
‘โอกุสต์ เรย์มงด์’ 116 ปี แห่งประวัติศาสตร์เรือนเวลา
เป็นเวลากว่าศตวรรษที่ โอกุสต์ เรย์มงด์ (Auguste Reymond) ได้เป็นผู้ผลิตนาฬิกาในเมืองทราเมลัน
โดย...ภาดนุ
เป็นเวลากว่าศตวรรษที่ โอกุสต์ เรย์มงด์ (Auguste Reymond) ได้เป็นผู้ผลิตนาฬิกาในเมืองทราเมลัน ในหมู่บ้านเล็กๆ ในเทือกเขาชูร่า ใจกลาง สวิส วอทช์ วัลเลย์ อันเงียบสงบและห่างไกลจากความวุ่นวายของเมืองใหญ่ โดยไม่เดินไปตามกระแสแฟชั่นหรือมุ่งเน้นในเรื่องธุรกิจมากจนเกินไป
นั่นเพราะ โอกุสต์ เรย์มงด์ เป็นธุรกิจของครอบครัวที่ส่งมอบความหรูหราผ่านเรือนเวลาอันสุดแสนจะประณีต กลไกทุกชิ้นล้วนประกอบด้วยมืออย่างละเมียดละไมโดยช่างนาฬิกาผู้ชำนาญการเท่านั้น ในวันนี้ โอกุสต์ เรย์มงด์ จึงกลายเป็นนาฬิกาแบรนด์ประวัติศาสตร์สุดล้ำค่าซึ่งเดินทางผ่านห้วงเวลามากว่าหนึ่งศตวรรษ
ปี 1898 โอกุสต์ เรย์มงด์ หนุ่มไฟแรงวัย 26 ปี เช่าอพาร์ตเมนต์ขนาดเล็กในเมืองทราเมลัน และว่าจ้างช่างนาฬิกาจำนวนหนึ่งเพื่อเริ่มต้นผลิตนาฬิกาภายใต้ชื่อของตัวเอง
ปี 1902 บริษัทขนาดเล็กของเขาเริ่มเติบโตเป็นบริษัทขนาดใหญ่ ในย่านลารู ดู มีดี 9 ในเมืองทราเมลัน โดยจ้างงานคนในพื้นที่กว่าหนึ่งร้อยคน
ปี 1910 แบรนด์โอกุสต์ เรย์มงด์ ได้เหรียญทองในงานบรัสเซลส์ เวิลด์ เอ็กโพซิชั่น ด้วยรางวัลนาฬิกาคุณภาพยอดเยี่ยม และ 4 ปีต่อมายังได้รับมอบเหรียญทองอีกหนึ่งเหรียญจาก สวิส เนชั่นแนล เอ็กโพซิชั่น อีกด้วย ชื่อเสียงของแบรนด์จึงโด่งดังยิ่งขึ้น
ปี 1918 บริษัทมีความจำเป็นต้องขยายผลิตภัณฑ์เพื่อดึงดูดนักลงทุนทั่วโลก นั่นคือเหตุผลที่ อา. เรย์มงด์ แอส. อา. เริ่มร่วมมือกับบริษัทอื่น ทั้งยังได้ผลิตนาฬิกาภายใต้แบรนด์ อาร์ซ่า (ARSA) ซึ่งย่อมาจากชื่อบริษัท โอกุสต์ เรย์มงด์ แอส. อา. (Auguste Reymond S. A.)
ปี 1926 อา. เรย์มงด์ แอส. อา. ขยายไลน์ผลิตภัณฑ์โดยการซื้อบริษัทผลิตตัวเครื่องนาฬิกาที่ชื่อ ยูนิตัส วอทช์ คอมปะนี ในเมืองทราเมลัน ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีเพราะขึ้นชื่อในเรื่องคุณภาพระดับสูงและราคาน่าดึงดูดใจ
ปี 1928 เป็นยุคสิ้นสุดของการใช้นาฬิกาพก ผู้คนส่วนใหญ่จึงหันมาใช้นาฬิกาข้อมือแทน เพราะสะดวกสบายกว่า โรงงานของโอกุสต์ เรย์มงด์ จึงปรับเปลี่ยนการผลิตเป็นเครื่องโครโนมิเตอร์ โครโนกราฟ และนาฬิกาข้อมือที่สามารถตั้งปลุกได้เสียเป็นส่วนใหญ่ โดยเป็นหนึ่งในบริษัทแรกๆ ที่เริ่มต้นการใช้อุปกรณ์กันน้ำและลดแรงกระแทกของนาฬิกาข้อมือ ซึ่งนาฬิกานักบินของโอกุสต์ เรย์มงด์ ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามสำหรับผู้ที่มีไลฟ์สไตล์สุดแอ็กทีฟ
ปี 19301932 เกิดภาวะตลาดหุ้นตกทั่วโลก การเติบโตของบริษัทหยุดชะงักลง อา. เรย์มงด์ แอส. อา. จึงได้ถูกแยกออกเป็นสองบริษัทคือ อาร์ซ่า เพื่อผลิตตัวเรือนนาฬิกา และยูนิตัส เพื่อผลิตตัวกลไก โดยโอกุสต์ เรย์มงด์ ยังคงดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขายต่อไป กระทั่งปี 1934 เขาได้ถูกกดดันให้ลาออกเนื่องจากมีปัญหาด้านสุขภาพ
ปี 1945 เศรษฐกิจทั่วยุโรปตกต่ำ อันเนื่องมาจากสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ด้วยวิสัยทัศน์ของผู้ก่อตั้ง จึงทำให้ระบบโครโนมิเตอร์อาร์ซ่าแบบกันน้ำและลดแรงกระแทก กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง เพราะเหมาะกับการใช้งานในช่วงสงคราม นาฬิกาจึงได้รับการยอมรับอย่างท่วมท้น ทั้งผู้ที่เป็นพลเรือนและผู้มีอำนาจทางทหารในขณะนั้น
ปี 1950 วิศวกรของโอกุสต์ เรย์มงด์ ได้พัฒนาไลน์สินค้าใหม่ขึ้นอีกสองชนิด เพื่อตอกย้ำชื่อเสียงของแบรนด์ คือนาฬิกาดิจิทัลที่มาพร้อม “การกระโดดของเข็มชั่วโมง” และนาฬิกาแบบ “ภาษาเบรล” สำหรับคนตาบอด ซึ่งปัจจุบันนี้โอกุสต์ เรย์มงด์ แอส. อา. ยังคงเป็นผู้เชี่ยวชาญแบบไร้คู่แข่งสำหรับนาฬิกาภาษาเบรลภายใต้ชื่อ อาร์ซ่า
ปี 1960 อุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสต้องเผชิญหน้ากับการแข่งขันจากต่างประเทศครั้งใหญ่ แม้กระนั้น อา. เรย์มงด์ แอส. อา. ก็ยังคงเป็นบริษัทผู้ว่าจ้างงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองทราเมลัน โดยมีพนักงานกว่า 300 คนทำงานในโรงงาน
ปี 1972 บริษัท อา. เรย์มงด์ แอส. อา. ร่วมมือกับบริษัท เบอเกอแลง เอต์ ซี (Beguelin & Cie) และบริษัท โฮกา วอทช์ (Hoga Watch) สามแบรนด์ภายใต้หลังคาเดียวกัน โดยใช้ชื่อรวมว่า อาร์ซ่า
ปี 1975 บริษัทที่กำลังเติบโตได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจาก “วิกฤตนาฬิกาควอตซ์” ที่โจมตีอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสมาตั้งแต่ในช่วงท้ายๆ ของปี 1970
ปี 1989 โทมัส ลูสลิ ซื้อบริษัทนาฬิกาไว้ในครอบครอง เขาได้ชุบชีวิตใหม่ให้กับนาฬิกาจักรกล โดยได้ดีไซน์นาฬิกาโอกุสต์ เรย์มงด์ คอลเลกชั่นใหม่ทั้งหมดให้เป็นนาฬิกาจักรกลสุดเอกซ์คลูซีฟ แต่ตั้งราคาไว้ในระดับปานกลาง
ปี 1991 แบรนด์โอกุสต์ เรย์มงด์ ได้ไปนำเสนอในงานบาเซิลเวิลด์ (Baselworld) ครบรอบครั้งที่ 50 ซึ่งเป็นงานนาฬิการะดับโลก ครั้งนี้บริษัทเล็กๆ จากเมืองทราเมลันได้ประกาศศักดาท่ามกลางแบรนด์นาฬิกาสวิสแบรนด์ใหญ่รายอื่นๆ โดยสร้างชื่อของ โอกุสต์ เรย์มงด์ ให้เป็นที่ยอมรับสำหรับผู้ที่หลงใหลในเสน่ห์ของเรือนเวลาทั่วโลก







