
พร้อมไหม 1 มิ.ย. สอบใบขับขี่ใหม่ เข้มเฮี้ยบ
ใบขับขี่จำนวนหลายสิบล้านใบที่อยู่ในกระเป๋าหรือในรถยนต์ของคนไทย ต่อไปนี้ใครที่ต้องการ
โดย...กองบรรณาธิการ
ใบขับขี่จำนวนหลายสิบล้านใบที่อยู่ในกระเป๋าหรือในรถยนต์ของคนไทย ต่อไปนี้ใครที่ต้องการสอบใบขับขี่ใหม่จะต้องมีการเข้มงวดกับข้อสอบมากยิ่งขึ้นตามที่กรมการขนส่งทางบกมีความปรารถนาต้องการ ด้วยมุ่งหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบนท้องถนนของเมืองไทย เพื่อให้สังคมถนนของบ้านเรามีระเบียบวินัยมากยิ่งขึ้น
โดยเริ่มวันที่ 1 มิ.ย. 2557 เป็นต้นไป กรมการขนส่งทางบกได้ปรับหลักเกณฑ์ใหม่สำหรับประชาชนที่ต้องการขอใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ ทั้งรถยนต์ส่วนบุคคลและรถโดยสารสาธารณะ ทำให้การทำใบอนุญาตขับขี่ยากขึ้นกว่าเดิม
เริ่มจากมีการตรวจสอบร่างกาย ทดสอบสมรรถภาพของร่างกาย รวมถึงการเพิ่มชั่วโมงการอบรมให้มากกว่าเดิมที่อยู่แค่เพียงครึ่งวัน ที่สำคัญการสอบข้อเขียนต้องผ่านการทดสอบ 90% และจะเป็นการทดสอบที่ยากขึ้นกว่าเดิม ผู้ขับขี่ต้องใส่ใจการอบรมถึงจะมีโอกาสสอบผ่าน
กระบวนการทั้งหมดที่เป็นข่าวครึกโครมว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง นับว่าเป็นเรื่องที่ทำให้สังคมเกิดการกระตุ้นตัวเอง โดยเฉพาะบรรดาวัยรุ่นมือใหม่ที่ได้จับรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการสอบใบขับขี่ที่จะเข้มข้นกว่าเดิม
อัฌษไธค์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ขยายความว่า กรมฯ ได้ปรับหลักสูตรการอบรมเพื่อขอรับใบอนุญาตขับรถยนต์ใหม่ให้มีเนื้อหาครอบคลุมการขับขี่ที่ปลอดภัย ข้อควรระวัง กฎระเบียบต่างๆ ให้เข้มข้นมากขึ้น พร้อมกับเพิ่มจำนวนข้อสอบจาก 30 ข้อ เป็น 50 ข้อ และกำหนดให้ผู้ผ่านการทดสอบภาคทฤษฎีต้องผ่านเกณฑ์การสอบจาก 75% เป็น 90% หรือต้องทำข้อสอบถูกไม่น้อยกว่า 45 ข้อ เพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานความรู้ ความเข้าใจ ของผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถยนต์
ทั้งนี้ จากสถิติการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน พบว่า สาเหตุสำคัญของอุบัติเหตุทางถนนยังคงเกิดจากการขาดวินัยและสำนึกที่ดีในการขับขี่ รวมถึงการขาดความระมัดระวังในการใช้รถใช้ถนน จึงต้องปรับหลักสูตรให้มีความรู้ ความเข้าใจ ในการขับขี่ที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง อีกทั้งจะนำข้อสอบที่ใช้หมุนเวียนในการทดสอบภาคทฤษฎีทั้งหมด 1,000 ข้อ ออกเผยแพร่ทางเว็บไซต์ www.dlt.go.th เพื่อให้ประชาชนได้ศึกษา
อัฌษไธค์ ย้ำว่า ปัจจุบันมีผู้ประสงค์ขอรับใบอนุญาตขับรถยนต์และรถจักรยานยนต์จำนวนมาก เมื่อเทียบกับบุคลากรและสถานที่ของกรมการขนส่งทางบก ส่งผลให้ประชาชนไม่ได้รับความสะดวก ต้องรอคิวอบรมและทดสอบเป็นเวลานาน ดังนั้น เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับประชาชน กรมฯ จึงมอบหมายให้สำนักงานขนส่งจังหวัดทุกจังหวัดประสานและซักซ้อมความเข้าใจกับสถาบันการศึกษาภาครัฐที่มีมาตรฐานและมีความพร้อมภายในจังหวัด เพื่อดำเนินการจัดอบรมภาคทฤษฎีตามหลักสูตรที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด ให้กับผู้ที่ประสงค์ขอรับใบอนุญาตขับรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ทั้งกรณีการขอรับใบอนุญาตขับรถใหม่และการต่ออายุใบอนุญาตขับรถ
สำหรับค่าใช้จ่ายอาจไม่มีค่าใช้จ่าย หรือหากมีก็ให้คิดอัตราค่าอบรมได้ไม่เกินอัตราตามที่กรมฯ กำหนด ซึ่งเมื่อถึงวันที่ 1 มิ.ย. 2557 จะต้องมีสถานศึกษาอย่างน้อย 1 แห่งในแต่ละจังหวัดที่สามารถดำเนินการอบรมภาคทฤษฎีแทนกรมการขนส่งทางบกได้ โดยผู้ที่ผ่านการอบรมสามารถนำหลักฐานมาแสดงเพื่อขอเข้ารับการทดสอบข้อเขียนและทดสอบขับรถกับกรมการขนส่งทางบกได้ต่อไป ทั้งนี้ สถาบันการศึกษาภาครัฐที่สนใจยื่นเอกสารเพื่อประกอบการพิจารณา สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่สำนักงานขนส่งจังหวัดทั่วประเทศ
แต่อีกมุมจากฝั่งของตำรวจจราจร โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองที่มีรถติดและปัญหาจราจรอันดับต้นๆ ของโลก การสอบใบขับขี่ที่เข้มข้นในรูปแบบใหม่จะมีผลดีอย่างไรออกมาบ้าง
คนที่ให้คำตอบได้ดีที่สุดคือตำรวจจราจรที่จัดการบริหารท้องถนนเมืองหลวง พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก ผู้บังคับการตำรวจจราจร (ผบก.จร.) มองว่าการสอบใบขับขี่แบบใหม่คงจะไม่มีผลมากนักหากตัวผู้ขับขี่เองยังไม่ปรับเปลี่ยนนิสัยและไม่เคารพกฎจราจร
พล.ต.ต.จิรสันต์ เกริ่นอย่างน่าสนใจว่า ความเครียดบนท้องถนน ปัญหาจราจรมันมีอยู่แล้ว ตัวบุคคลก็มีปัญหาเช่นกัน ต่อให้การสอบใบขับขี่เข้มงวดแค่ไหน แต่เรื่องมารยาทการขับขี่เป็นสิ่งที่มาสอนหรือบังคับกันไม่ได้ มันต้องปลูกฝังอยู่ในจิตใจของผู้ขับขี่กันเอง
มุมมองของตำรวจเองแน่นอนว่าในท้องถนนปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นมีอยู่ 2 แบบ คือปัญหาจราจรและปัญหาของอุบัติเหตุ องค์ประกอบของปัญหามีอยู่ 3 อย่าง คือ ตัวของท้องถนน ตัวรถ และตัวผู้ขับขี่ ทั้งนี้ ปัญหาของรถยนต์หรือปัญหาของท้องถนนเป็นเรื่องเพียงน้อยนิดที่จะเป็นสาเหตุของปัญหาได้ แต่ตัวผู้ขับขี่เองที่เป็นเรื่องใหญ่ เรียกว่าเป็นสาเหตุของปัญหาอุบัติเหตุ และปัญหาการจราจรบนท้องถนนเมืองกรุงประมาณได้เป็นตัวเลขก็ราว 90% ของปัญหาทั้งหมดที่เกิดจากตัวผู้ขับขี่
ผบก.จร.อธิบายต่อว่า การขับขี่รถได้บนท้องถนนก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่หลายคนยัง “ขับขี่ไม่เป็น” คือ “ขับได้” กับ “ขับเป็น” มันคนละเรื่องกัน อีกอย่างคือการปฏิบัติตามกฎจราจรที่ถือเป็นเรื่องสำคัญ คือประชาชนยังไม่เคร่งครัดกับตัวเองเพียงพอ ปัญหาเลยเกิด คือไปไหนก็ไปได้แต่ทำผิดกฎหมายเช่นกัน ทั้งขับคร่อมเลนบ้าง หรือไม่คาดเข็มขัดบ้าง แซงในที่ห้ามทั้งคอสะพาน เปลี่ยนเลนปาดกันไปมา คือมันอาจจะไม่เกิดอุบัติเหตุก็ได้ แต่ก็ส่งผลกระทบไปยังการจราจร
เรียกว่าถึงมีใบขับขี่ก็ตาม แต่ถ้ายังขับแบบไม่เคารพกฎจราจร มักง่าย ใบขับขี่ก็ไม่มีประโยชน์อะไร เป็นเพียงบัตรบ่งบอกว่าคุณขับรถได้เท่านั้น แต่มารยาทส่วนตัวจะเป็นสิ่งบ่งบอกว่าคุณขับเป็นหรือไม่ อย่างไรก็ตาม การได้ใบขับขี่มาก็ต้องมีสมรรถภาพในการขับขี่พอสมควร และล่าสุดที่กรมการขนส่งทางบกเข้มงวดในการสอบใบขับขี่มากขึ้น จัดอบรมอย่างเป็นรูปแบบจนชัดเจนให้เข้าใจถึงปัญหาการจราจร การเคารพกฎหมาย ก็ถือเป็นสิ่งดีที่จะทำให้คนขับรถมีประสิทธิภาพมากขึ้น
อีกประการคือ กฎหมายจราจรที่ต้องเข้มงวดแล้ว มารยาท การมีน้ำใจบนท้องถนน ก็เป็นเรื่องสำคัญ บางคนก็ขับดีเยี่ยมถูกกฎหมาย แต่ยังขาดน้ำใจในการขับขี่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล ผมย้ำได้เลยว่ามันต้องมีการปลูกฝังตั้งแต่ระดับครอบครัว สถาบันการศึกษา ให้ปลูกฝังอยู่ในใจ เมื่อรับรู้และทำเป็นประจำการมาขับขี่บนท้องถนนก็จะเป็นเรื่องง่าย และตำรวจก็จะจัดการบริหารได้อย่างไร้ปัญหา ตำรวจคงไปบอกว่าคุณต้องมีมารยาทหรือน้ำใจคงไม่ได้ หากกรมการขนส่งทางบกช่วยปลูกฝังเข้มงวดในกระบวนการสอบใบขับขี่ ก็จะเป็นเรื่องดีที่ช่วยกันเสริมขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง
“เช่นในต่างประเทศอย่างอังกฤษ เป็นต้น กว่าที่พลเมืองเขาจะได้ใบขับขี่ต้องมีการอบรมอย่างน้อย 120 ชั่วโมง เขาเข้มงวดมาก แม้แต่ในประเทศอาเซียนอย่างสิงคโปร์ หากจะซื้อรถยนต์คุณต้องมีใบขับขี่ก่อน ต้องมีประสิทธิภาพที่จะขับรถ แต่บ้านเราไม่มีใบขับขี่ยังออกรถได้เลย คือกระบวนการแบบไทยๆ มันง่ายมาก แต่มีการปรับปรุงก็จะดีขึ้นพอสมควร
ผบก.จร. กล่าวว่า ไม่เชื่อว่าการอบรมของประเทศไทยในการได้มาซึ่งใบขับขี่โดยใช้เวลาอันน้อยนิดจะทำให้ผู้ขับขี่ขับรถได้ดียิ่งขึ้น เพราะยังเชื่อว่ามันต้องมีการปลูกฝังมาอย่างช้านาน ถึงแม้จะเปลี่ยนระบบอย่างไรก็ตาม เรียกง่ายๆ ว่าทุกอย่างมันต้องใช้เวลา
อย่างตำรวจจราจรไม่ได้มีผลอะไรต่อการเปลี่ยนแปลงการสอบใบขับขี่ที่เข้มงวดขึ้น เพราะตำรวจเป็นเพียงปลายทางที่ต้องการมาแก้ไขปัญหา แต่คนที่ต้องรับผลกระทบเต็มๆ จากมารยาทของผู้ขับขี่ คือผู้ขับขี่ด้วยกัน หากไม่มีมารยาทก็จะทำให้ปัญหาไปเจอกับผู้ขับขี่ด้วยกันเอง ไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ บางอย่างไม่ผิดกฎหมาย แต่ก็เป็นเรื่องของมารยาท ซึ่งการอบรมใบขับขี่ไม่ได้มีสอน มันต้องปลูกฝังอยู่ในสามัญสำนึกของตัวผู้ขับขี่เอง
“การปรับระบบการสอบใหม่ผมเห็นด้วย เพราะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แน่นอนว่าทำให้ผู้ขับขี่มีสมรรถนะที่ดีขึ้น น่าจะขับรถได้ดียิ่งขึ้น และเรื่องกฎจราจรก็น่าจะดีขึ้น เพียงแต่ผมอยากเสริมในเรื่องของการมีมารยาทเท่านั้น ซึ่งหากเป็นไปได้ก็จะทำให้ท้องถนนกรุงเทพฯ ไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อหรือเรื่องปวดหัวอีกต่อไป
หากทำได้ก็จะทำให้ปัญหาจราจร รวมถึงอุบัติเหตุเบาบางลง สำคัญสำหรับต้นเหตุของปัญหาคือตัวผู้ขับขี่ การสอบใบขับขี่ที่เข้มข้นขึ้นคงไม่ได้ช่วยเหลือได้ทั้งหมด แต่ก็จะดีขึ้นมาในระดับหนึ่ง ผมคิดอย่างนั้น แต่ก็ยังมีบางส่วนที่ยังเชื่อได้ไม่เต็มที่นัก”
ผบก.จร.ย้ำอีกว่า สิ่งที่เชื่อได้ไม่เต็มที่ต้องรอการพิสูจน์ คือการสอบใบขับขี่แบบใหม่ แน่นอนว่าผู้สอบต้องเรียนรู้กฎจราจรเพิ่มขึ้น แต่จะปฏิบัติตามหรือไม่ก็อีกเรื่องหนึ่ง ทั้งนี้ ไม่ได้ปรามาสแต่ก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์ เพราะหากยังขับขี่กันแบบเดิม การสอบใบขับขี่แบบใหม่ก็ถือว่าไม่ได้ผลอะไร แต่ไม่ได้โทษถึงระบบการสอบ เป็นเรื่องของสามัญสำนึกของผู้ขับขี่เอง
“ผมมองว่าเรื่องนี้สำคัญ เพราะบางคนยังคิดอยู่ว่าแล้วไงล่ะ ทำผิดกฎหมายแล้วจะทำไม อย่างมากก็เสียค่าปรับแค่หลักร้อยบาท ซึ่งความคิดอย่างนี้ผิดมหันต์ เพราะเขาไม่ได้มองถึงปัญหาหรือผลกระทบที่จะตามมาบนท้องถนน หารู้หรือไม่ว่าหากยังคิดแบบนี้หรือทำมักง่ายบนท้องถนน เพียงแค่คุณสตาร์ทรถก็ถือว่าอันตรายได้เกิดขึ้นแล้ว และผลร้ายไม่ได้ตกอยู่กับคนที่ประมาทเพียงอย่างเดียว คนอื่นบนท้องถนนที่ไม่รู้เรื่องก็ต้องพลอยมาเสี่ยงที่จะเดือดร้อนไปกับคนประมาทด้วย ฉะนั้น หากมองว่าใบขับขี่รูปแบบใหม่มาจะทำให้ดีขึ้น มันก็ดีในระดับที่ตัวใบขับขี่หรือการอบรมทำให้ได้ แต่ปัญหามันไม่ได้หมดไป มันยังอยู่กับตัวบุคคลที่ไม่เคารพกฎ หรือไม่มีมารยาทบนท้องถนนอยู่อีก และรถไปไหนคนไม่มีมารยาทก็ไปด้วย ปัญหามันก็ต้องแพร่ขยายออกไป”
พล.ต.ต.จิรสันต์ กล่าวอีกว่า สามัญสำนึกบนท้องถนนเป็นเรื่องส่วนตัว ซึ่งตรงนี้กระบวนการออกใบขับขี่ไม่สามารถออกให้ได้ แต่หากเริ่มต้นปลูกฝังกันมา พ่อขับรถมีมารยาทให้ลูกเห็น บ่งบอกสอนกล่าวในเรื่องดี ในโรงเรียนก็มีการสอนสั่งบ่งบอก สิ่งเหล่านี้ก็จะทำให้คนมีคุณภาพ และมันจะไม่ได้สะท้อนถึงแค่บนท้องถนนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในสังคม ซึ่งจะมีผลที่ดีตามมาด้วย
“แต่คนไทยขณะนี้กลับไปยกย่องคนที่มีเส้นสายว่าเก่ง ทำได้อย่างไร สุดยอด อะไรประมาณนี้ เช่น การไปซื้อใบขับขี่ ถามหน่อยว่าคนไทยหากรู้เรื่องเข้า เขาจะบอกมั้ยว่าทำไมไปซื้อมา หรือทำแบบนี้ได้อย่างไร แต่กลับได้รับคำตอบว่า เก่งนะ มีเส้นสาย แล้วยังไง เราก็ต้องหาทางมีเส้นสายอย่างนั้นบ้าง ดังนั้น คิดแบบนี้มันก็เป็นเรื่องที่แย่”ผบก.จร.ย้ำทิ้งท้าย
ดูเหมือนว่าเหตุผลของ พล.ต.ต.จิรสันต์ จะห่วงมากกว่าการที่หลายคนกังวลในเรื่องสอบใบขับขี่ใหม่ที่เข้มงวด แต่กระบวนการสามัญสำนึกหรือมารยาทบนท้องถนน ถือเป็นอีกเรื่องสำคัญในมุมของตำรวจ
เพราะใบขับขี่ไม่ได้การันตีว่าคุณเคารพกฎจราจร หรือมีน้ำใจบนถนนต่อเพื่อนร่วมทาง จึงกลายเป็นเรื่องตัวบุคคลที่ต้องรู้และทำในสิ่งที่ถูกต้องกันเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ใคร หรือใบขับขี่จะมาบอกสอนกันได้







