
ฟิลลิป มัวซง ความสงบสยบความวุ่นวาย
โดย...โจ เกียรติอาจิณ / ภาพ : ภัทรชัย ปรีชาพานิช
โดย...โจ เกียรติอาจิณ / ภาพ : ภัทรชัย ปรีชาพานิช
คนบางคนดูแค่ภายนอกไม่ได้ ต้องคุย ต้องแงะ ต้องล้วง ถึงจะรู้ซึ้งว่าคนคนนั้นเป็นยังไง
“ฟิลลิป มัวซง” ศิลปินชาวฝรั่งเศส ภายนอกเขาดูเฮฮา สนุกสนาน คุยจ้อ แถมมุขแยะ ทว่าลึกๆ ในใจ เขานิ่งงัน สงบ และเรียบง่าย
วัดจากที่ตาเห็น ภาพถ่ายชุด Vacarmes ที่กำลังจัดแสดงอยู่ ณ อาร์เดลเธิร์ดเพลส แกลเลอรี (ทองหล่อ ซอย 10) คือสิ่งสะท้อนความรู้สึกของฟิลลิปในเวลานี้
ตามความหมายภาษาฝรั่งเศส Vacarmes เปรียบเสมือนเสียงโครมคราม เสียงอึกทึก แต่ไหงภาพถ่ายที่ฟิลลิปนำเสนอกลับมาในรูปแบบตรงข้าม เพราะมันคือทิวเขา ต้นไม้ ผิวน้ำ ท้องฟ้า หมอกเมย
ดูขัดแย้งชอบกล ขัดแย้งในความรู้สึก ขัดแย้งกับภายนอก ไม่ต่างอะไรกับตัวตนของฟิลลิปและหัวใจที่เขาซ่อนเร้นไว้ภายใน ฟิลลิป บอกว่า ผลงานชุดนี้มุ่งนำเสนอภาพถ่ายขาวดำ สลับกับสี คุมโทน บรรยากาศถือเป็นจุดเด่น น่าชื่นชมศิลปินที่สามารถสื่ออารมณ์เชิงสัญลักษณ์ได้อย่างแม่นยำ
“ผมน่ะเป็นคนคิดเยอะ คิดมาก ชอบออร์แกไนซ์ทุกอย่าง ฟังดูมันค่อนข้างแอคทีมมากนะ แต่จริงๆ มันค่อนข้างวุ่นวายและนำมาซึ่งความเครียด แต่เวลาที่ผมยกกล้องขึ้นมาถ่ายรูป ผมรู้สึกเลยว่าใจผมนิ่ง ใจผมสงบ มันเหมือนคนกำลังง้างธนู แล้วยิงไปเป้า ชีวิตผมมันปลดปล่อย โล่ง และความคิดสร้างสรรค์ต่างๆ ของผมก็บังเกิดขึ้น
หลังๆ ผมสนใจเรื่องการทำสมาธิ ผมมาเมืองไทยผมมีโอกาสไปที่วัดสวนโมกข์ ผมได้ลองนั่งสมาธิ ผมรู้เลยว่า เสียงอึกทึก เสียงโครมคราม มันมีก็จริง แต่ถ้าเราไม่ไปรับมันมาใส่หัว มันก็ไม่ได้มีผลอะไรต่อชีวิตคนเราเท่าไรเลย”
ความมุ่งหมายของฟิลลิปกับการแสดงนิทรรศการก็เพื่อสะท้อนถึงความสงบในชีวิตที่เราสร้างขึ้นเอง ทำได้เอง ขณะเดียวกัน ภาพถ่ายชุดนี้ยังหมายรวมถึงความหวัง ชีวิตทุกคนล้วนมีความหวัง คล้ายกับฤดูกาล หมุนผ่านไป เดี๋ยวก็หมุนกลับมาอีกรอบ
“ต้นไม้โกร๋นที่ผมถ่ายมันอาจดูแห้งเหี่ยว แต่สักวันถ้ามันเจอน้ำฝนมันก็ต้องกลับมาผลิใบ ซึ่งมันก็เหมือนกับชีวิตคนเรา มีขึ้นก็ต้องมีลง แต่ไม่ใช่ทุกวันหรอกที่จะแห้งเหี่ยวตลอดไป ผมอยากสื่อให้เห็นว่าขนาดต้นไม้โกร๋นก็ยังต้องรอการผลิใบ เป็นการรออย่างมีความหวังที่ไม่มีการโหวกเหวกโวยวาย เพราะมันรู้ว่าเดี๋ยวพอเปลี่ยนฤดู มันก็จะมีชีวิตใหม่ ชีวิตคนเราก็เช่นกัน พระอาทิตย์ก็เช่นกัน ธรรมชาติก็เช่นกัน ทุกอย่างล้วนมีความหวัง
ผมว่าคนเราอย่าทุกข์มากเกินไปเลย เพราะสุดท้ายชีวิตคนเราก็ต้องผ่านไปด้วยดี แม้จะเกิดเรื่องร้ายหรือเรื่องไม่ดี สุดท้ายมันก็จะต้องจบลง แล้วมันก็จะมีเรื่องใหม่ๆ ตามมา ความเลวร้ายไม่ได้มีตลอดกาล ชีวิตคนเรายังมีความหวังรออยู่เสมอ”
สำหรับนิทรรศการชุดนี้ ถือเป็นครั้งแรกในประเทศไทยของฟิลลิป นับแต่เขายุติบทบาทการเป็นช่างภาพแฟชั่นโฆษณา แล้วผันตัวเองออกเดินทางไปยังประเทศต่างๆ จนได้พานพบกับความสงบ อันมีธรรมชาติเชิงปรัชญาเป็นแรงบันดาลใจสำคัญ นำมาซึ่งภาพถ่ายภายใต้คอนเซปต์ “ไลฟ์ โฟโตกราฟี” ไล่เรียงให้เห็นความเปลี่ยนแปลงนับแต่วินาทีแรกที่ลั่นชัตเตอร์ เฝ้ามองเป็นระยะอย่างห่างๆ โดยใช้แสงและเงาจากกล้องฟิล์มเป็นองค์ประกอบหลัก
“ความสงบกับความหวังเป็นสิ่งที่คนเราต้องการ แต่อาจจะมากน้อยต่างกันไปแล้วแต่ช่วงเวลา ภาพผมที่เน้นโทนสีเย็นๆ ก็เพราะอยากให้คนชมแล้วรู้สึกเย็นตาม พอเย็นใจก็จะสงบ พอสงบปัญญาก็เกิด ปัญญาเกิดก็ทำให้มองเห็นความหวัง ผมว่าคนเมืองใหญ่ๆ วิธีง่ายๆ ที่จะหลุดพ้นจากความวุ่นวาย คือการออกอยู่กับธรรมชาติ หยุดใช้อุปกรณ์สื่อสารไปเลย ถ้ายังใช้มันอยู่ใจก็ไม่สงบ พะวงที่จะต้องหยิบขึ้นมาเช็ก ฉะนั้นปิดมันไปเลย แล้วการทำสมาธิก็ช่วยได้ หัดมองเรื่องใกล้ๆ ตัวอย่างลึกซึ้ง อย่างสิ่งที่มองและลงมือถ่ายผมก็หาได้จากของใกล้ตัว ถ้าลองสังเกตดีๆ วัตถุที่ผมถ่ายไม่ได้ยิ่งใหญ่หรือหายากเลย มันก็เป็นแค่ของเล็กๆ ใกล้ตัวทั้งสิ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ละที่ทำให้ผมรู้สึกสงบและมีความหวังที่จะใช้ชีวิตต่อ”
สนใจชมนิทรรศการภาพถ่ายของฟิลลิปก็ต้องรีบหน่อย เพราะจะจัดแสดงถึงวันที่ 6 ก.ค.นี้เท่านั้น สอบถามรายละเอียด โทร. 02-422-2092 www.ardelgallery.com







