
แบล็คคีย์ส สีสันใหม่
โดย...เพ็ญแข สร้อยทอง
โดย...เพ็ญแข สร้อยทอง
แบล็กคีย์สสีสันใหม่
The Black Keys
(Turn Blue***/Warner Music)
แบล็กคีย์สกับไวท์สไตรปส์ มีความคล้ายคลึงนับตั้งแต่ชื่อวง เรื่อยมาถึงถิ่นฐานที่ต่างมาจากมิดเวสต์ของสหรัฐเหมือนกัน ล้วนเป็นดูโอกรุ๊ปที่รวมกันระหว่างกีตาร์กับกลอง แถมยังทำงานดนตรีบลูส์ร็อกเหมือนกันอีก เพราะความคล้ายนี่ล่ะที่ทำให้เกิดคดี เมื่อ แจ็ค ไวท์ ไปให้สัมภาษณ์จนทำให้เข้าใจว่า แบล็กคีย์ส (โดยเฉพาะ แดน อาวเออร์แบค) นั้น “ลอกเลียน” เขาทุกอย่าง แต่ล่าสุดผู้นำวงไวท์สไตรปส์ก็ออกมาขอโทษขอโพยแล้วเรียบร้อย ถึงแม้ว่า 2 วงจะทำงานเพลงบลูส์ร็อกคล้ายกัน แต่ในรายละเอียดก็แตกต่างกันอยู่ อย่างดนตรีของแบล็กคีย์สนั้นก็เป็นแบบ “การาจ” ที่มีความดิบห่ามมากกว่า
แบล็กคีย์สประกอบด้วยสมาชิก คือ แดน อาวเออร์แบค (กีตาร์) และแพทริก คาร์นีย์ (กลอง) ทั้งคู่มาจากโอไฮโอ มีอัลบั้มแรก The Big Come Up ออกมาในปี 2002 เสียงตอบรับดีทำให้พวกเขาได้เซ็นสัญญากับสังกัด ตามมาด้วย Thickfreakness (ปี 2003) และ Rubber Factory (ปี 2004) ซึ่งทำให้วงมีชื่อเสียงขึ้นมาและได้ย้ายไปอยู่กับสังกัดใหญ่ ต่อมาในปี 2006 มี Magic Potion งานเพลงมู้ดดี้ๆ ซึ่งขยายฐานแฟนเพลงให้กว้างออกไป ตามมาด้วย Attack & Release ในปี 2008 โดยมี แดนเจอร์ เมาส์ มาช่วยทำผสมผสานซาวด์ไซคีเดลิกเข้ามา อัลบั้มนี้วงได้สร้างตัวเองให้เป็นวงร็อกแอนด์โรลล์ที่โหดห้าว ทรงพลัง และลึกซึ้งใน งานชุดนี้ของวงขึ้นถึงอันดับ 15 บิลบอร์ดชาร์ต และได้รับเสียงวิจารณ์ในแง่บวก หลังจากนั้นสมาชิกวงเว้นวรรคการทำงานก็หันไปทำไซด์โปรเจกต์ของตัวเอง
ยุคทองของแบล็กคีย์ส เริ่มในปี 2010 เมื่อพวกเขากลับมาด้วย Brothers ซึ่งมีเพลงฮิตอย่าง Tighten Up, Howlin' for You และ Next Girl รวมอยู่ด้วย งานนี้ขายดีระดับแผ่นเสียงทองคำ ทั้งยังทำให้วงได้รับ 3 รางวัลแกรมมี่ ทั้งมีชื่อในลิสต์อัลบั้มยอดเยี่ยมของหลายสำนัก ก่อนที่พวกเขาจะร็อกกันสนุกสนานในงานชุด El Camino ที่มี Lonely Boy เป็นเพลงฮิต งานชุดนี้ขึ้นถึงอันดับ 2 ในบิลบอร์ด ท็อป 200 เป็นงานที่ตอกย้ำความเป็นวงยอดนิยมระดับโลกของแบล็กคีย์ส
หลังจากทำงานที่ได้ทั้งเงินทั้งกล่องออกมาแล้ว ก้าวต่อมาก็เป็นเรื่องไม่ง่ายเลยสำหรับศิลปินทุกคนทุกกลุ่มแบล็กคีย์ส นั้นใช้เวลาทำงานชุดต่อมานานกว่า 2 ปี ผลลัพธ์คือ ลองเพลย์ชุดที่ 8 ของวงที่เรียกว่า Turn Blue นี่เป็นอีกครั้งที่แดนและแพทริก ได้ทำงานร่วมกับนักดนตรี นักแต่งเพลง และโปรดิวเซอร์ชื่อดังชาวอเมริกันแดนเจอร์ เมาส์
อัลบั้มนี้เป็นบลูส์ร็อกที่มีกลิ่นอายไซคีเดลิกเข้ามาผสมผสาน มีส่วนคล้ายกับ Attack & Release อยู่ ต่างตรงที่งานนี้มีจังหวะอันหนักหน่วงหนักแน่นมากกว่า สีสันของบทเพลงคล้ายงานจากปลายทศวรรษ 1960 กรุ่นๆ เสียงกีตาร์อลังการระดับ “อีพิค” เบสแพรวพราวและกลองกึกก้อง สำเนียงไซคีเดลิกชัดเจนตั้งแต่เพลงแรก Weight of Love ซึ่งเหมือนได้รับอิทธิพลจาก พิงค์ฟลอย์ด เพลงจังหวะที่คึกคักเร้าใจอย่าง Fever รวมไปถึง Turn Blue ก็มีกลิ่นไซคีฯ อยู่ อีกหนึ่งแทร็กเด่น คือ Gotta Get Away เพลงปิดอัลบั้ม
ขณะที่เสียงร้องของแดนมีความเป็น “โซล” เขาร้องเพลงเกี่ยวกับความรัก การสูญเสีย และชัยชนะ เนื้อหาหม่นและหนักกว่าที่ผ่านมา ช่วงที่วงทำงานชุดนี้เป็นเวลาคาบเกี่ยวกับที่ แดน มีเรื่องฟ้องร้องหย่าร้างกับภรรยาเก่า ซึ่งทำให้มีการขุดคุ้ยเรื่องร้ายๆ ของแต่ละฝ่ายออกมา หากเนื้อหาในเพลงจะสะท้อนถึงชีวิตจริงบ้าง Turn Blue ก็คงเป็นอัลบั้มหย่าร้างที่คึกคักที่สุดเท่าที่เคยฟัง
โทนของอัลบั้มออกค่อนข้างเป็น “โมโนโครเมติก” มองในแง่ดีคือเหนียวแน่นเป็นปึกแผ่น แต่มองอีกแง่ก็คือ ซ้ำๆ วนๆ ง่วงๆ ไม่ได้ถึงกับฉีก “พิมพ์เขียว” ของวงทิ้งไป คาแรกเตอร์ของแบล็กคีย์สยังคงโดดเด่นชัดเจน สิ่งที่วงคงไว้คือลักษณะการทำงานแบบดิบๆ บ้านๆ แบบ “การาจ”
Turn Blue อาจจะไม่ได้เป็นงานที่เพอร์เฟกต์ อาจจะไม่ร็อกหรือติดหูเท่ากับงานชุดก่อน แต่ก็เป็นเพลงที่งดงาม อบอุ่น และกล้าหาญ ทั้งยังเป็นย่างก้าวที่บอกว่า พวกเขาพร้อมเดินไปข้างหน้าและทดลองทำสิ่งใหม่ๆ
ก้าวใหม่ของแบล็กคีย์ส กับ Turn Blue เมื่อสีดำเปลี่ยนเป็นฟ้า ก็น่าจะชวนเชิญแฟนใหม่เข้ามาและสร้างความพึงพอใจให้แฟนเก่าได้ @
เบื้องหลัง Turn Blue
แดน อาวเออร์แบค พูดถึงงานชุดล่าสุดของเขาว่า “สำหรับผม ยิ่งฟังมากขึ้น ผมก็ยิ่งสนุกมากขึ้น ได้อะไรมากขึ้นในแต่ละครั้งที่ฟัง มันไม่ใช่อัลบั้มที่คุณจะรู้สึกพึงพอใจทันทีที่ได้ฟัง มันเป็นงานเพลงที่จะให้คุณมากขึ้นๆ เมื่อคุณได้ฟังจริงๆ
“บางชิ้นงานเพลงโปรดตลอดกาลของผมก็เป็นงานที่ผมไม่เข้าใจมันในตอนฟังครั้งแรก ต่อมาโดยฉับพลันทันใดมันก็เกิดอาการคลิก หลังจากนั้นผมก็ไม่สามารถมีชีวิตอยู่โดยปราศจากเพลงเหล่านั้น”
บางคนสัมผัสได้ถึงความเศร้าโศกและความเหนื่อยล้าในบทเพลงของแดน ผู้ซึ่งใช้บทเพลงเพื่อผ่านพ้นบางเรื่องราวและสถานการณ์ของชีวิต อย่างที่เขาไม่เคยทำมาก่อน “ผมตระหนักว่า ตัวเองโชคดีที่ได้ทำงานดนตรีและบอกเล่าเรื่องราวออกมาทางเนื้อเพลงได้ ความคิดส่วนตัวและความเศร้ามีผลอย่างมากกับงาน อัลบั้มนี้ผมไม่ได้พยายามที่จะผลักดันมันให้เป็นไปในทิศทางใดๆ แต่มันออกมาเอง...”
การทำงานกับแดนเจอร์ เมาส์ คือ การทดลองทางเสียง “เขาเหมือนกับเป็นสมาชิกคนที่ 3 ของวง” แดน บอก พวกเขาชอบขั้นตอนการทำงานในห้องอัดมากที่สุด และมันก็เป็นส่วนที่ง่ายที่สุด ถ้าจะพูดถึงการแสดงสด แบล็กคีย์สก็ยังชอบโชว์เล็กๆ มากกว่าเฟสติวัลใหญ่ๆ และการกลายเป็นซูเปอร์สตาร์ก็ไม่ใช่ความฝันของพวกเขามาก่อน
“วันนี้เราประสบความสำเร็จและทำงานมากขึ้นกว่าที่เราเคยทำงาน แต่ถึงยังไงเราก็ไม่ใช่สตาร์ พวกเราก็แค่คนเนิร์ดๆ เพี้ยนๆ ที่อยากจะทำงานเพลงด้วยเครื่องอัดแบบ 4 แทร็ก ตอนที่เราเริ่มต้น เราต้องการที่จะบันทึกงานเพลง แต่ทันใดนั้นมันก็ได้รับความสนใจ ถูกพูดถึงในโรลลิงสโตน แล้วเราก็ไปเล่นเปิดให้วงดัง หลังจากนั้นมันก็หยุดไม่ได้มา 12 ปีแล้ว”







