posttoday
อุปกิเลส

อุปกิเลส

15 มิถุนายน 2557

ท่านผู้อ่านที่เคารพ โดยทั่วๆ ไปแล้วเราก็จะพูดกันว่า สังคมย่อมประกอบด้วยคนดีและคนไม่ดี ซึ่งก็เป็นความจริง

บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นอิงหลักธรรมะ ท่านสามารถส่งคำถามหรือข้อติชม ทาง E-mail มาได้ที่ [email protected]

ท่านผู้อ่านที่เคารพ โดยทั่วๆ ไปแล้วเราก็จะพูดกันว่า สังคมย่อมประกอบด้วยคนดีและคนไม่ดี ซึ่งก็เป็นความจริง แต่หากมองในมุมลึกแล้ว แม้ผู้ที่เป็น "คนดี" ที่เพียรพยายามละกิเลสกระทำความดี ก็ยังควรสำรวจตนโดยสม่ำเสมอว่า เรามีความคิดเห็นถูกต้องตรงตามทำนองคลองธรรมหรือไม่ ยังมีสิ่งใดเป็นสิ่งมัวหมอง หรือเป็นทางใกล้ต่อการที่จะทำให้กิเลสเกิดขึ้น

ข้อคิดในเรื่องนี้ ได้จากพระสูตร ชื่อ อุทุมพริกสูตร ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงตอบปัญหาของ นิโครธปริพาชก เรื่อง อุปกิเลสของผู้รังเกียจบาปด้วยตบะ ซึ่งผู้ที่รังเกียจบาปด้วยตบะ ในที่นี้ก็หมายถึง นักบวช หรือเจ้าลัทธิต่างๆ ที่ใช้วิธีการต่างๆ กันในการบำเพ็ญเพียรเผากิเลสตามความเห็นของตน ซึ่งก็มักเป็นไปในทางการทรมานตนเอง ซึ่งเขามีความเชื่อว่าจะทำให้ตนบริสุทธิ์จากกิเลสได้ เช่น การปฏิบัติเยี่ยงโค การไม่นุ่งห่มเสื้อผ้าเที่ยวไป การนอนบนหนาม การบริโภคอาหารที่เก็บไว้วันหนึ่งบ้าง สองวันบ้าง เจ็ดวันบ้าง ความเป็นผู้อาบน้ำวันละ 3 ครั้ง การบริโภคคูถบ้าง เหล่านี้เป็นต้น

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสตอบถึง อุปกิเลส หลายอย่าง ซึ่งคนเหล่านั้น ผู้บำเพ็ญตบะด้วยประการต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิ ประกอบด้วยความเห็นผิด ว่าการกระทำเหล่านี้ จะเป็นตบะเครื่องเผากิเลส ซึ่งแม้จะบำเพ็ญตบะโดยทางที่เขาคิดเห็นจนบริบูรณ์แล้ว ก็ยังไม่พ้นไปจากอุปกิเลส

"อุปกิเลส" ของผู้ที่บำเพ็ญตบะเหล่านี้ ได้แก่

- บุคคลผู้มีตบะในโลกนี้ ย่อมถือมั่นตบะ เป็นผู้มีความดำริบริบูรณ์ด้วยตบะนั้น

- เขาย่อมยกตนข่มผู้อื่นด้วยตบะนั้น

- ย่อมมัวเมา ย่อมลืมสติ ถึงความมัวเมาด้วยตบะนั้น 

- ความดีใจในลาภสักการะและสรรเสริญที่เกิดด้วยตบะนั้น 

- ความยกตนข่มผู้อื่นด้วยลาภสักการะและความสรรเสริญนั้น 

- ถึงความมัวเมา ลืมสติ ด้วยลาภสักการะและความสรรเสริญนั้น 

- มีความเห็นว่า โภชนะบางอย่างควรแก่เรา บางอย่างไม่ควรแก่เรา แต่ในส่วนสิ่งใดที่เขาเห็นว่าเป็นของควรแก่เขา เขากำหนัด ลืมสติ ติดสิ่งนั้น ไม่แลเห็นโทษ ไม่มีปัญญาคิดสลัดออกบริโภคอยู่ 

- มีความเห็นว่าพระราชา มหาอำมาตย์ กษัตริย์ พราหมณ์ คฤหบดี เดียรถีย์ จักสักการะเรา 

- เป็นผู้รุกรานสมณพราหมณ์อื่น ที่เห็นไม่เหมือนตน 

- ความเป็นผู้ริษยา และความตระหนี่ เมื่อเห็นลาภสักการะของผู้อื่น คือ สมณพราหมณ์อื่น 

- ความเป็นผู้เที่ยวแสดงตนไปในสกุล ทั้งหลายว่า การกระทำเช่นนี้เป็นตบะของเรา 

- การเสพโทษอันปกปิดบางอย่าง เมื่อถูกถามก็ปิดบังไว้ หรือกล่าวโทษที่ไม่ควรว่าควร เป็นผู้กล่าวเท็จทั้งที่รู้ 

- เป็นผู้ไม่ฟังธรรมอันถูกต้อง 

- เป็นผู้มักโกรธ ผู้ผูกโกรธ 

- ความลบหลู่ ตีเสมอ ริษยา ตระหนี่ โอ้อวด มีมารยา กระด้าง ถือตัวจัด เป็นผู้มี ความปรารถนาลามก (ปรารถนาชั่ว) ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ

เมื่อนิโครธปริพาชกได้ฟังแล้ว พระพุทธเจ้าจึงตรัสถามว่าการเกลียดบาปด้วยตบะเหล่านี้ เป็นอุปกิเลสหรือไม่เป็นอุปกิเลส จึงกราบทูลว่า การเกลียดบาปด้วยตบะเหล่านี้เป็นอุปกิเลสแน่นอน มิใช่ทางที่ถูกต้อง

ดังนั้น แม้ว่าผู้ที่พยายามทำความดี ด้วยความเห็นผิด ความเชื่อที่ผิด การปฏิบัติของเขาเหล่านั้นก็เป็นอุปกิเลส และก็ยังตกอยู่ในอุปกิเลสอีกมากมายด้วยการปฏิบัตินั้น แม้ว่าปัจจุบันการปฏิบัติเหล่านี้จะหาได้ยากแล้ว แต่ความเห็นผิด การปฏิบัติผิดแบบอื่นๆ ก็ยังมีอยู่มาก หรือแม้แต่ผู้ที่เริ่มกระทำคุณงามความดี เป็นคนดีในสังคม ก็ควรสำรวจดูระวังอุปกิเลสเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น ความยึดมั่นถือมั่น ความอิจฉา ริษยา ความยินดีในลาภสักการะที่เกิดขึ้น การบริโภคสิ่งที่คิดว่าสมควรโดยไม่พิจารณา การขาดสติ การยกตน การผูกโกรธ การไม่ฟังธรรม และการปกปิดโทษที่ตนกระทำแม้เล็กน้อย อุปกิเลสเหล่านี้เป็นต้น ย่อมทำให้ผู้ที่ทำดี เขวได้เสมอ หากไม่ระมัดระวังและคอยสำรวจตนเองอย่างตรงไปตรงมา...

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท