
สุดทางกับงูใหญ่ เตรียมเริ่มใหม่กับชุดขาว
จุดพีกสุดในประวัติศาสตร์ 102 ปีของสโมสรอินเตอร์ มิลาน อุบัติขึ้นในคืนวันที่ 22 พ.ค. 2010 ที่สนามซานติอาโก เบอร์นาบิว กรุงมาดริด ประเทศสเปน
ดีเอโก มิลิโต หัวหอกทีมชาติอาร์เจนตินา เหมา 2 ประตูในนาทีที่ 35 และ 70 ช่วยให้ทีมงูใหญ่ไล่ฉก
“เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิก 20 เลื้อยขึ้นครองแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก และกลายเป็นสโมสรแรกของแดนมักกะโรนีที่คว้าทริปเปิลแชมป์ได้สำเร็จ หลังซิวแชมป์เซเรีย อา และโคปปา อิตาเลีย ได้ก่อนหน้านี้แล้ว“
อินเตอร์เล่นได้อย่างสุดยอดและเราก็ทำได้ไม่ดีพอ พวกเขาสมควรแล้วสำหรับตำแหน่งแชมป์” หลุยส์ ฟาน กัล กุนซือบาเยิร์น ยอมรับในความพ่ายแพ้การขึ้นครองบัลลังก์เจ้ายุโรปเป็นครั้งแรกในรอบ 45 ปี ทำให้สาวกทีมเนรัซซูรีพร้อมใจกันออกมารวมตัวฉลองทั่วเมืองมิลาน และมีแฟนบอลว่า 4 หมื่นคนแห่เข้าไปฉลองแชมป์ที่สนามซานซิโร ตั้งแต่ช่วงเช้ามืดของวันที่ 23 พ.ค.
ทันทีที่ ฮาเบียร์ ซาเนตติ กัปตันงูใหญ่เดินนำหน้าเพื่อนร่วมทีม พร้อมกับพาถ้วยแชมป์เข้ามาในสนาม เสียงโห่ร้องของแฟนบอลก็ดังกระหึ่มไปพร้อมๆ กับแสงอาทิตย์ของวันใหม่ที่เริ่มสาดส่องขึ้นมา
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางบรรยากาศอันแสนชื่นมื่นนี้ กลับไร้เงาของคนที่สำคัญที่สุด... โจเซ มูรินโญ
ก่อนลงสนามนัดชิงแชมเปียนส์ลีก มีกระแสข่าวลือหนาหูเหลือเกินว่า นี่อาจเป็นเกมนัดสุดท้ายของมูรินโญกับทีมงูใหญ่ เพราะเขาเตรียมย้ายไปรับงานคุมทีม
“ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริดและทันทีที่เกมนัดดังกล่าวจบลง ข่าวลือนี้ก็ดูท่าว่าจะไม่ใช่แค่ข่าวลืออีกต่อไป เพราะกุนซือชาวโปรตุกีสวัย 47 ปี ยอมรับว่า เตรียมเปิดโต๊ะเจรจากับ ฟลอเรนติโน เปเรซ ประธานสโมสรมาดริด วันที่ 24 พ.ค. ซึ่งนี่เป็นเหตุผลที่ทำให้เขาไม่ได้กลับมาร่วมฉลองแชมป์ร่วมกับลูกทีมและแฟนบอล
ทั้งนี้ ถ้าไม่มีเหตุการณ์ถึงขั้นฟ้าถล่มดินทะลาย เหล่านักเตะกาลากติกอสน่าจะได้นายใหญ่คนใหม่ และ สื่อในสเปนได้รายงานว่า อดีตกุนซือใหญ่เชลซีเตรียมจรดปากกาเซ็นสัญญา 4 ปี พร้อมรับค่าเหนื่อยจากทีมราชันชุดขาวปีละ 10 ล้านยูโร (ราว 410 ล้านบาท)
“
เกือบจะแน่นอนแล้วว่านี่เป็นเกมสุดท้ายของผมกับอินเตอร์ ถ้าคุณไม่ได้ไปคุมเรอัล มาดริด มันก็เหมือนกับว่ายังมีช่องว่างในอาชีพของคุณอยู่ ตอนนี้ผมมีบ้านแล้ว 2 หลัง นั่นคือ สแตมฟอร์ดบริดจ์ และ ซานซิโร ซึ่งบ้านหลังที่ 3 ของผมก็น่าจะเป็นซานติอาโก เบอร์นาบิว” กุนซือจอมเครียด กล่าวมูรินโญเคยพูดเสมอว่าอยากจะคว้าแชมป์ให้ได้ใน 3 ลีกใหญ่ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องเกินความคาดหมายนักที่ลีกแดนกระทิงดุจะเป็นเป้าหมายต่อไป พร้อมกันนี้มูรินโญยังวางเป้าหมายใหม่ขึ้นมาอีกหนึ่งอย่าง
“
ผมอยากเป็นโค้ชคนเดียวที่สามารถพาทีมคว้าถ้วยแชมเปียนส์ลีกกับ 3 สโมสร ผมชอบที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายในอาชีพ ตอนผมไปคุมปอร์โต พวกเขาไม่ได้แชมป์มานานแล้ว ตอนผมย้ายไปคุมเชลซี พวกเขาก็ไม่ได้แชมป์ลีกมา 50 ปี และกับอินเตอร์ พวกเขาก็ห่างเหินแชมป์ยุโรปมานานถึง 45 ปี ซึ่งความท้าทายพวกนี้เป็นแรงจูงใจชั้นดีสำหรับผม”มูรินโญ ซึ่งเคยพาปอร์โตหักปากกาเซียนเถลิงบัลลังก์แชมเปียนส์ลีกปี 2004 เป็นโค้ชรายที่ 3 ที่คว้าแชมป์ถ้วยใหญ่สโมสรยุโรปได้ 2 สมัยจาก 2 ทีม โดยก่อนหน้านี้มีเพียง เอิร์นส์ ฮัพเพิล (เฟเยนูร์ด ปี 1970, ฮัมบูร์ก ปี 1983) และ ออตมาร์ ฮิตซ์เฟลด์ (ดอร์ตมุนด์ ปี 1997, บาเยิร์น ปี 2001) ที่ทำได้สำเร็จ
ขณะเดียวกัน นักเตะและบอร์ดบริหารของอินเตอร์ ต่างทำใจกันแล้วว่า บุคคลที่จะมาคุมทีมของพวกเขาในฤดูกาลหน้า จะไม่ใช่กุนซือเจ้าของฉายา เดอะ สเปเชียล วัน แน่นอนแล้ว
“
ผมต้องขอบคุณเขาอย่างสุดซึ้งที่คว้าแชมป์มาให้เรามากมาย ซึ่งเราคงขออะไรมากไปกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว ตอนนี้คงต้องรอดูว่าใครจะมาทำหน้าที่ต่อจากเขา ซึ่งพวกเราจะไม่มีใครลืมมูรินโญแน่ๆ” มัสซิโม โมรัตติ ประธานสโมสรงูใหญ่ กล่าวระยะเวลาเพียง 2 ปีที่มูรินโญเข้ามาใช้ชีวิตในถิ่นซานซิโร แชมป์ที่เขากวาดมาประดับตู้โชว์ของสโมสรประกอบด้วย เซเรีย อา 2 สมัย โคปปา อิตาเลีย, ซูเปอร์โคปปา อิตาเลีย และแชมเปียนส์ลีก อย่างละ 1 สมัย นั่นทำให้เขากลายเป็นพระเจ้าของแฟนงูใหญ่ พร้อมกับขึ้นชั้นเป็นตำนานของสโมสรไปแล้ว
ดังนั้นการโบกมืออำลาทีม จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับมูรินโญ แม้เขาจะยอมรับว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างที่เขาไม่ชอบใจนักในวงการฟุตบอลอิตาลี และเริ่มมีความคิดย้ายทีมมาตั้งแต่ 34 เดือนก่อนแล้ว
“
ผมรู้สึกเศร้ามากในชีวิตการคุมทีม ผมพยายามข่มใจให้สงบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมเป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของอินเตอร์ไปแล้ว และไม่อยากพูดอะไรมากนัก เพราะไม่งั้นผมคงได้ร้องไห้แน่ๆ”






