
‘ลงแขก’ พิมพ์หนังสือ ทางเลือกทางรอดของนักเขียนและสนพ.เล็กๆ
อุตสาหกรรมหนังสือในแต่ละปีมีมูลค่าเกือบ 3 หมื่นล้านบาท จากกลไกตลาดในปัจจุบัน ค่าจัดส่งและวางขายหนังสือหน้าร้านมีค่าใช้จ่ายประมาณ 45% จากราคาปกหนังสือ
โดย...พริบพันดาว&<2288;
อุตสาหกรรมหนังสือในแต่ละปีมีมูลค่าเกือบ 3 หมื่นล้านบาท จากกลไกตลาดในปัจจุบัน ค่าจัดส่งและวางขายหนังสือหน้าร้านมีค่าใช้จ่ายประมาณ 45% จากราคาปกหนังสือ และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากแนวโน้มของค่าพลังงานและค่าแรงขั้นต่ำ ทำให้บางครั้งสำนักพิมพ์ไม่แน่ใจว่า หนังสือเล่มใดควรจะได้รับการตีพิมพ์ เพราะว่ามีความเสี่ยงขาดทุนสูงมาก
โดยเฉพาะสำนักพิมพ์ขนาดเล็กที่ไม่มีอำนาจต่อรองในตลาด หนังสือที่ผลิตออกมาจึงเงียบหายไปจากตลาดหนังสือ เพราะไม่มีพื้นที่โชว์หนังสือในร้านเพียงพอ ผู้บริโภคหรือนักอ่านจึงไม่มีโอกาสเห็นหนังสือที่ผลิตออกมา
ในรอบ 45 ปีมานี้ มีสำนักพิมพ์ขนาดเล็กจำนวนไม่น้อยพยายามหาแนวทางของตัวเอง โดยเฉพาะรสนิยมในการเลือกสรรต้นฉบับมานำเสนอ รู้จักใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างสร้างสรรค์มีประสิทธิภาพ และทำงานประสานกับเพื่อนสำนักพิมพ์และร้านหนังสืออิสระ แต่ก็ยังเผชิญกับความสุ่มเสี่ยงในการขาดทุนและต้องปิดตัวลง
ล่าสุด ก็มีกระแสหรือเทรนด์การระดมทุนในการผลิตหนังสือออกมาของสำนักพิมพ์ต่างๆ ที่พยายามรวมตัวกันเป็นกลุ่มเพื่อสร้างทางเลือกให้กับนักอ่านและสร้างทางรอดในเชิงธุรกิจให้กับกิจการของพวกเขาเอง
หากพิจารณาการระดมทุนเพื่อการผลิตหนังสือ จะสามารถสรุปได้คร่าวๆ 3 แบบ คือ “การระดมทุนแบบการบริจาค” วิธีนี้ส่วนมากใช้กับหนังสือธรรมะ เพื่อเป็นธรรมทานหรือทำบุญ เนื้อหาหนังสือนั้นมักเกิดจากการเรียบเรียงรวบรวมมาจัดพิมพ์
“การให้สั่งซื้อหนังสือล่วงหน้า” (พรีออร์เดอร์) วิธีนี้ส่วนมากใช้กับหนังสือที่จัดพิมพ์และจำหน่ายแน่นอน ผู้ซื้อได้รับสิทธิพิเศษมากกว่าการซื้อจากร้านหนังสือทั่วไป เช่น ได้หนังสือที่พิมพ์จำนวนจำกัด (limited edition) หรือราคาพิเศษ
“การระดมทุนแบบลงทุน” วิธีนี้มีจุดประสงค์อย่างชัดเจนในการทดสอบว่าหนังสือหรือโครงการนั้นๆ ควรเกิดขึ้นหรือไม่ หากการระดมทุนสำเร็จนั่นหมายความว่า มีผู้สนใจเห็นพ้องต้องกันว่า หนังสือนี้ควรจะเกิดขึ้น และทุกคนได้ผลตอบแทนที่เหมาะสม หากระดมทุนได้ไม่ถึงเป้าหมาย หนังสือหรือโครงการนั้นจะไม่เกิดขึ้น
มาดูกันว่า การระดมทุนเพื่อพิมพ์หนังสือออกมาของสำนักพิมพ์ต่างๆ จะเป็นการแก้ปัญหาที่ถูกวิธีของบรรดานักเขียนและสำนักพิมพ์ขนาดเล็กหรือไม่? และมีแนวโน้มอย่างไรในอนาคต
เทรนด์ระดมทุนพิมพ์หนังสือ
ความพยายามหาโมเดลทางธุรกิจของสำนักพิมพ์ขนาดเล็กที่ไม่ต้องพึ่งพาสายส่ง หรือตัวแทนจัดจำหน่ายและร้านหนังสือที่วางหนังสือขาย มาเป็นการขายตรงระหว่างสำนักพิมพ์หรือนักเขียนกับคนอ่านโดยตรง เพื่อลดต้นทุนที่เสียไปเกือบ 50% ซึ่งส่วนนี้จะถูกบวกไปในราคาปกหนังสือโดยปริยาย รวมถึงโอกาสที่จะได้วางหนังสืออย่างยาวนานในร้านหนังสือก็มีน้อยด้วย ก็พอเห็นถึงการบริหารจัดการตรงนี้ ก็คือการใช้วิธีการให้สั่งซื้อหนังสือล่วงหน้า และการระดมทุนแบบลงทุน
ตัวอย่างที่ดำเนินการไปแล้วก็มี เครือข่ายธุรกิจหนังสืออิสระขนาดเล็ก (คสล.) ได้ผลิตหนังสือที่เรียกว่า มวจ. หรือ มาตรฐานวรรณกรรมพิมพ์จำกัด ให้ผู้อ่านได้จองซื้อเพื่อร่วมสมทบทุนช่วยสนับสนุนให้สำนักพิมพ์เล็กๆ ได้ดำเนินธุรกิจกรรมอย่างคล่องตัวต่อเนื่อง และมีความหวังมากขึ้น โดยมีนโยบายแปลและพิมพ์หนังสือหายาก และไม่ได้วางขายตามร้านทั่วไป แต่เปิดให้จองผ่านเฟซบุ๊กของสำนักพิมพ์ และโอนเงินค่าหนังสือมาก่อน เมื่อได้ยอดครบจำนวนพอจะพิมพ์ได้แล้ว ก็จะพิมพ์หนังสือนั้นออกมาไม่เกิน 1,500 เล่มต่อเรื่อง หรืออาจจะน้อยกว่านั้น และไม่มีการพิมพ์ซ้ำ
โมเดลหนังสือ มวจ.แม้จะใช้การ “จองซื้อ” เป็นรายได้ต้นทางของสำนักพิมพ์ แต่ปลายทางจะไปสนับสนุนร้านหนังสืออิสระให้เข้มแข็งและมีสัดส่วนรายได้ของร้านมากกว่าหนังสือทั่วไป ที่ผ่านมา มวจ.ขบวนหนึ่ง ปี 2556 มี 1 ปก/1 สำนักพิมพ์ มวจ.ขบวนสอง ปี 2557 มี 4 ปก/4 สำนักพิมพ์ และในปี 2558 มวจ.ขบวนสาม มี 12 ปก/12 สำนักพิมพ์
อีกกลุ่มที่ตั้งขึ้นมาคือ เครือข่ายสมาชิกหนังสือคุณภาพ หรือ Community Supported Publishing (CSP) ซึ่งได้จัดเทศกาลหนังสือเพื่อการเปลี่ยนแปลง (Book For Change Festival) ไปเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นระบบสมาชิกหนังสือที่เชื่อมโยงระหว่างเครือข่ายสำนักพิมพ์และผู้อ่าน โดยใช้ระบบการจ่ายเงินล่วงหน้าเป็นรายปีเพื่อนำเงินทุนดังกล่าวไปวางแผนการผลิตหนังสือที่มีคุณภาพตรงกับความต้องการของผู้อ่านในราคาที่เหมาะสม ผ่านการออกแบบระบบตลาดใหม่ที่ไม่ต้องมีคนกลาง ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพิ่มโอกาสในการผลิตหนังสือคุณภาพ ที่ตลาดทั่วไปไม่ได้ผลิต นักเขียนและนักแปลได้ค่าตอบแทนที่สูงขึ้น สำนักพิมพ์ได้กำไรมากขึ้นจากการจัดพิมพ์ที่เพิ่มขึ้น และคนอ่านได้หนังสือคุณภาพในราคาที่ลดลง โดยมีสำนักพิมพ์ขนาดเล็ก 5 สำนักพิมพ์ที่เข้าร่วมเครือข่าย ได้แก่ สำนักพิมพ์สวนเงินมีมา สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง Unfinished Project Publishing สำนักพิมพ์สมมติ และสำนักพิมพ์ Oh My God
ในส่วนอื่นๆ ที่ทำแบบเดียวกันก็มี มูลนิธิหนังสือเพื่อสังคม กับโครงการหนังสือเพื่อสังคม ซึ่งโดยส่วนมากจัดพิมพ์วรรณกรรมแปลจากภาษาต่างประเทศ และโครงการวรรณกรรมไม่จำกัด ที่ระดมทุนสำเร็จและจัดพิมพ์หนังสือ Republic ของเพลโต ฉบับภาษาไทย ฉบับเย็บกี่ปกแข็งออกมา
‘ขอลองดู’ ในวันที่ตลาดหนังสือไม่เปิดทางให้
ล่าสุดก็มีกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า อาฟเตอร์เวิร์ด (afterword) ซึ่งนิยามกลุ่มของตัวเองว่า เป็นกิจการเพื่อสังคมที่ใช้แนวคิดการระดมทุนแบบใหม่เพื่อสนับสนุนให้เกิดหนังสือที่ดี มีคุณภาพ ตรงตามความต้องการของนักอ่าน โดยเริ่มจากเปิดพื้นที่ออนไลน์ ทั้งทางเว็บไซต์และเฟซบุ๊กเพื่อให้นักเขียนสามารถนำเสนอต้นฉบับให้กับผู้อ่านโดยตรง ขณะที่ผู้อ่านก็สามารถตัดสินใจได้ว่าต้นฉบับไหนควรได้รับการสนับสนุน จากนั้นก็เปิดระดมทุน ประสานทีมจัดทำหนังสือ จนสามารถผลิตเป็นหนังสือขึ้นมาได้ แล้วทำการตลาดไปยังกลุ่มเป้าหมาย
หนึ่งในนักเขียนที่เข้าร่วมโครงการนี้ ก็คือ วิภว์ บูรพาเดชะ นักเขียนและบรรณาธิการนิตยสาร happening ซึ่งจะผลิตหนังสือที่ชื่อ “หลับตาดูหนัง” ด้วยวิธีการระดมทุน ซึ่งวางเป้าไว้ที่ 9 หมื่นบาท
“จริงๆ แล้วเป็นไอเดียของกลุ่มอาฟเตอร์เวิร์ด เขาอยากทำเว็บไซต์ที่ทำขึ้นเพื่อให้นักเขียนและคนทำหนังสือได้ระดมทุนทำหนังสือกัน ก็คุยกัน ผมก็ให้ต้นฉบับของผมที่มีอยู่แล้วให้เขาไป ก็เป็นหน่วยกล้าตายให้เขาด้วย เป็นกลุ่มแรกที่มีด้วยกัน 3 เล่มที่จะนำร่องในโครงการระดมทุนทำหนังสือครั้งนี้”
วิภว์ มองว่า วิธีระดมทุนมาผลิตหนังสือ จะผลักดันให้เกิดแรงจูงใจการสร้างสรรค์งานเขียนใหม่ๆ และผลของการระดมทุนได้สำเร็จ มักเกิดจากการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของกลุ่มคนที่สนใจและเห็นคุณค่าในสิ่งเดียวกัน จึงเป็นการสร้างความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างผู้สร้างสรรค์ผลงานและผู้สนับสนุน
“ในแง่หนึ่งน่าจะเป็นการสื่อสารระหว่างนักเขียนกับคนอ่านที่ติดต่อกันโดยตรง ไม่ต้องผ่านตัวกลางที่มาจัดจำหน่ายหนังสือ ซึ่งเราจะได้รู้ว่าหนังสือของเราจะพิมพ์สักกี่เล่มถึงจะขายหมด เพราะถ้าพิมพ์ขายเองวางจำหน่ายตามร้านหนังสือปกติจะเหนื่อยมากเลย ต้องแบกรับต้นทุน รอเงินกลับมาเพื่อจะมาหมุน แต่ตรงนี้จะเป็นตรงกลางระหว่างผู้อ่านกับคนเขียนมาเจอกัน ให้นักเขียนอุ่นใจว่า อยากทำเล่มนี้ ใครอยากซื้อหนังสือก็สั่งมาเลย ร่วมทุนกัน ซึ่งก็เป็นโมเดลที่ตอบโจทย์หนังสือแบบนี้”
การมาถึงจุดนี้ของสำนักพิมพ์เล็กๆ ก็มีส่วนในการสะท้อนภาพความล้มเหลวของวงการหนังสือในปัจจุบันอยู่เช่นกัน วิภว์สาธยายถึงจุดนี้
“อย่างที่รู้กันในวงการหนังสือบ้านเราก็จะแปลกๆ อยู่ อย่างต้องทำหนังสือเป็นฤดูกาลปีละ 2 ครั้ง (ขายในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ เดือน มี.ค.เม.ย. และงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติ เดือน ต.ค.ของทุกปี) หรือร้านหนังสือเล็กๆ ก็มีน้อยและค่อนข้างลำบาก ในขณะที่ร้านหนังสือที่เป็นเชนสโตร์ก็ขายหนังสือที่คล้ายๆ กัน เมื่อเป็นอย่างนี้ก็ทำให้สำนักพิมพ์เล็กๆ จะผลิตหนังสือออกมาสักเล่มหนึ่งเพื่อให้อยู่รอดในตลาดอาจจะเป็นเรื่องที่ลำบากมากเลย ทั้งในแง่การเขียน การเสนองานไปให้สำนักพิมพ์ หรือแม้แต่การขายในตลาดหนังสือ โมเดลการระดมทุนทำหนังสืออาจจะมาช่วยตรงนี้ได้บ้าง”
วิภว์ บอกว่า การทำอย่างนี้ถ้ายอดคนที่จะส่งเงินมาลงทุนไม่ถึงเป้าก็จะไม่เจ็บตัวมาก มีการคืนเงินกลับไป และนักเขียนจะได้รู้ว่าตัวเองมีคนอ่านที่ตามอ่านงานอยู่เท่าไหร่ โดยถ้ามองในแง่โอกาสสำหรับนักเขียนก็ถือว่าดีมาก
“ยอดในการพิมพ์ก็จะมีการคุยกันว่ามากไปหรือน้อยไป อย่างเล่มของผมก็ลงทุนไม่ถึงแสน ในระบบนี้มีข้อดีก็คือสามารถตัดคนกลางออกไป แม้งบจะสูงหน่อยเพราะพิมพ์ออกมาน้อย แต่ก็ยังโอเค สามารถส่งตรงถึงผู้อ่านเลย สายส่งกับร้านหนังสือไม่เกี่ยวข้องกับการผลิตหนังสือตรงนี้ ทำให้ลดต้นทุนตรงนี้ไปเกือบครึ่ง” สำหรับโมเดลนี้ ระดมทุนพิมพ์หนังสือ โดยส่วนตัวของเขาแล้วนั้น วิภว์คาดหวังอย่างเต็มที่ อยากให้เดินไปได้ เพราะเป็นเรื่องที่น่าลองและท้าทาย
“แม้จะมีคนอ่านไม่มากเท่าไหร่ให้พออยู่รอดก็น่าพอใจ ทั้งท้าทายตัวเองและคนอ่านด้วย ถ้ามีคนสั่งซื้อหรือร่วมลงทุนแค่ 500 คนก็ถือว่าตามเป้าแล้ว แล้วหนังสือส่วนที่เหลือก็จะนำไปวางขายตามร้านหนังสืออิสระเล็กๆ ที่รู้จักกัน ส่วนอีบุ๊กก็ค่อยดูว่าจะเอาอย่างไร ซึ่งต้องค่อยๆ ทำไป
“อยากย้ำบอกว่าเป็นการสื่อสารระหว่างผู้อ่านกับนักเขียนโดยตรง น่าจะพอไปได้และเป็นทางเลือกให้วงการหนังสือด้วย”
สายส่งหนังสือ ‘สนับสนุนสุดตัว’
ผู้ดูเหมือนจะเสียผลประโยชน์ในการระดมทุนเพื่อพิมพ์หนังสือขายตรงถึงผู้อ่านอย่าง วินัย ชาติอนันต์







