
อีกด้านชีวิต วิชา มหาคุณ อุทิศเพื่อเด็กไร้โอกาส
โดย...เจษฎา จี้สละ
โดย...เจษฎา จี้สละ
“เยาวชน” คือรากฐานของสังคมที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในทุกมิติ ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะเด็กที่อาศัยอยู่กับครอบครัวหรือเรียนรู้อยู่ในสถาบันการศึกษาเท่านั้น ยังมีเยาวชนอีกไม่น้อยที่ไม่สามารถเข้าสู่โอกาสทางสังคม เพียงเพราะเห็นว่าพวกเขาคือ “ความบกพร่อง”
มูลนิธิสงเคราะห์เด็กผู้พิการทางสมองและปัญญา อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี จึงถูกก่อตั้งขึ้น ด้วยหวังที่จะพัฒนาเด็กที่มีความบกพร่องทางสมองและสติปัญญา ให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างเต็มภาคภูมิ ซึ่งมูลนิธิฯ จะขับเคลื่อนไปอย่างไร ต้องอาศัยการกุมทิศทางจากหัวเรือใหญ่อย่าง ศ.พิเศษ วิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มานั่งเป็นประธาน
ศ.พิเศษ วิชา เข้ามามีบทบาทนับตั้งแต่การก่อตั้งมูลนิธิ โดยได้รับเชิญให้ดำรงตำแหน่งรองประธานมูลนิธิฯ แต่เนื่องจากนายแพทย์ผู้ก่อตั้ง ซึ่งประธานมูลนิธิฯ เสียชีวิตอย่างกะทันหัน ส่งผลให้ ศ.พิเศษ วิชา เข้ารับหน้าที่หัวเรือใหญ่ เพื่อสานต่อปณิธานในการพัฒนาเด็กที่มีความบกพร่องทางสมองและปัญญาอย่างเต็มตัว
“ตั้งแต่สมัยที่ผมทำงานร่วมกับอดีตประธานมูลนิธิฯ พบว่า เด็กเหล่านี้ไม่ได้มีความบกพร่องไปตลอดชีวิต แต่สามารถแก้ไข บำบัด หรือพัฒนาได้ แม้กระทั่งศักยภาพทางการศึกษา ต้องรู้จุดเขา เมื่อเรากระตุ้นและพัฒนาตรงนั้น จะสามารถพัฒนาศักยภาพเขาได้ แต่ที่สำคัญต้องให้ความรักกับเขาด้วย”
สังคมไทยอย่ามีทัศนคติลบ
ขณะองค์กรขับเคลื่อนไปได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านการบำบัดและฟื้นฟูเด็กที่มีความบกพร่องทางสมองและปัญญา แคโรลีน นักจิตวิทยา ผู้ผ่านการอบรมด้านการบำบัดและฟื้นฟูจากประเทศแคนาดา อย่างไรก็ตามมูลนิธิฯ ต้องเข้าช่วยเหลือในการสรรหาบุคลากรเพิ่มเติม ซึ่งในอดีตต้องเสียรายจ่ายในหลักแสนต่อเดือนในการจัดหาบุคลากรที่สามารถพัฒนาเด็กผู้บกพร่องอย่างเป็นระบบ
“แคโรลีนเขารักเด็กมาก รับเด็กไปเลี้ยงด้วย นอกจากนั้นยังนำเด็กเหล่านี้ไปเรียนรู้ในการอยู่ร่วมกับชุมชน พึ่งตนเองได้ จากที่ไม่มีทักษะอะไรเลย เด็กหลายคนเลยกลายเป็นเหยื่อ เช่น ถูกโจรหลอกใช้ให้ไปลักทรัพย์ เพราะเด็กเขาไม่รับรู้ การพัฒนาศักยภาพเขาจึงเป็นการช่วยปกป้องเขาทางหนึ่ง”
นอกจาก อาจารย์วิชา เป็นผู้ดูแลภาพใหญ่ในการขับเคลื่อนองค์กร บ่อยครั้งกลายเป็นเสมือนหัวหน้าครอบครัวใหญ่ พาเด็กเหล่านี้ออกจากสถานบำบัดเพื่อหาประสบการณ์จากสังคมภายนอก ไม่ว่าจะเป็นการจัดกิจกรรมจิตอาสา ช่วยทำความสะอาดชุมชน พาน้องๆ ร่วมทานอาหารและพูดคุยกับชาวบ้าน เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าเด็กน้อยเหล่านี้มีศักยภาพที่จะใช้ชีวิตร่วมกับชุมชนอย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
“พาเขามาข้างนอก มาอยู่กับชุมชน ให้เห็นโลก ไม่อย่างนั้นจมอยู่กับที่ ความหวังที่จะให้เขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตกับชุมชนครอบครัว สุดท้ายจะไม่ได้อะไรเลย ถ้าเราไม่เริ่มทำ”
การทำงานหน่วงหนัก อุปสรรคนั้นหลากหลาย ย่อมมีบางกรณีที่ทำให้ผู้นำองค์กรต้องสะเทือนใจ โดยเฉพาะเด็กที่ถูกทอดทิ้งจากครอบครัว จากเด็กน้อยในวัยไร้เดียงสาต้องอาศัยอยู่ในสถานบำบัดจนกลายเป็นหนุ่มวัย 20 ปี ทั้งที่ไม่ใช่ความผิดของพวกเขา สิ่งเหล่านี้สะท้อนสภาพสังคมที่มีปัญหา
“ส่วนใหญ่อาการที่แสดงออกถึงความบกพร่องของเด็กเกิดจากแม่ของเด็กที่ต้องการทำแท้ง เขาจะใช้ยาจำพวกพาลีโดมาย เมื่อไม่สำเร็จจึงส่งผลต่อสมองของเด็ก ส่งผลให้เกิดความบกพร่องต่างๆ ตามมา พอเกิดมาพ่อแม่หลายคนทิ้งให้สถานเลี้ยงเด็กอ่อน ติดตามตัวไม่ได้”
ใช่เพียงการพัฒนาให้เด็กกลุ่มนี้มีพื้นที่ในสังคม แต่ส่วนหนึ่งศักยภาพอันน่าทึ่งของพวกเขาถูกฉายแวว นักกีฬาพาราลิมปิกจากประเทศไทย หลายคนเป็นน้องๆ ที่ได้รับการอุปถัมภ์และพัฒนาศักยภาพโดยมูลนิธิฯ นอกจากความสำเร็จในการฝึกฝนให้สามารถพึ่งพาตนเองและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับสังคมอย่างปกติสุข พวกเขาเหล่านี้ยังกลายเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับประเทศชาติ
แต่อีกด้านหนึ่งทัศนคติด้านลบของสังคมยังคงเป็นปัญหาต่อเนื่อง โดยเฉพาะทัศนะเชิงลบที่กีดกันเด็กที่มีความบกพร่องออกจากสังคม ผลักดันให้ออกจากพื้นที่ของชุมชน แทนที่จะพัฒนาให้เขาสามารถใช้ชีวิตร่วมกับชุมชน
“ขนาดคนดีๆ สังคมเรายังมองว่าเป็นปัญหา แล้วคนบกพร่องล่ะ เขาถูกเบียดออกจนตกขอบสังคมแล้ว เพราะพวกเราไม่ดูแล ปล่อยให้เป็นภาระของรัฐ ถ้าสังคมมีการเกื้อกูลกันมันจะดีกว่านี้ เอามาเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนสิ เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเลยก็ได้ หรือไม่ก็อุปถัมภ์ระยะยาว ให้ทุนการศึกษาหรือสิ่งที่จำเป็น ไม่ใช่แค่สงเคราะห์ด้วยการบริจาคแล้วก็จบไป”
นอกจากนั้น กระบวนทัศน์ที่ฝังรากในฐานคิดของคนในสังคมไทยยังติดยึดอยู่กับการสร้างประโยชน์หรือการทำบุญด้วยวัตถุ ไม่ได้มุ่งการพัฒนาทรัพยากรของประเทศอย่างแท้จริง ปัญหาใหญ่ในการระดมทุนเพื่อพัฒนาเด็กที่มีความบกพร่องในความดูแลของมูลนิธิฯ จึงสะดุด ณ จุดนี้
“การระดมทุนสำหรับพัฒนาศักยภาพเด็กทำได้ยาก คนยังไม่เข้าใจการเกื้อกูลในลักษณะนี้ นานๆ จะมีคนตั้งใจมาทำบุญจริงๆ คนที่ตั้งใจบริจาคเพื่อสร้างอาคาร ซื้อเตียง เลี้ยงอาหาร มีเยอะแล้ว แต่คนที่จะนำเงินมาฟื้นฟูบำบัดหรือเป็นทุนการศึกษาหายาก”
ต้องดึงศักยภาพเขาให้ได้
ต่อการแก้ไขในกระบวนทัศน์ดังกล่าว อาจารย์วิชา อธิบายว่า อาจต้องใช้เวลาในการให้ข้อมูลใหม่ โดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์ที่ไม่ฉาบฉวย เพียงดึงความสนใจให้คนบริจาค แต่ต้องสะท้อนให้เห็นว่าเด็กแต่ละคนมีความบกพร่องมากน้อยอย่างไร และต้องการความช่วยเหลือในด้านไหน ต่อไปคนที่จะช่วยกันผลักดันต้องไม่ใช่เพียง “สงเคราะห์” แต่ต้องช่วย “พัฒนา” กอปรกับการจัดตั้งทีมงานสำหรับปฏิบัติการในด้านต่างๆ โดยเฉพาะบุคลากรที่จะดูแลในเรื่องของการบำบัดและฟื้นฟู รวมถึงพัฒนาศักยภาพของเด็กเหล่านี้ กระทั่งคืนเขากลับสู่ชุมชนได้ในที่สุด จึงจะเป็นกระบวนการที่สมบูรณ์ (ReEntry)
ย้อนไปในความสัมพันธ์ระหว่างอดีต ปัจจุบัน และอนาคต อาจารย์วิชา เผยว่า การทำงานเกี่ยวกับเยาวชนเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลฎีกา ส่งผลให้เขาก้าวเข้าสู่การแก้ไขปัญหาเด็กผู้มีความบกพร่องอย่างชัดเจน ด้วยกาลเวลาที่ตรากตรำทำงานเกี่ยวกับเยาวชน เขาจึงเป็นผู้หนึ่งที่เล็งเห็นคุณค่าในความเป็นมนุษย์ที่มีอยู่ในทุกคน ไม่อาจแบ่งแยกด้วยสีผิว ชนชาติ ศาสนา แม้กระทั่ง “ความผิดพลาด” หรือ “ความบกพร่อง”
“การพัฒนาบุคคล เราเน้นคุณภาพให้เขาหยัดยืนได้ในสังคม หลักคิดเกี่ยวกับเด็กที่ผิดพลาดกับเด็กที่มีความบกพร่องจึงไม่ต่างกัน คือจะทำอย่างไรให้เขายืนหยัดอยู่ในโลกได้อย่างภาคภูมิ สิ่งที่ทำควรเดินหน้าต่อไปอย่างไร ให้วันหนึ่งที่เขาไม่มีเรา แต่เขาต้องอยู่ได้”
รากฐานปัญหาที่เกี่ยวกับเด็กและเยาวชนไทย สืบเนื่องมาจากทัศนคติในเชิงลบจะแก้ได้ก็ด้วยมองถึงโอกาสในการพัฒนา “เด็กทุกคนมีศักยภาพ” ไม่ว่าจะเคยผิดพลาด บกพร่อง หรือมีความแตกต่างจากเด็กทั่วไปตามความเข้าใจของสังคมอย่างไร พวกเขาถือว่ามีความเท่าเทียม เมื่อใดที่เขาสามารถค้นหาศักยภาพของตนเอง เขาจะค้นพบจุดมุ่งหมายของมนุษย์ สามารถสร้างสังคมและมีส่วนร่วมกับสังคมได้ เพราะมนุษย์ทุกคนถือเป็นหุ้นส่วนของสังคม (Civil Society) ไม่ใช่เพียงพลเมืองที่ไร้การมีส่วนร่วม
“ปัญหาคือเด็กหลายคนมีข้อสะดุด อาจเป็นมาตั้งแต่กำเนิดหรือเกิดจากการสั่งสมจากสังคม บางคนเจ็บป่วย ครอบครัวมีปัญหา หรือปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้เขาไม่สามารถค้นพบตนเอง เช่น นักเรียนคนหนึ่งนั่งเหม่อลอยในโรงเรียนทุกวัน เมื่อศึกษาลึกๆ พบว่าครอบครัวมีปัญหา คิดวนอยู่ว่าพ่อแม่จะหย่ากันไหม ชีวิตจะอย่างไร หรืออีกตัวอย่าง เด็กคนหนึ่งต้องตื่นมาฟังพ่อแม่ทะเลาะ ถูกเฆี่ยนตี แล้วไปโรงเรียนเขาจะไประบายออกทางไหน มันก็กลายเป็นปัญหา”
“หลายกรณีพ่อแม่ไม่ละเอียดพอ ลูกมีความบกพร่อง ควรได้รับการดูแลแบบพิเศษ แต่เขาไม่ยอมรับ จะให้ลูกดีเด่นเหมือนคนอื่น ‘สอนอะไรก็ไม่จำ สอนอะไรก็ไม่รู้เรื่อง’ เด็กเขาจะรับรู้ทุกมิติได้อย่างไร ในเมื่อเขามีความบกพร่อง กลัวจะสู้ลูกคนอื่นไม่ได้”
ตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลฎีกา ศ.พิเศษ วิชา จึงจัดกิจกรรมสัมพันธ์ระหว่างเด็กที่อยู่ในสถานพินิจและเด็กที่มีความบกพร่องอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงอาหารกลางวัน กิจกรรมนันทนาการ และการให้ความรู้ต่างๆ เพื่อให้ชีวิตหนึ่งได้เรียนรู้อีกหนึ่งชีวิต เด็กที่ผิดพลาดจะได้รู้ถึงคนที่บกพร่อง ส่วนเด็กที่บกพร่องจะได้รู้จักกับสมาชิกของสังคมเพิ่มขึ้น
ใช่เพียงการจัดการส่วนย่อยของสังคม การผลักดันการแก้ไขปัญหาในเชิงโครงสร้าง คือมูลเหตุของปัญหาทั้งมวล ไม่ว่าปัญหาที่เยาวชนทำผิด เร่ร่อน หรือเด็กที่บกพร่อง ล้วนสืบเนื่องมาจากสถาบันครอบครัว การทารุณกรรม ทะเลาะเบาะแว้ง และความรุนแรงที่เกิดขึ้น ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
“ดังนั้นการแก้ปัญหามันต้องมองอย่างเป็นองค์รวม ยกตัวอย่างเช่นประเทศที่เป็นรัฐสวัสดิการ จะดูแลตั้งแต่ก่อนสมรส กระทั่งก่อนตั้งครรภ์ เช่น ที่อยู่มีความพร้อมหรือไม่ คับแคบไปไหม มีแสงสว่างพอรึเปล่า เพราะเมื่อคุณมีลูกแล้ว สภาพแวดล้อมต่างๆ ต้องพร้อม ต้องเหมาะสมกับหนึ่งชีวิตที่จะเกิดมา เพราะเขาถือว่าเด็กเป็นเด็กของโลก ไม่ใช่แค่ประชาชนในประเทศของเขา มองในลักษณะที่เรียกว่า ‘ต้นทุนมนุษย์’ (Human Capital) เมื่อเด็กเกิดมา 1 คน จะทำให้โลกขาดทุนหรือได้กำไรก็ขึ้นอยู่กับความพร้อมที่เขาปลูกฝังพ่อแม่ของเด็ก ซึ่งเป็นพลเมืองของเขา” อาจารย์วิชา กล่าว
กุญแจสำคัญที่จะผลักดันปัญหาเด็กและเยาวชนในประเทศไทย จึงไม่ใช่แค่การจัดสรรงบประมาณเพื่อผลักภาระไปยังหน่วยราชการหรือสถานสงเคราะห์ เราทุกคนต้องมีส่วนเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ชีวิต “คน” ไม่ใช่ชีวิต “สัตว์” เมื่อครั้งสัตว์เลี้ยงน่ารักยังเล็ก คอยถนอมเอาใจให้ข้าวน้ำ แต่พอมันโตขึ้นทำผิด เฆี่ยนตี แล้วทิ้งขวาง แต่กับชีวิตคนนั้นต่างกัน โดยเฉพาะความสัมพันธ์ทางสายเลือด การใช้เหตุผลและความรักอย่างสมดุลเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งสังคมไทยยังขาดต้นทุนในส่วนนี้
แต่เมื่อปัญหาเกิดขึ้นแล้ว ไม่อาจปรับทุกข์กล่าวโทษใคร ควรใช้ความรักที่มีอยู่ทุกผู้คนร่วมกันแก้ปัญหา เพราะสังคมไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นของพวกเราทุกคน







