
สุคโต
ถ้าผู้ใดยังเห็นตัวเป็นเบญจขันธ์ เบญจขันธ์เป็นตัวอยู่ในเบญจขันธ์ เบญจขันธ์อยู่ในตัวอย่างนี้
ถ้าผู้ใดยังเห็นตัวเป็นเบญจขันธ์ เบญจขันธ์เป็นตัวอยู่ในเบญจขันธ์ เบญจขันธ์อยู่ในตัวอย่างนี้ ชื่อ สักกาโย ถือว่าเบญจขันธ์ยังเป็นตัวของตัว จึงละสักกายทิฏฐิไม่ได้ ต้องละสักกายทิฏฐิจึงจะไปภูมิโสดาได้
เมื่อได้ความอย่างนี้ ก็น่าจะคิดน่าจะตรองว่าอย่างไรที่เป็นส่วนเบญจขันธ์ไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา
การที่แยกนี้ต้องแยกเป็น 2 ประเภท คือ ที่เห็นว่านามรูปอยู่ในตัว ตัวอยู่ในนามรูป หรือนามรูปเป็นตัว ตัวเป็นนามเป็นรูป ให้คัดออกไปเป็น 2 ภาค ส่วนที่ว่าเป็นนามรูปนั้นให้คงเหลืออยู่แต่ชื่อ อย่าเอาเข้าไปไว้ในเนื้อในหนัง ให้เอาไว้แต่ชื่อเท่านั้น ถึงจะมีอยู่ที่ตัว ก็อย่าได้เอาเข้าไปไว้
คำที่ว่าขันธ์ 5 ต้องให้อยู่แต่ภายนอก แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือของที่อาศัยซึ่งกันและกันไม่ใช่อันเดียว แต่เดิมตัวเนื้อตัวหนังสกลกายนี้เป็นแต่สภาวธรรม นามรูปจึงได้มาสวมเข้าทีหลังเป็นของตั้งขึ้นใหม่
อาการนี้เป็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อาการดั่งที่กล่าวนี้ให้คงมีอยู่แต่ชื่อเท่านั้น
ที่เป็นเบญจขันธ์ก็คงให้มีอยู่แต่ชื่อ เหมือนคนที่มีชื่อว่าแม่ทองคำ แม่จำปา อย่างนี้ แต่เราไม่เห็นคนนั้นเป็นทองคำหรือจำปาอะไรเลย ให้เห็นอย่างนี้ คือ เขาตั้งไปตามอาการนั่นเอง ให้แบ่งออกไปเสีย
ถ้าแบ่งออกเสียได้อย่างนี้แล้ว ก็จะได้รู้สึกว่าสภาพที่เป็นสังขารที่สมมติ
ถ้าสังขารไปสวมอยู่ที่ไหนแล้วก็กลับกลายเป็นของไม่เที่ยงทั้งนั้น
ถ้าคัดสังขารออกเสียได้แล้วสิ่งที่อยู่ภายในไม่มีอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เลย ต้องใช้ปัญญาอย่างละเอียดสุขุมสำหรับเพิกสังขารให้ออกไปเสียให้จงได้ เมื่อแบ่งนามรูปหรือแบ่งเบญจขันธ์ออกเสีย ให้เหลืออยู่แต่สภาวธรรมแล้วก็เป็นตัวธรรมฐิติทีเดียว เป็นของจริงเป็นของยั่งยืนตามปกติ ไม่ได้เป็นอนิจจังทุกขังอะไรๆ หมด
การที่เป็นของไม่เที่ยงนั้น ก็เพราะเรายังเป็นสังขาร คือ เป็นนาม เป็นรูป เป็นเบญจขันธ์อยู่ จึงเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไปหมด เลยหาหลักฐานที่เป็นสรณะไม่ได้ กลายเป็นสิ่งที่ไม่มีสาระ
อันนี้เป็นโทษเรียกว่า ไม่รู้จักของเที่ยง
เมื่อไม่รู้จักของเที่ยงจะมีประโยชน์อะไร เมื่อตัวเป็นสังขาร เป็นอนิจจัง เป็นทุกขัง เป็นอนัตตา ไม่เที่ยงไปหมด จะพึ่งอะไรได้กับของที่ไม่เที่ยง เมื่อมีทุกข์ก็นอนจมทุกข์กันอยู่เท่านั้น จะพากันยุ่งไปทำไม?
เมื่อไม่ต้องไปยึดอุปธิถือมั่น เพิกถอนออกเสียไม่ให้ติดกันได้แล้วก็จะเห็นว่าสภาวะอยู่อย่างไรก็อยู่อย่างนั้น
การยึดมั่นถือมั่นอุปธิไว้ก็เราเองไม่ใช่หรือ?
เพราะตัวของเรามีหน้าที่กระทำให้เกิดให้มีขึ้น เพราะแต่งเอาได้จะให้เป็นขึ้นก็ได้ ในสภาพของสังขารเป็นอย่างนั้นไม่ใช่หรือ?
ส่วนวิสังขารเป็นเอง แต่งไม่ได้ ต้องให้เห็นว่าเป็นเด็กก็เป็นเอง เป็นหนุ่มเป็นสาวก็เป็นเอง เจ็บๆ ไข้ๆ เขาก็เป็นของเขาเอง ล้วนแล้วแต่เขาเป็นขึ้นเองทั้งนั้น ใครจะมาตกแต่งเอาได้เมื่อไร ในร่างกายนี้ของเราที่แต่งได้ที่ไหนมี ของที่อาศัยในร่างกายทั้งสิ้นดังพันเป็นต้น เขาแต่งเป็นครกเป็นสากมาให้เราเสร็จแล้ว เราเป็นแค่ผู้บดผู้ตำกินเท่านั้น เราจะมาแต่งเอาเองไม่ได้ ไม่ใช่หน้าที่ของเราที่จะแต่ง
ความเป็นเองนั่นแหละเป็นตัววิสังขาร ที่จะเห็นว่าปัจจัยประชุมแต่ง กรรมประชุมแต่ง ตัณหา อุปาทานประชุมแต่ง อย่าเข้าใจอย่างนั้น การที่บุญบาปอาศัยตัณหาอุปาทานปรุงแต่งคือ แต่งให้ประณีตและเลวทรามเท่านั้น แต่อัตภาพร่างกายแต่งไม่ได้เลย เป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น มาอย่างไรก็ไปอย่างนั้น เหมือนอย่างอยากสวยอยากงาม แต่รูปของตนไม่สวย จะตกแต่งให้สวยให้งามสักเท่าไรก็ไม่ไหว คือ เป็นไปไม่ได้เสียเลย ถ้าหากจะถอนนามรูปออกไม่ได้ ยังเห็นว่านามรูปนี้เป็นตัวเรา ก็ยังเป็นสักกาโยอยู่ตราบนั้น
ถ้าผู้ใดถอนออกได้ เรียกว่าละสักกายทิฏฐิ
ส่วนวิจิกิจฉาก็ต้องเดินตามกันไปหมด หรือสีลัพพตปรามาสก็ตามไปด้วย จึงเป็นลักษณะของโสดาปัตติมรรค ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉาสีลัพพตปรามาส ได้เพียงเท่านี้ ยังไม่สู้ลึกซึ้งนัก พุทธบริษัทควรจะพิจารณาแล้วน้อมเข้ามาสู่ตนของตนให้จงได้
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ไปดีแล้วด้วยพระปรีชาญาณ ไปดีแล้วจากทุกข์โทษทั้งปวง เพราะตัวอายตนะ อุปธิ กิเลส นั้นสิ้นไป จึงได้ชื่อว่า สุคโต
เมื่อพระองค์ถึงพระนิพพานรู้แจ้งแทงตลอดแล้ว ก็เป็นของยั่งยืน จึงเป็นสุคโต
วิถีจิตของพระองค์เป็นสุคโต
กายก็เป็นสุคโต
วาจาก็เป็นสุคโต
เมื่อพระองค์ยังมีพระชนม์อยู่ แม้จะไปสู่ประเทศใดๆ ก็มีผู้นิยมนับถือ ไม่อยากจะให้ไปที่อื่น หากพระองค์เสด็จออกจากที่นั้นแล้ว ก็มีแต่คนต้องการปรารถนาจะให้เสด็จกลับมาอีกและเสด็จไปถึงที่ใด ก็มีคนเคารพนับถือทั่วไป เมื่อผู้ใดได้รับคำสั่งสอนแล้ว ก็ไม่อยากให้พระองค์เสด็จไปที่อื่นต่อไปอีก เพราะพระองค์ไปดีไม่มีทุกข์โทษแก่ผู้เคารพกราบไหว้ พระองค์ทำอย่างนี้ตลอด 45 พรรษา หาผู้ติเตียนมิได้ จึงทรงพระนามว่า สุคโต ก็เพราะพระองค์ไปดีมาดีได้รับแต่ความสุขความสบายเรื่อยทีเดียว ก็มีเครื่องสักการบูชาเป็นพยานอยู่ เมื่อสาธุชนพุทธบริษัทได้สดับแล้วพึงเข้าใจว่า พระองค์ทรงพระคุณว่า สุคโต เป็นผู้ละกิเลสได้อย่างนี้แล้วธรรมที่จะน้อมนำมาสู่ตนได้ก็คือจรณะ ศีล สมาธิ ปัญญา นี่แหละเป็นตัวจรณะ
เมื่อ ศีล สมาธิ ปัญญา พรักพร้อมแล้ว คุณทั้งหลายที่เรียกว่ามรรค ผล นิพพาน ก็จะสำเร็จตามความปรารถนา
ในบท สุคโต นี้ พระที่ท่านไปธุดงค์ตามป่าท่านเจริญแต่ สุคโตๆ เรื่อยไป อันตรายไม่มีเลย สัตว์ร้ายและอสรพิษก็ทำร้ายไม่ได้เพราะพระคุณพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงปราศจากอันตรายทั้งปวง
เมื่อสาธุชนพุทธบริษัทได้สดับธรรมปริยายในบทว่า สุคโต นี้ก็ให้ประพฤติปฏิบัติตามให้ถึงใจ อย่าท่องได้แต่ปาก ก็จะประสพความสุขความสำราญ ได้ย่นย่อใจความพอสมควรแก่เวลา ด้วยประการฉะนี้







