
ไทยรีจับพันธมิตรโต20%
ร่วมพัฒนากรมธรรม์เพิ่มช่องทางขายสร้างมูลค่าหาผลตอบแทนสูง
ร่วมพัฒนากรมธรรม์เพิ่มช่องทางขายสร้างมูลค่าหาผลตอบแทนสูง
ไทยรีประกันชีวิตปรับตัวจับมือพันธมิตรพัฒนาสินค้า ช่องทางขายดันรายได้โต 20%
นายสุรชัย ศิริวัลลภ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยรีประกันชีวิต เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทตั้งเป้าการเติบโตให้ได้ประมาณ 20% เพิ่มขึ้นจากแต่ละปีที่เติบโตประมาณปีละ 910% โดยใช้กลยุทธ์หลักในการพัฒนาแบบประกันและพัฒนาช่องทางขายใหม่ๆ ร่วมกับลูกค้าซึ่งเป็นบริษัทประกันชีวิต เพื่อให้ขยายฐานลูกค้ารายย่อยได้มากขึ้น เช่น การขายประกันโดยตรงผ่านช่องทางโทรทัศน์ หรืออย่างล่าสุดแบบประกันราคาประหยัด ค่าเบี้ยวันละบาทที่ขายผ่านสาขาไปรษณีย์ซึ่งมีสาขาอยู่ทั่วประเทศ ทำให้เข้าถึงลูกค้ารายย่อยได้เป็นอย่างดี
“เราจะไม่เป็นไทยรีแบบเดิมๆ ที่นั่งอยู่เฉยๆ เพื่อรอให้ลูกค้าส่งงานประกันภัยต่อด้านประกันชีวิต หรือรีอินชัวเรอร์ไลฟ์ มาให้ ซึ่งงานที่ได้ก็จะไหลเข้ามาตามปกติ อัตราการเติบโตก็เป็นไปตามตลาด ซึ่งเราจะเลือกงานหรือต่อรองไม่ได้มากนัก แต่ถ้าเราทำธุรกิจแบบใหม่ เราจะเป็นพันธมิตรกับลูกค้า คิดสินค้าใหม่ๆ ไปเสนอ ไปร่วมงานกับเขา ทำมาหากินร่วมกัน สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวเอง แล้วแบ่งรายได้ซึ่งกันและกัน ซึ่งถ้าทำอย่างนี้ได้ก็จะทำให้เราเติบโตเหนือกว่าตลาด ที่สำคัญยังเป็นของใหม่ที่มีการแข่งขันน้อย รายได้มีมากกว่า และระยะยาวดีกว่า” นายสุรชัย กล่าว
นอกจากนี้ การเพิ่มพันธมิตรและเพิ่มช่องทางขายสินค้าของไทยรีที่ทำร่วมกับแต่ละบริษัทประกันนั้น จะทำให้อัตราความสูญเสียต่อเบี้ยประกันต่ำกว่าปกติประมาณ 10% จึงส่งผลให้บริษัทประกันนั้นมีรายได้ดีขึ้นด้วย ซึ่งในปีนี้ไทยรีจะเพิ่มพันธมิตรทางธุรกิจอีก 1 รายจากที่ปัจจุบันมีพันธมิตรอยู่แล้ว 45 แห่ง
ทั้งนี้ ตลาดรีอินชัวเรอร์ไลฟ์ในไทยยังมีขนาดเล็กประมาณ 8,000 ล้านบาทเท่านั้น เมื่อเทียบกับมูลค่าทั้งตลาดที่มีอยู่ประมาณ 5 แสนล้านบาท เหตุผลหลักเนื่องจากขนาดของแต่ละกรมธรรม์มีขนาดเล็ก โดยมีทุนประกันในการคุ้มครองแค่หลักแสนบาทเท่านั้น
นายสุรชัย กล่าวว่า ในส่วนของช่องทางขายประกันนั้น ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ช่องทางขายผ่านสาขาธนาคาร หรือแบงก์แอสชัวรันส์ ถือว่าเป็นอัตราเติบโตเร็วมาก ดังนั้นหากบริษัทประกันไหนมีคู่ค้าหรือบริษัทแม่เป็นธนาคารพาณิชย์ก็จะได้เปรียบคู่แข่งมาก ต้นทุนไม่สูงมากนักและมีผลกำไรดีขึ้น โดยเฉพาะผลดีที่ได้รับจากเบี้ยต่ออายุที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ 80% จากเดิมที่อาศัยช่อทางตัวแทนตัวแทนเป็นหลัก เบี้ยต่ออายุจะอยู่ที่ประมาณ 50-60% เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ช่องทางขายตรงจะเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นช่องทางจดหมายหรือโทรศัพท์ ซึ่งแม้ว่าในช่วงแรกจะให้ผลตอบแทนช้าและมีต้นทุนสูง แต่ถ้าลงทุนเสร็จแล้ว ต้นทุนอื่นก็จะไม่มีอีก ในที่สุดค่าเบี้ยก็จะถูกปรับราคาลงไปด้วย เพราะไม่ต้องมีคนกลางมาขายประกันแล้ว
สำหรับช่องทางตัวแทนนั้นก็ยังอยู่ในตลาดได้ ถ้าผู้บริโภคยังไม่มีความพร้อมที่จะซื้อประกันตรงกับบริษัท ซึ่งก็ต้องอาศัยตัวแทนในการอธิบาย โดยตลาดในเอเชียก็ยังคงมีตัวแทนอยู่ เพียงแต่จะเริ่มลดน้อยลง และคงต้องใช้เวลาประมาณ 510 ปีเป็นอย่างน้อย ถึงจะเหมือนกับยุโรป สหรัฐ หรือญี่ปุ่น
ประกันที่มีการเติบโตส่วนใหญ่เป็นประกันแบบออมทรัพย์และผ่านช่องทางแบงก์แอสชัวรันส์เป็นส่วนใหญ่
แต่ช่องทางตัวแทนก็ยังเติบโตอยู่ แต่ส่วนใหญ่เป็นแบบคุ้มครอง มากกว่าในขณะ
ที่ ยกเว้นประกันเอสเอ็มอี รายใหญ่ ที่จะมีทุนประกันขั้นต่ำ 30-50 ล้านบาท ซึ่งบริษัทประกันชีวิตจะเก็บเอาไว้เอง 12 ล้านบาท ที่เหลือส่งให้กับบริษัท และนี่ก็คืออีกเหตุผลหนึ่งที่บริษัทต้องรุกหารายได้เพิ่ม จากเดิมที่รับประกันภัยต่อเพียงอย่างเดียว







