
หรูหราฟู่ฟ่าเฟื่องฟู เมื่อชีวิตติดแบรนด์ (เนม)
ความอยากมักจะเกินความจำเป็นในชีวิตอยู่เสมอ ยิ่งเมื่อกระแสบริโภคนิยมที่โหมกระหน่ำ
ความอยากมักจะเกินความจำเป็นในชีวิตอยู่เสมอ ยิ่งเมื่อกระแสบริโภคนิยมที่โหมกระหน่ำพาพัดวัฒนธรรมความหรูหราจากสังคมส่วนบนลงสู่สังคมในส่วนล่างลงมา เพื่อตอบสนองความอยากในตัวตนของชนชั้นกลางที่ต้องการใช้ความหรูหราเป็นเครื่องมือยกระดับสถานะและภาพลักษณ์ที่ดีในสังคม แม้จะยังเป็นเพียงแค่เปลือกนอกอยู่ก็ตาม
สินค้าแบรนด์หรูฟูเฟื่อง
ในเอเชียรวมทั้งไทยกำลังได้รับการถ่ายทอดอิทธิพลดังกล่าว เมื่อพบว่านอกจากผู้มีฐานะดีมีชีวิตที่หรูหราจะนิยมชมชอบกับการใช้สินค้าแบรนด์เนมเป็นปกติอยู่แล้ว คนชั้นกลางก็พยายามใฝ่หาการบริโภคสินค้าแบรนด์เนมมากขึ้น
ข้อมูลจากบริษัท มายด์แชร์ ระบุว่า พฤติกรรมคนไทยสมัยใหม่นิยมใช้ชีวิตที่หรูหรา ด้วยการยอมเป็นหนี้สินเพื่อการได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ต้องการมีสถานะทางสังคมและภาพลักษณ์ที่ดี (Image Conscious Status Seeker) ถือเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตมากที่สุดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดของสังคมไทยในเวลานี้ โดยมีสัดส่วนถึง 22%
ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่สินค้าแบรนด์เนมนานาชนิดจะเดินพาเหรดเข้าสู่ประเทศไทย อันเป็นผลจากความต้องการบริโภคสินค้าแบรนด์เนมที่ขยายตัวมากขึ้นจากกลุ่มเดิมสู่กลุ่มใหม่ โดยมีช่องทางระบายสินค้าผ่านห้างสรรพสินค้าระดับหรูที่กำลังผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด
ธีรพันธ์ โล่ห์ทองคำ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารการตลาด มองว่าธุรกิจค้าปลีกในไทยกำลังถึงจุดเปลี่ยนแปลง จากห้างหรือศูนย์การค้าระดับรากหญ้าขยายไปสู่ลูกค้าระดับบน เพื่อสร้างประสบการณ์การช็อปปิ้งใหม่ๆให้กับผู้บริโภคไทย และรองรับกับกลุ่มชนชั้นกลางที่จะกลายเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งมีพฤติกรรมการยกระดับการใช้ชีวิต
นอกจากนี้ พฤติกรรมของคนไทยเริ่มมีไลฟ์สไตล์การช็อปปิ้งที่เป็นตัวของตัวเอง หรือต้องการสินค้าที่มีความเป็นพิเศษเหมาะกับตัวเอง และต้องการความ แตกต่างจากคนอื่นจึงมองหาสินค้าแบรนด์ดังๆ ระดับโลกมากกว่าจะซื้อสินค้าระดับแมส หรือเป็นแบรนด์ระดับแมสที่ทุกคนซื้อใช้ ดังนั้นจากนี้ไปห้างค้าปลีกเซ็กเมนต์ระดับพรีเมียมจะทยอยขนแบรนด์ดังระดับโลกเข้ามาเปิดหน้าร้านในไทยเพิ่มมากขึ้น
ที่ต้องจับตาในขณะนี้ คือ การขับเคลื่อนของธุรกิจค้าปลีกระดับบน โดยมีกลุ่มเซ็นทรัล และเดอะมอลล์ กรุ๊ป เป็นตัวชูโรง เพื่อตอบโจทย์ชีวิตหรูให้กับทุกคนที่ต้องการ
ห้างหรูเพื่อคนรุ่นใหม่
กลุ่มเซ็นทรัลได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญแห่งวงการ "นิวลักซ์ชัวรีรีเทล" ของเมืองไทยไปเป็นที่เรียบร้อย สำหรับศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี (Central Embassy) อาณาจักรไลฟ์สไตล์ช็อปปิ้งระดับซูเปอร์ลักซ์ชัวรีใจกลางเมืองกรุงเทพมหานคร ซึ่งกลุ่มเซ็นทรัลหมายมั่นปั้นมือให้เป็นไอคอนนิกรีเทลแลนด์มาร์กแห่งแรกที่จะมาตอบสนองทุกความต้องการ เพื่อสะท้อนรูปแบบการใช้ชีวิตอย่างมีสไตล์ ภายใต้คอนเซปต์ Infinite Possibilities : ทุกความเป็นไปได้
กลุ่มเป้าหมายหลักของโครงการเซ็นทรัล เอ็มบาสซี จะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มลูกค้าคนไทย 50% และต่างชาติอีก 50% ซึ่งในส่วนของกลุ่มต่างชาติที่ตั้งเป้าหมายหลัก คือ กลุ่มลูกค้านักเดินทางในตลาดเกิดใหม่ที่ชอบความหรูหรา หรือกลุ่มนักท่องเที่ยวเอเชียที่มีรายได้สูงขึ้น คนกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่อายุอยู่ระหว่าง 20-40 ปี แต่นับเป็นกลุ่มลูกค้าชนชั้นสูง ที่มีรายได้ส่วนตัวสูงกว่ารายได้ของประชากรทั่วไป และเป็นกลุ่ม Young Executive อายุ 25-44 ปี หรือกลุ่ม 3rd Generation ลูกหลานรุ่นใหม่ของครอบครัวที่ทรงอิทธิพลทางการเงิน อายุ 18-21 ปี
ด้วยจุดเด่นของกลุ่มเป้าหมายกลุ่มนี้ที่มีความเป็นตัวของตัวเอง อายุน้อย รายได้สูง และท่องเที่ยวด้วยตัวเอง กลุ่ม Young Gens นี้จะมุ่งหาประสบการณ์การท่องเที่ยวระดับโลก ตามที่เขาได้พบเห็นผ่านสังคมออนไลน์ แต่พวกเขาจะทำการค้นหา คัดสรร และเปรียบเทียบทุกสิ่งผ่านออนไลน์ก่อนที่จะทำการตัดสินใจ เพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดตรงความต้องการที่สุด กลุ่มเซ็นทรัลจึงเล็งเห็นโอกาสตรงนี้ และมุ่งเน้นการทำตลาดให้เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของเซ็นทรัล เอ็มบาสซี
ชาติ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการโครงการเซ็นทรัล เอ็มบาสซี กล่าวว่า เป้าหมายของโครงการเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ไม่ใช่แค่เพียงการสร้างศูนย์การค้า แต่เป็นการสร้างสัญลักษณ์ใหม่ของกรุงเทพฯ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ๆ ให้เข้ามาจับจ่ายในประเทศไทยมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้านักเดินทางชาวอาเซียนที่ชอบความหรูหรา ซึ่งจะเป็นกลุ่มลูกค้าหลักที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทย
ทั้งนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับกลุ่มเป้าหมายดังกล่าว โครงการเซ็นทรัล เอ็มบาสซี จึงมุ่งสร้าง The Infinite Connections หรือการเป็นศูนย์รวมของสิ่งที่ดีที่สุด ที่ได้รับการคัดสรรมาจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นแฟชั่น ร้านอาหาร ไลฟ์สไตล์ เอนเตอร์เทนเมนต์ และผลงานศิลปวัฒนธรรม ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนกลุ่มดังกล่าว
ตอบโจทย์ชีวิตที่ไม่ธรรมดา
กลุ่มเดอะมอลล์ กรุ๊ป มีแผนเปิดห้างหรูอีก 5 แห่ง ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ประกอบด้วยโครงการดิเอ็มควอเทียร์ โครงการดิเอ็มสเฟียร์ โครงการบลูพอร์ท อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และ 2 โครงการน้องใหม่ คือ โครงการ บลูเพิร์ล จ.ภูเก็ต และโครงการแบงค็อก มอลล์ ย่านบางนา
ถนนสุขุมวิทถือเป็นทำเลยุทธศาสตร์ที่เดอะมอลล์ กรุ๊ป กำลังสร้างให้เป็นย่านธุรกิจการค้าที่เพียบพร้อมด้วยสินค้าแฟชั่น ลักซ์ชัวรี เทคโนโลยี ไลฟ์สไตล์ ลิฟวิ่ง และไดนิ่งจากแบรนด์ชั้นนำระดับโลก (The Epicenter of Sukhumvit) ด้วยจุดเด่นของโครงการดิเอ็มควอเทียร์ ซึ่งจะเป็นศูนย์การค้ามิติใหม่ของรูปแบบชีวิตที่ไม่ธรรมดา (The Extraordinary Life) ภายในโครงการประกอบไปด้วยอาคารศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน สถานที่จัดกิจกรรม และสวนสวรรค์
ขณะที่โครงการดิเอ็มสเฟียร์ จะเป็นชีพจรและเป็นความเร้าใจของคนกรุงเทพฯ (The Vibe of Bangkok has never experienced fore) ภายในโครงการจะมีอาคารศูนย์การค้า ร้านค้าชื่อดังร้านจำหน่ายสินค้าแปลกหายาก ผับ บาร์ สวนธรรมชาติ และบริการต่างๆ ซึ่งจะมีการตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมที่สวยงามและแปลกใหม่ เช่น อาคารรูปแบบกลาสบ็อก
ขณะเดียวกัน เดอะมอลล์ กรุ๊ป ยังได้ดำเนินการปรับปรุงโครงการดิเอ็มโพเรียมทั้งภายนอกและภายใน เพื่อให้มีความสวยงามสอดคล้องกับสองศูนย์การค้าใหม่ซึ่งปรากฏการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นระหว่างปี 2559-2560 นี้ เดอะมอลล์ กรุ๊ป เรียก "เดอะ ดิสทริค เอ็ม" เพราะการเกิดขึ้นของ 3 ศูนย์การค้าดังกล่าว จะทำให้มีพื้นที่โครงการรวมกันกว่า 6.5 แสน ตร.ม.โครงการรวมกันกว่า 6.5 แสน ตร.ม.
สำหรับแบงค็อก มอลล์ บางนา จะเป็นอาณาจักรศูนย์การค้า ที่อยู่อาศัย และอาคารสำนักงานที่ยิ่งใหญ่ ครบวงจร ทันสมัย และสมบูรณ์แบบที่สุดในเอเชีย ภายใต้คอนเซปต์ City within the City โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมที่ล้ำสมัยและยิ่งใหญ่
ส่วนอีก 2 โครงการ คือ บลูพอร์ท และบลูเพิร์ล เดอะมอลล์ กรุ๊ป มีแผนที่จะปั้นให้เป็นโครงการหรูสำหรับตลาดท่องเที่ยว เพราะในแต่ละปีประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้น ต่อเนื่องทุกปีและในอีก 4-5 ปี คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศไทย 40-50 ล้านบาท จากปัจจุบันมีกว่า 20 ล้านคน จึงทำให้เดอะมอลล์เล็งเห็นโอกาสในการขยายศูนย์การค้าในจังหวัดท่องเที่ยวมากขึ้น
ในส่วนของศูนย์การค้าบลูพอร์ท เดอะมอลล์ กรุ๊ป มีแผนจะพัฒนาภายใต้คอนเซปต์ บลู คอลเลกชั่น โดดเด่นด้วยการเป็นศูนย์การค้าแห่งสุนทรียภาพ และมนต์เสน่ห์แห่งเมืองหัวหิน ขณะที่ศูนย์การค้าบลูเพิร์ล จะเป็นศูนย์การค้าลักซ์ชัวรีขนาดใหญ่ และมีรีสอร์ท โฮเต็ล คาบาเรต์ ระดับเวิลด์คลาส และธีมปาร์ก หรือสวนน้ำสวนสนุกขนาดใหญ่ ภายใต้คอนเซปต์ The Grand Majestic Palace เพื่อให้ศูนย์การค้าบลูเพิร์ลเป็นไข่มุกอันเลอค่าที่สุดแห่งเอเชีย (The One and Only Precious Pearl of Asia)
เชื่อแน่ว่าสินค้าแบรนด์เนมที่เสริมสร้างความหรูหราฟู่ฟ่าในชีวิตจะยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่องตราบเท่าที่มนุษย์ยังมีความต้องการที่ไม่สิ้นสุด และใฝ่ฝันที่จะขยับสถานะทางสังคมให้ดียิ่งขึ้น แม้จริงๆ แล้วสิ่งเหล่านั้นก็แค่วัตถุสำหรับการใช้สอยชิ้นหนึ่งเท่านั้นเอง







