
ปกรณ์ ลัม ด้วยหัวใจกับวงการบันเทิง
"ชนะด้วยหัวใจ" ซิงเกิลล่าสุดของ "โดม-ปกรณ์ ลัม" บทเพลงที่กลั่นออกมาจากประสบการณ์ทำงานในวงการบันเทิงนานนับยี่สิบปี
โดย...กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร
"ชนะด้วยหัวใจ" ซิงเกิลล่าสุดของ "โดม-ปกรณ์ ลัม" บทเพลงที่กลั่นออกมาจากประสบการณ์ทำงานในวงการบันเทิงนานนับยี่สิบปี ตั้งแต่ยังเป็นเด็กชายจนเป็นนายโดม และนี่คือหนึ่งในผลงานนับสิบอัลบั้มบนเส้นทางสายดนตรี เป็นเรื่องที่เขาอยากสื่อสารในวัย 34 ปี ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวในวงการบันเทิง หรือที่หลายคนเรียกว่า โลกแห่งมายา
"เราเดินทางบนถนนดนตรีมานานพอสมควร เจอมาหลายเรื่องทั้งล้มทั้งลุก ทำให้ได้คำตอบของชีวิตว่าทั้งหมดทั้งมวล ใจตัวเองเป็นสิ่งสำคัญที่สุด จะก้าวผ่านไปได้ไหมเป็นเรื่องของใจ บางวันอาจไม่ใช่วันของเรา ให้อยู่นิ่งๆ มองด้วยความเข้าใจแล้วจะผ่านพ้นไปได้ ขณะเดียวกันบางวันที่เป็นของเรามากๆ ก็ไม่ควรใช้ชีวิตอย่างประมาท เพราะไม่มีทางรู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร"
เพลงนี้โดมตั้งใจเปรียบเปรยถึงธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ อย่างพระอาทิตย์ซึ่งเหมือนวันที่มีความทุกข์มากๆ แต่อีกไม่นานก็ตก หรือสายลมพัดเหมือนวันสบายๆ แต่อาจก่อตัวเป็นพายุก็ได้ สิ่งที่ยิ่งใหญ่ยังมีวันหมุนเวียน ดังนั้นความแน่นอนคือความไม่แน่นอน เล่าผ่านภาษาง่ายๆ เชิงให้กำลังใจว่า จงเฝ้าดูมันอย่างอดทน รู้ใจตัวเองในทุกขณะแล้วเดินไปกับมัน
อยู่ในวงการมานานเกินครึ่งอายุของตัวเอง ผ่านหลายยุคสมัยของวงการเพลง โดมมองว่าปัจจุบันวงการเปลี่ยนแปลงไปมาก ด้วยโอกาสอันเปิดกว้าง ทำให้การเข้ามาเป็นศิลปินง่ายขึ้น ซึ่งช่วยให้มาตรฐานของเพลงไทยยกระดับ ขณะเดียวกันตัวศิลปินต้องเผชิญสภาวะโหดร้ายของการแข่งขันมากขึ้นด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นคนที่จะอยู่ในวงการได้นาน ต้องเป็นตัวจริง ไม่ใช่ตามกระแส
"คำว่ากระแสคือไม่นิ่ง มีขึ้นมีลง มาแล้วก็ไป ดังนั้นไม่จำเป็นต้องอยู่ในกระแสครับ อยู่ในที่ที่เรายืนแล้วมีความสุข แต่ยืนให้นิ่งอย่างสง่างาม ถึงจะยืนได้นานๆ ถ้าเราถูกมองเห็นมากเกินไปหรือชัดเกินไปไม่ดี กลายเป็นว่ามันช้ำ คนที่ไม่อยู่ในกระแสมากแต่อยู่ได้เรื่อยๆ จะได้งานที่ดี มีอำนาจในการต่อรองสูง เพราะเลือกที่จะต่อยหมัดหนักๆ ไม่ต่อยทิ้งต่อยขว้าง ผมเลือกที่จะยืนแบบนั้น บางทีคนอาจจะมองว่าเงียบไปบ้าง แต่ไม่ได้ไปไหน อยู่ตรงนี้ทำงานตลอด ทุกอย่างมีวงจรของมัน"
ความยากอีกประการของวงการเพลง คือ ปริมาณเพลงในตลาดมีมาก บวกกับเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต ทำให้มูลค่าเพลงทางธุรกิจลดน้อยลง โดมบอกว่าเพลงกลายเป็นวัตถุที่ไม่จำเป็นต้องซื้อสำหรับเด็กรุ่นใหม่ การอยู่ให้รอดด้วยการขายเพลงจึงยากลำบาก ขั้นตอนการทำเพลงให้ได้เงินสมัยก่อนแค่เพลงดังก็พอ แต่ปัจจุบันการทำเพลงให้ดังถือเป็นขั้นตอนแรก จากนั้นต้องผันแปรความดังเป็นเม็ดเงินให้ได้
หากมองเชิงธุรกิจค่ายเพลงจึงเป็นธุรกิจที่ไม่น่าทำเพราะต้นทุนสูง ใช้กำลังสมองอย่างหนัก แต่ผลผลิตที่ออกมากลับไม่มีราคา แตกต่างจากขายของอื่นทั่วไปที่สินค้ามีมูลค่าในตัวเอง อย่างไรก็ตาม หนุ่มหล่อคนนี้ก็เลือกเปิดค่ายเพลง "ไอคอนนิค" ขึ้น เพราะเป็นความฝันว่าจะมีพื้นที่ประทับตราของตัวเองในการทำงานเพลง สามารถทำอย่างที่ใจอยากทำ ไม่ต้องรอการตัดสินใจจากฝ่ายบริหารเหมือนที่เคยอยู่ใต้สังกัดเพลง
"ผมเชื่อในดนตรี ยังคิดว่าดนตรีแค่รอรอบของมันอยู่ ณ วันนี้มันอาจไม่มีมูลค่าแต่ว่ายังต้องดิ้นรนกันอยู่ ค่ายทุกค่ายเหนื่อยกันหมดว่าจะทำยังไงดี แต่เมื่อไหร่ก็ตาม ที่ระบบต่างๆ เดินเข้าสู่ดิจิทัลเต็มรูปแบบ ยุคไม่คาบเกี่ยว ผมว่าเราสามารถทำอะไรกับดนตรีได้เป็นเรื่องเป็นราว และมูลค่ามันอาจจะมากกว่าแต่ก่อนด้วยซ้ำ ในตอนนี้เราต้องการสะสมเนื้อหา เพราะสุดท้ายผู้ชนะคือผู้ที่มีเนื้อหาเยอะที่สุด"
การทำค่ายเพลงในสภาวะนี้จุดยืนต้องชัดเจน ยอมรับให้ได้ว่า ทุกวันนี้ค่ายเพลงทำเงินไม่ได้ จึงต้องหาสิ่งอื่นช่วยเสริม เช่น ทำรายการโทรทัศน์ ไอคอนนิคโมชั่น แตกสายธุรกิจเป็นองค์กรจัดปาร์ตี้ หรือแม้กระทั่งตัวโดมเอง ที่รับงานเบื้องหน้าทั้งงานพรีเซนเตอร์และละคร เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจเพลงต่อไปได้อย่างที่ฝัน ด้านการผลิตก็ต้องสร้างความแตกต่างซึ่งไอคอนนิคเลือกใช้คุณภาพในการสู้
"สไตล์ไม่ใช่ตัวกำหนด จะเป็นเพลงแนวไหนก็ได้แต่คุณภาพต้องมี เหมือนการทำขนมแบบโฮมเมด คือเริ่มตั้งแต่แป้ง ใส่ใจว่าจะใช้แป้งอะไร อบยังไงกี่นาที ผลที่ออกมามันจึงเป็นคุกกี้โฮมเมดอร่อยๆ เมื่อเทียบกับคุกกี้โรงงานที่ทำเป็นสายพาน ซื้อง่ายขายคล่อง กินไปนานๆ คนก็ถวิลหาอะไรที่แตกต่าง
ผมอยากทำให้เพลงไทยดียิ่งขึ้นไป อยากสนับสนุนคนกลุ่มที่ตั้งใจทำงาน เป็นตัวจริงให้เขาเจริญ ตั้งใจจะทำอย่างนี้ไปทั้งชีวิต ทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลัง รู้สึกเราโชคดีกว่าคนมากมายที่ได้ก้าวเข้ามาและเดินถึงจุดนี้ เพราะฉะนั้นเมื่อมีโอกาสแล้วก็รักและเคารพในอาชีพ อยากเป็นอีกหนึ่งกำลังที่จะช่วยรักษาวงการให้ดียิ่งขึ้น" โดมกล่าวทิ้งท้าย
เส้นทางของ โดม-ปกรณ์ ลัม
อายุ 2 ปี เริ่มเข้าวงการ ผลงานชิ้นแรกคือถ่ายโฆษณาผ้าอ้อม จากนั้นจึงมีงานโฆษณาเด็กอีกหลายชิ้น และได้รับการติดต่อให้แสดงภาพยนตร์เรื่องแรกคือ อีจู้กู้ปู่ป้า จนถึงช่วงประถม 5
อายุ 13 ปี กลับเข้าวงการบันเทิงอีกครั้ง ถ่ายแบบนิตยสารวัยรุ่น
อายุ 15 ปี เริ่มงานเพลงเป็นศิลปินชื่อดังสังกัดอาร์เอส
ปัจจุบันโดมยังมีผลงานทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังในวงการบันเทิง และจัดเป็นนักแสดงศิลปินอันดับต้นๆ ที่มีค่าตัวสูง







