เดินหลงยุคที่พิพิธภัณฑ์แห่งการเรียนรู้ การประปาไทย
ทันทีที่ก้าวแรกย่างเดินในพิพิธภัณฑ์แห่งการเรียนรู้การประปาไทย ความรู้สึกนั้นราวกับเราได้ย้อนเวลา
โดย...โยธิน อยู่จงดี
ทันทีที่ก้าวแรกย่างเดินในพิพิธภัณฑ์แห่งการเรียนรู้การประปาไทย ความรู้สึกนั้นราวกับเราได้ย้อนเวลาไปอยู่ในสมัยรัชกาลที่ 5 หรือเมื่อราว 100 ปีก่อน ด้วยอาคารทาด้วยสีเหลืองหมากสุก ก่อสร้างตามสไตล์สถาปัตยกรรมแบบบาโรก ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ไม่เพียงแต่วัฒนธรรมต่างๆ ที่เผยแพร่เข้ามา วิทยาการความก้าวหน้าในการพัฒนาประเทศหลังจากพระองค์ท่านเสด็จประพาสยุโรป เช่น ระบบคมนาคม โทรคมนาคม การไฟฟ้า และสุดท้ายการประปา นั้นเป็นช่วงแรกๆ ที่เข้ามาพัฒนาประเทศเรา และที่เรากำลังเดินชมอยู่นี้คือโรงกรองน้ำแห่งแรกของประเทศไทย โรงกรองน้ำสามเสนที่สร้างจากพระราชดำริแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
จุดเริ่มต้นการประปาไทย
ย้อนกลับไปเมื่อราวๆ ปี 2440 ในช่วงที่สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสเยี่ยมเยือนมิตรประเทศได้ทอดพระเนตรเห็นความเจริญนานาประการโดยเฉพาะน้ำประปา ตั้งแต่เมื่อครั้งเสด็จประพาสเมืองสิงคโปร์และอินเดีย จนกระทั่งเสด็จฯ ไปยุโรป เมื่อพระองค์เห็นท่อน้ำก๊อกน้ำ ก็จะเขียนบันทึกลงในจดหมายถึงเรื่องราวที่พระองค์ท่านได้พบ รวมทั้งระบบโครงสร้างพื้นฐานพัฒนาประเทศด้านอื่นๆ ส่งกลับมาถึงพระบรมวงศานุวงศ์ที่ประเทศไทยให้ทรงทราบว่าพระองค์พบเจอสิ่งใด และแน่นอนว่าเมื่อพระองค์ท่านเสด็จกลับมา สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะได้นำกลับมาพัฒนาบ้านเมืองเราด้วย
จนกระทั่งมีพระราชโองการให้ตราพระราชกำหนดศุขาภิบาล ให้กรมศุขาภิบาล (การสะกดชื่อในสมัยนั้น) เป็นหน่วยงานรับผิดชอบดำเนินการจัดหาน้ำสะอาดมาใช้ในพระนคร ให้จัดการที่จะนำน้ำมาใช้ในพระนครตามสมควรแก่ภูมิประเทศ งานที่ดำเนินการคือ ทำที่ขังน้ำที่คลองเชียงราก จ.ปทุมธานี ขุดคลองจากเชียงรากมาถึงสามเสน ก่อสร้างโรงงานผลิตน้ำที่มีระบบกรองและฆ่าเชื้อโรค รวมทั้งงานวางท่อจ่ายน้ำเข้าไปในเขตพระนคร โดยมี มหาอำมาตย์นายก เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) อธิบดีกรมศุขาภิบาล และนายเดอ ลาม โฮเดีย (De La Rotier) ชาวฝรั่งเศสเป็นนายช่างศุขาภิบาล
แต่ระบบต่างๆ ก็ดูเหมือนต้องใช้เวลาพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักร เทคโนโลยีที่ต้องขนส่งทางเรือ การขุดลอกคูคลองเพื่อวางระบบการประปา ล่วงเลยมาถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 วันที่ 14 พ.ย. 2457 ประเทศไทยเราก็ได้มีประปาใช้เป็นแห่งแรกที่โรงกรองน้ำสามเสน และต่อโครงข่ายการประปาขยายไปทั่วราชอาณาจักรโดยใช้ต้นแบบมาจากโรงกรองน้ำแห่งนี้
จนถึงปัจจุบันการประปานครหลวงมีโรงงานผลิตน้ำ 4 แห่ง ได้แก่ โรงงานผลิตน้ำสามเสน โรงงานผลิตน้ำธนบุรี โรงงานผลิตน้ำบางเขน และโรงงานผลิตน้ำมหาสวัสดิ์และคลองประปาแห่งที่ 2 (คลองประปาฝั่งตะวันตก) ได้มีการเปลี่ยนแปลงสร้างอาคารใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีที่ดีกว่าเดิม
ส่วนอาคารโรงกรองน้ำเดิมนั้นได้ปรับเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งการเรียนรู้การประปาไทย เพื่อเตรียมฉลองครบรอบ 100 ปี ในช่วงปลายปีนี้ โดยทำการบูรณะซ่อมแซมให้เป็นไปตามหลักวิชาการเพื่อรักษาคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของอาคารโรงกรองน้ำสามเสน
เดินผ่านท่อกรองน้ำโบราณ
ต้องขอชมการประปาว่าสามารถบูรณะกลับมาได้อย่างสวยงามและน่าชมเป็นอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่อาคารจะกลับมามีชีวิตชีวา ทางเดิน ต้นไม้ ป้ายแสดง ก็สร้างบรรยากาศย้อนยุคได้ดีทีเดียว รวมทั้งเจ้าหน้าที่ดูแล ลานจอดรถ และร้านอาหาร ก็จัดเตรียมไว้อย่างเพียงพอ และประชาชนทุกคนสามารถเข้าชมได้ฟรีในเวลาทำการปกติ
อาคารเหล่านี้ที่มีความสำคัญและจะหาชมได้ยากในอนาคตไว้ให้เยาวชนรุ่นหลังได้เรียนรู้ เป็นฝืมือการควบคุมดูแลโดย สตวัน ฮ่มซ้าย สถาปนิกระดับชำนาญการพิเศษ จากสำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร ซึ่งจากการสำรวจของเจ้าหน้าที่พบว่าสีเดิมของอาคารเป็นสีเหลืองหมากสุก ซึ่งเป็นสีที่นิยมใช้ในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่สามารถพบได้ในอาคารราชการทั่วไป จึงทำการซ่อมแซมและทาสีใหม่ให้เหมือนของเดิมมากที่สุด
โดยประกอบไปด้วย อาคารโรงสูบน้ำ อาคารโรงเกรอะน้ำ อาคารโรงกรอง อาคารที่ขังน้ำบริสุทธิ์ เรือนรับรองเจ้าพระยายมราช และอาคารรวมกุญแจไฟฟ้า (หอกุญแจ)
เริ่มต้นที่อาคารโรงสูบน้ำ อาคารหลังนี้ได้รับการบูรณะซ่อมแซมทั้งภายนอกและภายในอาคาร เปิดประตูเข้ามาภายในเราจะเห็นเครื่องสูบน้ำรุ่นประกอบด้วย เครื่องสูบน้ำดิบ จำนวน 3 เครื่อง และเครื่องสูบน้ำประปา จำนวน 4 เครื่อง เป็นเครื่องสูบน้ำขนาด 60 แรงม้า สูบน้ำวินาทีละ 320 ลิตร ใช้ไฟ 3,500 โวลต์ เป็นของห้างซูลเซอร์บราส์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีเครื่องวัดปริมาณน้ำ 2 ชุดติดอยู่ตรงผนังริมประตู ด้านล่างไม้กระดานของเครื่องสูบแต่ละเครื่องเราจะเห็นท่อใต้ดินยักษ์ที่รับน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา นำน้ำมาที่เครื่องสูบน้ำดิบส่งต่อเข้าระบบกรองน้ำต่อไป
เดินออกจากอาคารโรงสูบน้ำไปต่อที่อาคารโรงเกรอะน้ำ อาคารนี้เป็นอาคาร 3 ชั้น สำหรับเก็บสารส้มและปล่อยสารส้มเข้าท่อประปาที่ชั้น 3 ก่อนจะปล่อยไปอาคารถังตกตะกอนที่อยู่ติดกัน สารส้มที่ใช้ในสมัยนั้น เป็นสารส้มก้อนสั่งจากประเทศเบลเยียม บรรจุในลังไม้ฉำฉา รูปร่างคล้ายกลอง หรือบางคนก็เรียกถังไวน์ ขนส่งมาทางเรือลากเข้ามาในคลองสามเสนมาจอดข้างโรงกรองน้ำ บนบกมีปั้นจั่น ตั้งอยู่บนรางรถไฟ ยกสารส้มขึ้นมาใส่รถแล้ววิ่งไปเก็บไว้ในโรงเกรอะ สารส้มก้อนที่ส่งมานี้มีลักษณะเป็นก้อนใสๆ ละลายน้ำได้ดี จนถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 สารส้มขาดแคลน ทดลองใช้ดินเปรี้ยวจากสุพรรณบุรีบ้าง แต่ไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร จึงได้สั่งสารส้มมาจากรูมาเนีย กับที่องค์การสหประชาชาติให้เป็นก้อนแข็งต้องกวนก่อนจึงละลาย ภายหลังได้มีการสร้างโรงงานสารส้มขึ้นที่กรมวิทยาศาสตร์ จึงได้ใช้สารส้มทำภายในประเทศ และพัฒนานำเอาสารคลอรีนเจือน้ำเพื่อฆ่าเชื้อโรคอีกครั้งในภายหลัง
น้ำที่ผ่านสารส้มก็มาอาคารถังตกตะกอน 1 ได้ ภายในได้ออกแบบให้มีน้ำไหลวนขึ้นลง สารส้มกับน้ำคลองจะทำปฏิกิริยากัน เกิดเป็นเม็ดตะกอนตกลงสะสมบนพื้นถัง เมื่อใช้งานไปได้ประมาณ 10 วัน จะทำการล้างสลับกันครั้งละ 2 ช่อง น้ำสะอาดในขั้นแรกจะส่งต่อไปยังอาคารโรงกรองน้ำ เจ้าหน้าที่เล่าว่าสมัยก่อนในช่วงฤดูฝนน้ำจะมีสีแดงขุ่นข้น เพราะชะเอาดินโคลนมาด้วย เจ้าหน้าที่จะเรียกว่าน้ำสีนี้ว่าน้ำอาบวัว บ่อกรองฝืด และหมดเร็ว คือ กรองได้ไม่กี่ชั่วโมง ก็ต้องล้างน้ำใหม่ แต่เครื่องกรองน้ำใหม่จากอเมริกาที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้มีขนาดเล็กกว่า และสามารถดูแลได้โดยใช้เจ้าหน้าที่ไม่กี่คนเท่านั้น
หลังผ่านอาคารกรองที่สุดท้ายของการเดินชมก็คือหอกุญแจไฟฟ้า และอาคารเรือนรับรองเจ้าพระยายมราช อาคารหลังนี้ถูกตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแด่เจ้าพระยายมราชผู้รับพระบรมราชโองการ ให้ก่อตั้ง “การประปากรุงเทพ” ให้ชาวพระนครได้มีประปาใช้เพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพราะสมัยก่อนนั้นโรคระบาดส่วนใหญ่ก็แพร่มาทางสายน้ำ
หากไม่มีระบบการจัดการน้ำใช้ที่ดี ประชาชนก็จะลำบากจากโรคภัยไข้เจ็บ แต่ในวันที่เรามีน้ำประปาใช้อย่างเหลือเฟือ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็ทำให้เรากลับมาตระหนักว่า น้ำประปาแต่ละหยดนั้นได้มาด้วยปณิธานของพระองค์ท่านที่ส่งคุณประโยชน์ถึงลูกหลาน ดังนั้นเราจึงต้องใช้น้ำอย่างรู้คุณ หรืออย่างน้อยๆ ปิดทุกครั้งหลังใช้นั่นก็เพียงพอแล้ว


