
บนเส้นทางศิลปินของ วธน กรีทอง
เมื่อเส้นทางชีวิตเริ่มย่างเข้าสู่ปีที่ 40 หลายสิ่งถูกลากมาถึงจุดตัดที่ต้องพบกับทางแยก
โดย...ธเนศน์ นุ่นมัน
เมื่อเส้นทางชีวิตเริ่มย่างเข้าสู่ปีที่ 40 หลายสิ่งถูกลากมาถึงจุดตัดที่ต้องพบกับทางแยก เป็นเวลาที่ต้องสินใจเลือก ด้านหนึ่ง เป็นงานประจำที่คุ้นเคยซึ่งเป็นรายได้หลักเลี้ยงตัวเองและครอบครัว อีกด้านเป็นเส้นทางใหม่ที่ทอดไปยังฝั่งฝัน เสมือนสิ่งที่หมายมั่นมาตั้งแต่วัยเรียน นี่คือการเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนของชีวิตที่จะมาถึงในอนาคตอันใกล้ ทั้งหมดยึดโยงอยู่กับการตัดสินใจ วธน กรีทอง ศิลปินนักวาดภาพสีน้ำ ก็ตัดสินใจเลือกเส้นทางใหม่ วางมือจากวงการโฆษณา มาจับพู่กัน เขียนสีน้ำ ก้าวขาลงไปสู่วงการศิลปะอย่างจริง
“เมื่อมองย้อนกลับไป แล้วถามตัวเองว่าทำไมถึงลาออกจากวงการโฆษณา ถ้าต้องตอบคำถามนี้ตอนออกใหม่ๆ เมื่อสามสี่ปีก่อน ผมก็อาจจะตอบแค่ว่า เบื่อ แต่ตอบตอนนี้ ผมเห็นแล้วว่ามีองค์ประกอบหลายอย่างรวมกัน เช่น วงการโฆษณาเริ่มมีระบบดิจิทัลเข้ามา ความชำนาญที่ตัวผมมี คือ การเขียนภาพ คิดแล้วก็เขียน ถ่ายทอดออกมา และยังเป็นเรื่องที่มีเรื่องอารมณ์ความรู้สึกอยู่ในงานที่นำเสนอ แต่พอถึงยุคดิจิทัล ต้องยอมรับว่างานที่ทำนั้นข้ามพ้นตรงนี้ไป เป็นวงการโฆษณาตามกรอบการแข่งขันเชิงพาณิชย์จริงๆ คือ ทำยังไงก็ได้ให้คนสนใจแล้วมาซื้อสินค้า ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ผมเริ่มจะไม่มีความชำนาญ ไม่อยากวิ่งตามเทคโนโลยีที่ต้องอัพเดทตลอดเวลา และยังอยากทำงานที่ใช้อารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง ก็เลยตัดสินใจลาออก”
วธน เล่าว่า ตอนที่เริ่มกลับมาทำงานศิลปะ โชคดีที่มีโซเชียลเน็ตเวิร์ก มีเฟซบุ๊ก เป็นช่องทางที่สำคัญ เพราะเมื่อก่อนเขียนรูป ก็ไม่รู้ว่าจะเอาไปแสดงที่ไหน เหมือนคนที่เริ่มทำงานศิลปะใหม่ๆ ที่ต้องการกำลังใจ แล้วเฟซบุ๊กก็เหมือนเป็นสนามเป็นฟรีแกลเลอรี่ ที่เขียนรูปอะไรก็โพสต์ไปให้คนอื่นๆ ติชม ในตอนแรกไม่รู้สึกท้อ มันสนุกมากกว่า เพราะเราเคยเขียนสตอรี่บอร์ด เคยเขียนงานที่ต้องรับบรีฟมา เมื่อต้องมาเขียนงานที่มันเป็นอิสระ อยากเขียนอะไรเราก็เขียน ไม่ต้องดูว่ามันเป็นศิลปะ หรือเป็นอะไรทั้งสิ้น จะเป็นงานศิลปะจริงๆ หรือจะออกมาเป็นภาพประกอบ ไม่ต้องสนใจ เพราะเราเขียนอะไรก็ได้ที่อยากจะเล่า แล้วผลงานที่ได้ก็ไปอยู่ในเฟซบุ๊ก สิ่งที่ได้จากการทำอย่างนี้ ในตอนแรกๆ ก็คือ เกิดการแลกเปลี่ยนกัน กับคนที่เห็นงานเราหรือศิลปินคนอื่นๆ ที่เข้ามาให้กำลังใจเราทำงาน
“แต่ศิลปะนี่พอทำไปอย่างต่อเนื่อง ถึงไม่คิดอะไร ก็มีเรื่องให้ต้องคิด มันต้องเริ่มมีเนื้อหา ซึ่งเราก็ขุดเอาเนื้อหาในความคิดของเราออกมา แต่ประสบการณ์ของเราซึ่งมันน้อย ก็ทำให้เริ่มรู้สึกว่า ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ มันจะเป็นแค่การขีดๆ เขียนๆ อาจจะไม่เป็นศิลปะ ทีนี้ก็รู้แล้วว่า ยากมากที่จะมีความคิดสร้างสรรค์ตลอดเวลา เพราะแต่ว่าทั้งหมดนี่มันก็เกิดขึ้นมาโดยอัตโนมัติ” วธน เล่าถึงช่วงแรกของการทำงานที่ต้องต่อสู้กับตัวเองอย่างมานะอดทน และทำงานสร้างผลงานอย่างสม่ำเสมอ
“ระยะแรกเริ่มที่มาทำงานศิลปะจริงจัง ผมไม่ได้คิดเลยว่าจะต้องทำงานแบบมีแนวความคิดหรือไม่มีแนวความคิดในการทำงาน ผมใช้วิธีลงมือทำไปก่อน ทำอย่างเดียว ผมท่องคาถาว่าทำอย่างเดียว ซึ่งตอนนั้นหรือกระทั่งตอนนี้ ก็ใช้วิธีศึกษาธรรมะด้วย ที่สอดคล้องกับที่อาจารย์ศิลป์ พีระศรี ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร บอกเรื่องธรรมทำ หรือให้ทำงานด้วยความอุตสาหะ พระพุทธเจ้าก็สอนให้เราขวนขวายมาก ศึกษาให้มาก ผมจึงรู้ว่า ไอ้งานแนวที่ทำช่วงแรกๆ ทำไมผมต้องไปคิดให้มากมาย ในเมื่อโลกมันเป็นของมันอย่างนี้ ทำไมเราไม่เขียนในสิ่งที่มันเป็นอยู่”
วธน เริ่มมองหาเทคนิคที่ทำแล้วสำเร็จออกมาเป็นชิ้นงานได้ทันที ซึ่งก็คือ วาดเส้น แล้วก็พัฒนามาเป็นสีน้ำ เริ่มออกไปเขียนภาพทิวทัศน์แถวบ้าน สวยไม่สวยก็ช่างไม่อยากจะต้องคิดว่า จิตใต้สำนึกมันเป็นยังไง อนาคตเราจะเป็นยังไง ความมืด สาระในวัตถุ สังคมความเหลื่อมล้ำ ความไม่เท่ากัน สาระในร่องรอย
“ถ้าต้องเริ่มรู้สึกว่าอะไรพวกนี้เป็นการปรุงแต่งมันเยอะไป ต้นไม้เหี่ยวเราก็เขียนไป รองเท้ากองอยู่เราก็เขียนไป ดอกไม้มันสวยเราก็เขียนให้สวย รู้สึกว่าถนนมันโล่ง เราก็เขียนถนนตามที่เห็น มันเป็นเรื่องจริงเลย เขียนทุกสิ่งทุกอย่างตามที่มันเป็น ตัดสิ่งที่รกรุงรังในสมองออกไปได้ ผมคิดว่า อะไรก็ได้ที่มันเป็นจริงๆ ถ้าถึงเราไม่เขียนมันก็จะเป็นแบบนี้แหละ เริ่มบันทึกสิ่งที่เห็นสิ่งที่เป็น”
ในที่สุด วธน ก็หาคำตอบให้ตัวเองได้ว่า เทคนิคสีน้ำ นั่นตอบโจทย์ที่ตัวเองตั้งไว้ได้ แต่การเขียนภาพสีน้ำนั้นเป็นเทคนิคที่คนทำงานศิลปะต่างทราบดีว่าค่อนข้างยากกว่าเทคนิคอื่นๆ เป็นสีที่ปราบเซียน ที่เชี่ยวชาญการใช้สีหรือเทคนิคอื่นๆ เขียนภาพมาแล้วนักต่อนัก นี่เป็นสีที่แทบจะไม่สามารถแก้ไขหากวางแผนการเขียนผิดพลาดได้ ผิดแล้วผิดเลย จะเขียนออกมาให้ได้ภาพที่ดีนั้นต้องฝึกฝนอย่างหนัก จังหวะของแผ่นสีที่ปรากฏอยู่ในภาพที่ออกมานั้น จะบ่งบอกถึงชั่วโมงบินความหมั่นเพียรของตัวศิลปินได้เป็นอย่างดี
“ตอนเรียน ผมก็ไม่ได้เป็นนักเรียนที่โดดเด่นทางสีน้ำ แต่ด้วยความที่ว่า ผมต้องการที่จะเป็นมืออาชีพ ผมมีความจริงจัง ต้องก้าวไปถึงความเป็นมืออาชีพให้ได้ ผมก็ใช้คาถาเดิม คือ ลงมือทำเขียนสีน้ำแบบไม่มีครู แต่ผมเคยเขียนสีหมึก ลงมาร์คเกอร์ เคยทำคีย์วิชวลในงานโฆษณามามาก ก็เลยมีพื้นฐาน พอเริ่มสีน้ำก็แค่เริ่มควบคุมเทคนิคใหม่ ใช้เวลาประมาณปีหนึ่ง แต่ถ้านับเวลาต่อเนื่องจริงๆ ก็ตั้งแต่เดือน พ.ย.ปีที่แล้ว เฉลี่ยแล้วทำวันละชิ้นแบบเสร็จสมบูรณ์ เริ่มมีการเดินทางออกไปเขียนนอกสถานที่”
เมื่อเทคนิคที่เลือกใช้ถ่ายทอดออกมาเป็นผลงาน เริ่มเข้ามือ หรือสามารถเรียกความเชี่ยวชาญกลับมาได้จนมีพัฒนาการมาเป็นลำดับ วธน ก็ไม่รอช้า ตัดสินใจทำสิ่งที่ท้าทายความสามารถของตัวเองให้ยิ่งขึ้นไปในทันที
“จากแถวบ้าน ที่สุดผมก็เริ่มออกไปไกลขึ้นๆ โดยใช้แม่น้ำเป็นหลัก บ้านผมอยู่ตลิ่งชัน ก็ไปตามริมน้ำไปเรื่อยๆ เริ่มจากแม่น้ำเจ้าพระยา ใต้สะพานแถวเมืองนนทบุรี ไปออกแม่กลอง ออกมหาชัย จากนั้นก็เริ่มถามตัวเองว่าทำไมไม่ลงไปให้สุด ถึงสุไหงโกลก ข้ามฝั่งไปประเทศมาเลเซีย จึงเริ่มวางแผนจากปากแม่น้ำเจ้าพระยาไปปากแม่น้ำ ต้นปีก็เริ่มศึกษาเส้นทางรถไฟ แล้วเอารถมอเตอร์ไซค์ขึ้นรถไฟไปมันน่าจะไปได้ทั่ว พอเอาเข้าจริงๆ เอามอเตอร์ไซค์ขึ้นรถไฟแพงกว่าเราขี่ไปเอง แล้วก็ขึ้นไม่ได้ทุกขบวน ก็เลยเปลี่ยนเป็นหอบสัมภาระขี่มอเตอร์ไซค์จากชุมพรไปทั่วภาคใต้แทน พอเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์มันก็เกิดรสชาติ เริ่มอิน เริ่มเพลิน ก็เลยไปเรื่อยๆ ใช้เวลาจังหวัดละ 2 วัน ก็ได้สิ่งที่เกินความคาดหมาย ได้มุมเขียนเยอะกว่าที่ตั้งใจไว้ ปฏิสัมพันธ์กับผู้คนที่เห็นเรายืนเขียนรูป
“ตอนที่เดินทาง ศิลปินนักวาดภาพสีน้ำผู้นี้ บอกว่า เฉลี่ยได้งานวันละ 1 ชิ้น แต่พอไปทำๆ บางวันก็ได้มากกว่า บางวันได้ 23 ชิ้น มีกระดาษแผ่นใหญ่ไปเขียนประมาณ 40 แผ่น ถ้ารวมกระดาษเป็นเล่มเล็กๆ ด้วย ก็น่าจะ 90 กว่าแผ่น ที่เขียนเสร็จเราก็อัพลงเฟซบุ๊กทุกวัน มีคนเข้ามาคอมเมนต์ ก็เป็นกำลังใจ ได้มิตรภาพทั้งในโซเชียลเองและมิตรภาพจากเส้นทางที่ผ่านไป
“แต่ก็ยังถือว่าไม่พบจุดที่พอใจอย่างที่สุด ผมควรจะแม่นยำในการถ่ายทอดสิ่งที่เห็นมากกว่านี้ เพราะกว่าจะเดินทางไปถึงก็เหนื่อย เขียนไม่ออก เช่น ไปสระโบกธรณีที่กระบี่ ร่มมันชุ่มชื่น สวย เสียงราบเรียบ พอผมเขียนออกมา ผลงานที่ได้ก็เป็นเพียงแค่ภาพวาดธรรมดา ไม่มีสิ่งที่เห็นด้วยตาอยู่ในนั้นเลย ซึ่งแสดงว่าเราต้องฝึกทักษะอีกมาก เพื่อที่จะถ่ายทอดออกมาให้ได้” ศิลปินท่านนี้เล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น”
วธน เล่าอีกว่า แรงบันดาลใจที่ทำให้ลงมือเขียนภาพอย่างจริงจังนั้น อีกส่วนหนึ่งได้รับมาจากการทำงานของศิลปินชาวดัตช์ วินเซนต์ แวน โก๊ะ (Vincent Van Gogh) เป็นต้นแบบให้ตั้งมั่นทำงาน ชีวิตการทำงานศิลปะของแวน โก๊ะ เป็นช่วงเวลาสั้นๆ เพียง 10 ปี เขาตัดสินใจเป็นศิลปินในปี ค.ศ. 1880 วาดภาพเขียนสีน้ำมันไว้ราว 900 ภาพ และวาดเส้นไว้ 1,100 ภาพ ก่อนที่จะจบชีวิตด้วยการฆ่าตัวตายในปี ค.ศ. 1890 มีอายุเพียง 37 ปี
“แวน โก๊ะ ทำในสิ่งที่ตัวเองหลงใหล ทำให้สิ่งที่เชื่อ แม้ว่ามันจะต้องเจอกับอะไรก็ให้มันเจอไป ผมเชื่อว่าคนที่จะเป็นศิลปินอาชีพทุกคนมันจะต้องผ่านความลำบาก อาจจะอดมื้อกินมื้อ ไม่มีใครสนใจ ไม่รู้จะทำอะไร ผมเคยกลัวเรื่องนี้ จึงเลือกที่จะไม่เป็นศิลปินเมื่อตอนเรียนจบใหม่ๆ ตัดสินใจว่าจะไม่ทำงานศิลปะ แต่ตอนนี้พอมีรายได้จากร้านอาหารที่เปิด พอไม่กลัว ไม่หวั่นไหว ผมบอกตัวเองว่า เริ่มอายุ 40 แล้ว ถ้าเราไม่รีบทำตอนนี้อีก 10 ปีข้างหน้าเราก็จะมานั่งเสียดาย ว่าทำไมเราไม่ทำตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว และผมเชื่อว่าในอีก 10 ปีข้างหน้านับจากวันที่ได้เริ่ม มันจะต้องมีผลอะไรซักอย่างแน่ๆ ก็เลยคิดว่า คุ้มน่าลองและยังมีเรี่ยวแรงอยู่ ยังพอที่จะอดมื้อกินมื้อได้ เพราะร่างการยังแข็งแรง แต่ถ้าผ่านเลยไปแล้วจะทำไม่ไหว ก็จะเสียดายกว่านี้” ศิลปินท่านนี้เล่าถึงสิ่งที่มุ่งหวังไว้ และย้ำว่า ไม่อาจวางมือจากคู่แข่งคนสำคัญที่สุด นั่นคือ ตัวเอง
แล้วทั้งหมดที่เริ่มมาก็ส่งผลให้งานเขียนสีน้ำของ วธน ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมแสดงในนิทรรศการมหกรรมสีน้ำโลก ประเทศไทย ร่วมกับศิลปินสีน้ำระดับแนวหน้าของโลก 33 ประเทศ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า ซึ่งเริ่มเปิดงาน 11 มิ.ย.ที่จะถึงนี้ ผลงานเขากำลังรอให้ท่านไปชมให้ประจักษ์แก่สายตา







