
แม่ขาดสารอาหาร...หรือเปล่า?
คุณแม่ขาดสารอาหารหรือไม่นั้น ไม่ได้ตัดสินกันที่รูปร่าง มีแม่จำนวนมากขาดสารอาหารทั้งๆ
โดย...วรธาร
คุณแม่ขาดสารอาหารหรือไม่นั้น ไม่ได้ตัดสินกันที่รูปร่าง มีแม่จำนวนมากขาดสารอาหารทั้งๆ ที่รับประทานอิ่มทุกมื้อและสมส่วนดี คุณแม่ระยะให้นมบุตร ควรตระหนักถึงความเสี่ยงที่จะได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ โดยใส่ใจในโภชนาการมากขึ้น เลือกรับประทานอาหารที่ให้สารอาหารจำเป็นในปริมาณที่แน่ใจได้ว่าเพียงพอเพื่อส่งต่อให้ลูกน้อยผ่านทางน้ำนม
ทั้งนี้ เป็นเพราะแม่อาจได้พลังงานเพียงพอ แต่ได้รับสารอาหารบางอย่างไม่เพียงพอ โดยมีอาการบางอย่างเป็นสัญญาณเตือน เช่น รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า เป็นตะคริว เจ็บลิ้น ผิวหนังแห้งเป็นสะเก็ด ปรับการมองเห็นในที่มืดได้ช้า เหน็บชา กล้ามเนื้ออ่อนแรง หัวใจเต้นเร็ว ปากนกกระจอก เลือดออกตามไรฟัน แผลหายช้า เบื่ออาหาร และอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่มองไม่เห็น เช่น โลหิตจางและกระดูกพรุนในอนาคต
กระทรวงสาธารณสุข โดยคณะกรรมการจัดทำปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย พ.ศ. 2546 ได้กำหนดปริมาณการบริโภคในแต่ละวัน สำหรับแม่ระยะให้นมบุตร ดังนี้
ผู้หญิงไทยอายุ 19-50 ปี หญิงตั้งครรภ์ควรได้รับยาเม็ดธาตุเหล็กเสริมวันละ 60 มก.
หญิงที่ให้นมบุตรควรได้รับธาตุเหล็กจากอาหาร 15 มก.ต่อวัน เนื่องจากหญิงที่ให้นมบุตรยังไม่มีประจำเดือนจึงไม่มีการสูญเสียธาตุเหล็ก
คุณแม่ที่ให้นมบุตรมีความต้องการทั้งพลังงานและสารอาหารบางชนิดเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ เช่น วิตามินเอ เพิ่มขึ้นจากปกติกว่า 60% วิตามินซี และบี 2 กว่า 40% รวมไปถึงวิตามินบี 1 โฟเลต และไอโอดีน
รศ.ดร.ประไพศรี ศิริจักรวาล นักวิชาการวงการโภชนาการ กล่าวว่า อาจมีความเสี่ยงที่แม่จะขาดสารอาหาร 70% ของปริมาณที่ควรได้รับ เพราะเป็นระยะที่แม่ต้องการสารอาหารหลายชนิดในปริมาณที่มากกว่าช่วงตั้งครรภ์ เนื่องจากต้องใช้สารอาหารทั้งสำหรับตัวเอง และเพื่อผลิตน้ำนมให้ลูกน้อย การรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการได้ตามสัดส่วนที่เหมาะสมในปริมาณที่เพียงพอเป็นสิ่งที่คุณแม่ต้องใส่ใจในช่วงเวลาสำคัญนี้ ยกตัวอย่างเช่น การได้รับวิตามินเออย่างเพียงพอ ควรรับประทานไข่วันละ 1 ฟอง และรับประทานตับสัปดาห์ละ 12 ช้อนกินข้าว อาจเลือกรับประทานมะละกอสุกให้ได้ปริมาณ 200 กรัมต่อวัน หรือร่วมกับการได้รับวิตามินเอจากแหล่งอื่น เช่น ผักใบเขียว ในขณะเดียวกันควรได้รับแคลเซียมอย่างน้อย 800 มก.ต่อวัน ซึ่งปกติจะได้รับแคลเซียมจากอาหารอื่นๆ อยู่เพียงประมาณ 30% ของปริมาณที่ควรได้รับต่อวัน จึงควรเสริมด้วยการดื่มนมจืดทั่วๆ ไปวันละ 2 แก้ว หรืออาจพิจารณานมสูตรเฉพาะ หรือแคลเซียมเม็ดเป็นทางเลือก ทั้งนี้เพื่อให้ได้รับสารอาหารเพียงพอต่อความต้องการของทั้งแม่และลูกน้อย
สำหรับแม่ในระยะตั้งครรภ์นั้น นักวิชาการให้ความเห็นว่า “แม้ว่าแม่ตั้งครรภ์ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับโภชนาการดีกว่าระยะให้นมบุตร แต่จากผลสำรวจการบริโภคอาหารของหญิงตั้งครรภ์โดยกระทรวงสาธารณสุข ก็ยังพบว่ามีแม่ตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงจะได้รับสารอาหารบางชนิดไม่เพียงพอ ได้แก่ แคลเซียม ธาตุเหล็ก และวิตามินเอ ซึ่งควรได้รับเพิ่มอีกอย่างน้อยประมาณเท่าตัว คุณแม่วันนี้ควรใส่ใจกับสุขภาพให้มากขึ้น







