม่มีร่มไม้ให้หลบร้อน ความชันค่อยๆ ไต่ระดับยังเทียบไม่ได้กับภูกระดึง อุปสรรคสำคัญจึงเป็นความร้อนและฝุ่นละอองมากกว่า ซึ่งแน่ว่าม้าก็ต้องรู้สึกเช่นกัน
ม้าทุกตัวต้องมีคนคุมม้าหนึ่งคนพานักท่องเที่ยวขึ้นเขา บางคนยอมเดินจูงม้าเพราะไม่อยากให้ม้ารับน้ำหนักมาก บางคนสารภาพว่าม้ากำลังท้องแต่ต้องพามาหาเงิน บางคนบอกมันทำงานมาร่วมหกชั่วโมงแล้ว และบางคนก็พูดเสียงเศร้าว่าสงสารม้าแต่ทำยังไงได้เพราะมันคืออาชีพ เห็นได้ชัดว่ายังไม่มีกฎเกณฑ์คุ้มครองม้าให้ทำงานอย่างเหมาะสม ทำให้พวกมันถูกใช้งานอย่างหนัก ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อม้าและคน
คนและม้าจะไปหยุดบนปากปล่องภูเขาไฟหรือไข่แดงอย่างที่อุปมาไปตอนแรก น้ำในทะเลสาบแน่นิ่งดูไร้พิษสง แต่กลุ่มควันเล็กๆ ริมปากปล่องยังเป็นสัญญาณเตือนว่าภูเขาไฟที่เล็กที่สุดในโลกแห่งนี้ยังมีพลัง นอกจากนี้บนปากปล่องจะมีชาวบ้านมาเสนอขายของหลายชนิด ทั้งเครื่องดื่มชูกำลังสำหรับซื้อให้คนคุมม้า น้ำอัดลม น้ำมะพร้าว เสื้อที่ระลึก และไม้กอล์ฟ อ่านถูกต้องแล้ว “ไม้กอล์ฟ” ไม่ทราบว่าใครเป็นต้นคิดจะได้ถามว่าคิดอะไรถึงได้นำกีฬากอล์ฟมาไว้บนปากปล่องภูเขาไฟ ตีไปก็ไม่ได้ไปที่ไหน ตกจ๋อมอยู่ในปล่องภูเขาไฟนั่นแล พอถามว่ามันไม่ทำลายธรรมชาติหรืออย่างไร เจ้าของไม้กอล์ฟตอบ “เดี๋ยวลงไปเก็บ” แต่ก็ไม่ได้ถามต่อว่าเก็บท่าไหน พายเรือหรือดำน้ำลงไป เพราะนักท่องเที่ยวคนไทยเรียกให้ไปตั้งลูกแล้ว
ภูเขาไฟตาอัลหล่อเลี้ยงหลายพันชีวิตด้วยเงินจากนักท่องเที่ยว จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคนถึงไม่อยากหนีไปไหน เพราะแม้ว่ามันจะอันตรายแต่มันก็ทำให้คนอยู่รอด
ตาไกไตก็เช่นเดียวกัน ไม่รู้ว่าดีหรือร้ายที่กลางเมืองมีภูเขาไฟทรงพลังอันดับสองในประเทศตั้งอยู่ แต่ที่รู้คืออสังหาริมทรัพย์ในตาไกไตกำลังงอกเงยทั้งคอนโด โรงแรม บ้าน ที่ไม่ว่าอยู่ตรงไหนหน้าบ้านก็หันไปสบตาตาอัล ภูเขาไฟที่งดงามและน่ากลัว
ตาไกไตเป็นเมืองรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วยนโยบายสีเขียว เช่น ถ้าแต่งงานคู่บ่าวสาวต้องปลูกต้นไม้ 2 ต้น นักศึกษาจบปริญญาตรีต้องปลูกต้นไม้ 1 ต้น ทำธุรกิจต้องปลูกต้นไม้ 100 ต้น หรือการสร้างบ้านต้องมีพื้นที่สำหรับต้นไม้ร้อยละ 40 ของพื้นที่บ้านทั้งหมด และภายในเมืองตาไกไตจะไม่มีบิลบอร์ดขนาดใหญ่เพื่อบดบังทัศนียภาพ
รถจีปนีย์ (Jeepney) คือ รถโดยสารที่เป็นเอกลักษณ์ของประเทศฟิลิปปินส์ เกิดขึ้นจากการนำรถจีปสัญชาติอเมริกามาดัดแปลงให้เป็นรถโดยสาร โดยเพิ่มพื้นที่กระบะด้านหลังให้ยาวขึ้นและเพิ่มเบาะนั่งเข้าไป ซึ่งเวลานั่งหันหน้าเข้าหากัน “เข่า” ของคนตรงข้ามมักจะชนเสมอ จึงเป็นที่มาของชื่อจีปนีย์ หรือรถจีปบวกเข่าที่อ่านว่า นี (Knee) ในภาษาอังกฤษนั่นเอง
เรือบังก้า (Banca boat) เรือลักษณะเฉพาะของฟิลิปปินส์ สองข้างของกาบเรือจะมีไม้ไผ่ช่วยพยุงเพื่อไม่ให้เรือโคลงเคลงจนเกิดอันตราย เนื่องจากทะเลฟิลิปปินส์มีคลื่นสูง การใช้ไม้ช่วยพยุงจึงทำให้เรือมีโอกาสคว่ำยาก







