
หมั่นตรวจโรค ป้องกันโรคตับ
ฉบับนี้แนะนำให้รู้จักกับ รศ.นพ.ศตวรรษ ทองสวัสดิ์ หัวหน้าหน่วยระบบทางเดินอาหาร
ฉบับนี้แนะนำให้รู้จักกับ รศ.นพ.ศตวรรษ ทองสวัสดิ์ หัวหน้าหน่วยระบบทางเดินอาหาร และกรรมการสมาคมโรคตับแห่งประเทศไทย ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย ที่จะมาแนะนำให้รู้จักกับไวรัสตับอักเสบบี และไวรัสตับอักเสบซี โรคร้ายที่คนไทยเผชิญอยู่จำนวนมาก
คุณหมอศตวรรษ บอกว่า โรคตับอักเสบเรื้อรังก็เหมือนกับโรคเรื้อรังหลายชนิด คือ การดำเนินโรคช้า ใช้เวลาหลายสิบปีกว่าตับจะเสียหายจนเข้าสู่โรคตับระยะสุดท้าย ซึ่งมักจะมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นมากมาย เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ และในที่สุดเมื่อเป็นโรคตับระยะสุดท้ายนานพอก็จะเกิดมะเร็งตับในที่สุด
ทั้งไวรัสตับอักเสบบีและไวรัสตับอักเสบซี สามารถติดต่อทางเลือด น้ำเชื้อและน้ำหลั่ง สามารถติดต่อกันได้โดย 1.มีเพศสัมพันธ์กับคนที่มีเชื้อโดยไม่ได้สวมถุงยางอนามัย 2.ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน 3.ใช้เข็มสักตามตัว หรือสีที่ใช้สักตามตัวร่วมกัน รวมถึงการเจาะหู 4.ใช้แปรงสีฟัน มีดโกน ที่ตัดเล็บร่วมกัน 5.รักร่วมเพศกับผู้ที่มีเชื้ออยู่ 6.สัมผัสเลือด น้ำเลือด น้ำคัดหลั่ง ผ่านเข้าทางบาดแผล และ 7.แม่ที่มีเชื้อสามารถติดต่อไปยังลูกได้ในขณะคลอด
ไวรัสตับอักเสบบี ทำให้เกิดการอักเสบของเซลล์ตับ และทำให้เซลล์ตับตาย ซึ่งหากเรื้อรังจะเกิดพังผืด ตับแข็ง และมะเร็งตับ อย่างไรก็ตาม ในระยะเฉียบพลันแล้วมีโอกาสหายขาดได้ประมาณ 90% อย่างไรก็ตาม เมื่อเป็นโรคตับระยะสุดท้าย คือเต็มไปด้วยภาวะแทรกซ้อน เช่น ท้องมานน้ำ หลอดเลือดดำของหลอดอาหารพองขอดแล้วแตกออก เกิดเลือดออกจากทางเดินอาหาร ค่าใช้จ่ายหรือภาระการดูแลก็จะสูงขึ้นมหาศาล แต่หากกำจัดไวรัสไปได้ ตับสามารถฟื้นฟูตัวเองจนเกือบปกติได้ และที่สำคัญคือ โอกาสในการเป็นมะเร็งก็จะค่อยๆ ลดลงเท่าคนปกติเลยทีเดียว ส่วนไวรัสตับอักเสบซี ก็มีอาการในลักษณะเดียวกัน แต่สามารถรักษาได้ง่ายกว่า โดยส่วนใหญ่หลังติดเชื้อแล้วภายในเวลา 10 ปีแรกจะไม่มีอาการ จึงมักตรวจสอบสุขภาพเป็นระยะๆ
สำหรับอาการของทั้งไวรัสตับอักเสบบีแลไวรัสตับอักเสบซี คือ 1.ตัวเหลือง ตาเหลือง ปวดท้องใต้ชายโครงขวา 2.คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร น้ำหนักลด 3.อ่อนเพลีย ไร้เรี่ยวแรง 4.ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ 5.ปัสสาวะสีเข้ม 6.บวม โดยหากตรวจพบว่าเป็นตับอักเสบจากไวรัสชนิดใดชนิดหนึ่ง ก็ไม่ต้องตกใจเพราะมีทางรักษาได้
คุณหมอศตวรรษ แนะนำว่า ควรตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงหากสงสัยว่ามีอาการ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง เพื่อรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ จะป้องกันได้ทั้งอาการที่หนักขึ้นและป้องกันไม่ให้ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่แพงลิบลิ่ว







