
ลายแทงแห่งปัญญา (2)
โดย...ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย
โดย...ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย
บารัก โอบามา ประธานาธิบดีคนปัจจุบันของสหรัฐ ชีวิตของท่านนับเป็นตัวอย่างของผู้เป็นเลิศด้วยปัญญา ท่านเกิดมาในตระกูลที่พ่อแม่แยกทางกัน พ่อเป็นคนเคนยา แม่เป็นอเมริกา
ตอนเล็กๆ ท่านย้ายตามแม่ไปอยู่ประเทศอินโดนีเซียหลายปีแล้ว จึงย้ายกลับมาสหรัฐอเมริกา ตัวแม่เองต้องสู้ชีวิตด้วยความยากลำบาก ตัวเขาเองเนื่องจากเป็นเด็กผิวสี ก็ถูกรังแกตั้งแต่ยังเด็ก แต่เนื่องจากแม่ของท่านเป็นคนฉลาด พยายามสอนลูกให้รักการอ่าน รักการเขียน รักการเรียนรู้
ท่านเล่าว่า ตอนยังเด็กแม่จะปลุกให้ตื่นมาตั้งแต่ตี 4 เพื่อเรียนภาษาอังกฤษ แม่จะหาหนังสือชีวประวัติบุคคลสำคัญของโลกมาให้อ่านอยู่เสมอ จนท่านเกิดความประทับใจในประวัติของบุคคลสำคัญของโลกมากมาย ทั้งมหาตมะ คานธี ดร.มาร์ติน ลูเธอร์คิงส์ จูเนียร์ อับราฮัม ลินคอล์น โดยเฉพาะลินคอล์นนั้น ท่านถึงกับตั้งปณิธานว่าจะเดินตามรอยให้ได้เลยทีเดียว
ผลของการได้รับการศึกษาที่ดีตั้งแต่ยังเด็ก ทั้งทางวิชาการและการอบรมบ่มนิสัย ท่านจึงพัฒนาปัญญาต่อไป จนได้เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐอเมริกา คือ ทั้งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และฮาร์วาร์ด อันเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงอันดับ 1 ของโลก
จากนั้นก็ยังคงพัฒนาต่อไปไม่หยุดยั้ง ด้วยการสั่งสมประสบการณ์การทำงานในฐานะนักกฎหมาย นักพัฒนาชุมชน อาจารย์มหาวิทยาลัย นักเขียน และนักการเมือง ในที่สุดอายุเพียง 47 ปี ก็ประสบความสำเร็จทางการเมือง กลายเป็นประธานาธิบดีผิวสีคนแรกของประเทศสหรัฐอเมริกา ทั้งยังครองความสำเร็จถึง 2 สมัยติดต่อกัน
ระหว่างดำรงตำแหน่งในสมัยแรกยังได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ อันถือกันว่าเป็นรางวัลที่ทรงเกียรติและอิทธิพลสูงที่สุดในโลกอีกรางวัลหนึ่งด้วย
หากเราย้อนกลับไปมองพื้นฐานแต่กาลก่อนของท่านกับปัจจุบันที่เป็นอยู่ ก็จะพบว่าแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่เด็กผิวสีคนหนึ่งจะกลายมาเป็นประธานาธิบดีในประเทศที่คนผิวขาวผูกขาดตำแหน่งนี้มาโดยตลอด
แต่สิ่งนี้ก็เป็นไปแล้วด้วยอานุภาพของปัญญา
คนเราอาจเกิดมาในฐานะปุถุชน แต่อาจตายจากไปในฐานะอริยชนผู้พ้นกิเลส
อาจเกิดมาในฐานะคนด้อยโอกาส แต่อาจตายจากไปในฐานะผู้ให้โอกาส
อาจเกิดมาในฐานะผู้ถูกกระทำ แต่อาจตายจากไปในฐานะผู้นำ
อาจเกิดมาในฐานะคนธรรมดา แต่อาจตายจากไปในฐานะรัฐบุรุษ
คนทุกคนล้วนเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ พัฒนาตัวเองได้ในกระบวนการพัฒนาที่ว่านี้
ปัญญานับว่าเป็นคุณสมบัติอันสำคัญที่สุด
ในครั้งพุทธกาลมีผู้หญิงสาวชาวบ้านคนหนึ่ง เธอแต่งงานกับบุตรเศรษฐี อยู่กินด้วยกันมาจนมีลูกคนแรก แต่แล้วลูกคนแรกก็มาตายจากไปแต่เมื่อยังแบเบาะ เธอเสียใจมาก ไม่ยอมทิ้งศพลูกน้อย อุ้มลูกเดินทางไปทุกหนทุกแห่งเพื่อเสาะแสวงหาหมอวิเศษที่สามารถชุบชีวิตลูกของเธอให้ฟื้นคืนมา
ในสายตาของคนอื่น เธอนับเป็นหญิงวิกลจริต แต่ในสายพระเนตรของพระพุทธองค์ ทรงถือว่าเธอคือคนที่ควรได้รับการศึกษาที่ถูกต้อง
ดังนั้น เมื่อเธอเดินทางมาถึงวัดและได้พบกับพระพุทธองค์ จึงทรงรับปากเธอว่า ทรงสามารถชุบชีวิตลูกน้อยของเธอได้ แต่มีข้อแม้ว่าเธอจะต้องไปหาเมล็ดพันธุ์ผักกาดจากบ้านที่ยังไม่เคยมีคนตายมาให้พระองค์เสียก่อน เพราะพระองค์จะทรงปรุงยาด้วยเมล็ดพันธุ์ผักกาดนั้น
เธอออกเดินทางไปหาเมล็ดพันธุ์ผักกาดจากแต่ละหลังคาเรือน แต่แล้วก็ต้องผิดหวัง บ้านแต่ละหลังที่มีเมล็ดพันธุ์ผักกาดล้วนแล้วแต่เคยมีคนตายกันมาแล้วทั้งนั้น เมื่อเธอออกเดินทางค้นหาต่อไป ก็ได้รับแต่คำปฏิเสธว่ามีคนตายแล้วทั้งนั้น
ผลจากการได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรงระหว่างออกเดินทางค้นหาตัวยาวิเศษจากบ้านแต่ละหลัง ทำให้เธอเกิดปัญญาสว่างโพลงขึ้นมาว่า “ความตายเป็นธรรมดาของมนุษย์, มนุษย์ทุกคนที่เกิดมาล้วนต้องตาย”
ครั้นได้ปัญญาขึ้นมาเองอย่างนี้แล้ว เมื่อกลับไปหาพระพุทธองค์ เธอจึงไม่เสียใจอีกแล้ว ต่อมาเธอขอบวช ได้เรียนธรรมะ ใช้เวลาไม่นานก็กลายเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งในพระพุทธศาสนา
นี่คือหญิงชาวบ้านธรรมดา พื้นฐานการศึกษาไม่สูงส่ง แต่เพราะได้กัลยาณมิตรชั้นนำอย่างพระพุทธเจ้า จึงได้พบปัญญาอันสว่างไสวและจึงเปลี่ยนสถานภาพจากคนธรรมดากลายมาเป็นพระอริยบุคคล
คนจะมีปัญญา ก็ต้องรู้ว่าปัญญานั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไร จะพัฒนาปัญญาได้อย่างไร







