
มิคสัญญี ?
....คุณสลิล
อาทิตย์นี้ชาวไทย โดยเฉพาะชาวกรุงเทพฯ ได้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับบ้านเมือง ที่หลายคนใช้คำว่า “มิคสัญญี”
“มิคสัญญี” นั้นมาจากภาษาบาลี คือ “มิคะ” กับ “สัญญี” โดย “มิคะ” หมายถึง เนื้อ โดยทั่วไปก็หมายถึง กวาง หรือสัตว์ไม่มีพิษภัยทั่วไป ที่อาจฆ่านำเอาเนื้อมาเป็นอาหาร กับ “สัญญี” มาจาก สัญญา หมายถึง ความสำคัญหมาย รวมกันแล้วใช้ในความหมายที่เป็นไปในทางที่ว่า มีความสำคัญหมายว่าคนอื่นเป็นเพียงเนื้อ คือ จะฆ่าจะแกงยังไงก็ได้ หมายถึง สถานการณ์ที่เกิดการรบราฆ่าฟันทำร้ายกันโดยไม่มีใครเกรงกลัวใคร ไม่เกรงกลัวกฎหมาย ไม่เกรงกลัวบาปกรรม ก็คงจะไม่ผิด
จริงๆ แล้ว เราควรจะมี “สัญญา” มีความสำคัญหมายรู้อย่างนี้หรือว่าคนอื่นเป็น “มิคะ” ทำร้ายกัน หรือว่าเราเองจะต้องตกเป็น “มิคะ” ถูกทำร้าย ไม่ว่าทางร่างกายหรือถูกทำร้ายทรัพย์สิน มีการเผาบ้าง ระเบิดบ้าง ยิงบ้าง ทั้งๆ ที่ไม่ได้รู้จักหรือมีเรื่องราวกันมาก่อน และเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
ในทางธรรมนั้น มีคำจำกัดความเกี่ยวกับการเป็น “มนุษย์” (ซึ่งในที่นี้หมายถึง มนุษย์ในชมพูทวีป) ดังนี้
มนุษย์นั้นได้ชื่อว่า “มนุษย์” เพราะ “มีใจรุ่งเรืองและกล้าแข็ง” (มโน อุสฺสนฺนํ เอเตสนฺติ มนุสฺสา) ซึ่งเป็นไปได้ทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว ฝ่ายดีคือ สามารถทำให้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ทำฌาน ทำ อภิญญาได้ เป็นต้น ส่วนฝ่ายไม่ดี คือ ทำชั่ว อย่างยิ่งได้ เช่น การฆ่าบิดามารดา ฆ่าพระอรหันต์ ทำสังฆเภท เป็นต้น
อีกความหมายหนึ่งคือ มนุษย์นั้นได้ชื่อว่า “มนุษย์” เพราะ “มีความเข้าใจในสิ่งเป็นเหตุอันสมควรและไม่สมควร” (การณาการณํ มนติ ชานาตีติ มนุสฺโส) มนุษย์ย่อมเข้าใจเหตุ ซึ่งหมายถึง ทั้งเหตุ ที่เป็น นามธรรม และเหตุที่เป็น รูปธรรม มนุษย์ย่อมมีความรู้ความเข้าใจได้ตามสมควร
ความหมายสุดท้าย คือ มนุษย์นั้นได้ชื่อว่า “มนุษย์” เพราะ “เข้าใจในสิ่งที่มีประโยชน์ และไม่มีประโยชน์” (อตฺถานตฺถํ มนติ ชานาตีติ มนุสฺโส) มนุษย์มีความเข้าใจว่า การพูด การคิด การทำอย่างไรนี้ดี จะมีประโยชน์อย่างนี้ การพูด การคิดอย่างนี้ไม่ดี ไม่มีประโยชน์ เป็นต้น ประโยชน์ในที่นี้ ประกอบด้วย ประโยชน์ ที่เป็นโลกิยประโยชน์ (ได้แก่ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข หรือ มนุษย์สมบัติ เทวสมบัติ เป็นต้น) กับ โลกุตตรประโยชน์ (ได้แก่ กุศลและความรู้ในธรรม หรือเป็นอริยะและสัปปุรุษตั้งแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าลงมา)
จะเห็นได้ว่าจากคำจำกัดความทั้งสามนั้น มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีศักยภาพที่จะเลือก ทำดี หรือทำชั่ว ก็ได้ มีใจกล้าที่จะทำดีสุดๆ หรือทำไม่ดีสุดๆ ตามที่ตนเลือกก็ได้ และมีความเข้าใจถึงเหตุผลและสิ่งที่เป็นประโยชน์ไม่เป็นประโยชน์เป็นทุนเดิมอยู่ในใจ คือ มีสามัญสำนึกที่ดีนั่นเอง การทำไม่ดี หรือทำความชั่วของมนุษย์นั้น ก็เป็นเพราะมนุษย์ปล่อยให้จิตใจตกอยู่ในอำนาจของ อกุศล ให้กิเลสต่างๆ เข้ามาปรุงแต่งจิตใจ มี ความโลภ ความโกรธ และความหลง เป็นตัวหลัก
เมื่ออกุศลเข้าประกอบกับจิตใจ กุศลหรือความดีก็ไม่สามารถเข้ามาในจิตใจได้ ดังนั้น มนุษย์ควรต้องระมัดระวัง ที่ต้องระวังที่สุดก็คือ ระวังจิตใจของเรานั่นเอง อย่าให้ตกไปในฝ่ายอกุศล เพราะเมื่อใจเป็นอกุศลเสียแล้ว การพูดและการกระทำก็จะเป็นอกุศลเช่นกัน เมื่อตกอยู่ในอำนาจของความโลภ ความโกรธ เป็นต้น ก็สามารถทำชั่วได้มากมาย
ดังนั้น ในสถานการณ์ที่เป็นช่วงที่หลายคนเรียกว่า “มิคสัญญี” เช่นนี้ ขอเราทุกคนพยายามใช้ความเป็นมนุษย์ในด้านที่ดี ให้มีความกล้าหาญในการทำความดี ไม่ใช่ทำความชั่ว เพราะไม่ว่าจะมีเหตุผลใดๆ ก็ไม่ควรทำความชั่วเลย เพราะความชั่วเมื่อทำแล้วก็จะเป็นความชั่วอยู่นั่นเอง ความชั่วนอกจากจะทำให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อนแล้ว ในอนาคตเมื่อเหตุปัจจัยเหมาะสม ผลร้ายหรือที่เรียกว่าวิบากกรรมก็จะตกอยู่กับผู้กระทำเอง พยายามคิดพิจารณาด้วยเหตุด้วยผล อย่าได้เบียดเบียนกัน ไม่ว่าด้วยทางกาย หรือทางวาจา ควรพิจารณาว่าอะไรเป็นประโยชน์อะไรไม่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง การทำร้ายเบียดเบียนผู้อื่นนั้นเป็นโทษอย่างยิ่งไม่เป็นประโยชน์เลย การช่วยเหลือ การให้อภัยต่อกันนั้นเป็นเรื่องดี
หากค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทำ พิจารณาโดยแยบคาย และทำเฉพาะสิ่งที่เป็นบุญกุศล สังคมของเราก็จะออกจากสภาพ มิคสัญญีได้ ...







