
วันยิ่งใหญ่...แห่งเมืองมาดริด
ดราม่าจนหลายคนนอนแทบไม่หลับ สำหรับศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นัดชิงชนะเลิศที่ “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด เถลิงแชมป์ยุโรปใบโตสมัย 10
โดย...มิวโกโตะ
ดราม่าจนหลายคนนอนแทบไม่หลับ สำหรับศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นัดชิงชนะเลิศที่ “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด เถลิงแชมป์ยุโรปใบโตสมัย 10 จากการโกงความตายไล่เจ๊า แอตเลติโก มาดริด ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ จากลูกโหม่งอันเฉียบขาดของ แซร์คิโอ รามอส ก่อนที่ แกเร็ธ เบล, มาเซโล และ คริสเตียโน โรนัลโด จะกระหน่ำเพิ่มจนสกอร์เลยเถิด 4-1 เมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 25 พ.ค. ตามเวลาไทย
สิ่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความกระหายแชมป์ยุโรปสมัยที่ 10 ของทัพ “ราชันชุดขาว” คือการที่เหล่าผู้เล่นโผล่พรวดเข้าไปในห้องแถลงข่าวระหว่างที่ คาร์โล อันเชลอตติ กุนซือของทีมกำลังให้สัมภาษณ์ในห้องแถลงข่าว แน่นอนเป็นใครก็ต้องดีใจแทบคลั่ง เพราะตอนหมด 90 นาที พวกเขายังเป็นผู้แพ้อยู่เลย แต่ไม่กี่นาทีให้หลังก็ได้เฮ และได้ชูถ้วยในที่สุด
หลังลูกทีมเซอร์ไพรส์และออกจากห้อง กุนซือชาวอิตาลีได้ยกย่องนักเตะทุกคนที่สู้ถวายหัว และไม่ยอมแพ้ทั้งที่วินาทีนั้นทุกคนต่างคิดว่าทีมตราหมีคือผู้ชนะ นอกจากนี้ความสำเร็จดังกล่าวส่งผลให้ อันเชลอตติ ได้รับการจดบันทึกเป็นคนที่ 2 ในประวัติศาสตร์ของศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่พาลูกทีมชูถ้วยบิ๊กเอียร์ได้ถึง 3 สมัย เทียบเท่า บ๊อบ เพสลีย์ ตำนานกุนซือลิเวอร์พูล
“ผมมีความสุขมาก เราทำงานอย่างหนักด้วยความยากลำบาก สุดท้ายก็ได้รับผลตอบแทนอันแสนคุ้มค่าและคู่ควร แชมป์ครั้งนี้มีความสำคัญมากๆ เราทุกคนต่างทำงานอย่างหนักมาตลอดทั้งปีเพื่อสิ่งนี้ แกเร็ธ เบล ยอดเยี่ยมมาก เพราะเขาพังประตูที่สำคัญให้เรา ผมมั่นใจว่าเขาจะดีกว่านี้ในฤดูกาลหน้า แต่การคว้าแชมป์เป็นของทุกๆ คนในสโมสร” อันเช กล่าว
เช่นเดียวกับ โรนัลโด ซูเปอร์สตาร์ผู้ซัดจุดโทษปิดท้ายจ่อทุบทุกสถิติในยุโรป ไล่ตั้งแต่ขึ้นแท่นดาวซัลโวในถ้วยยูซีแอลจากการถล่ม 17 ประตู จาก 11 นัดที่ลงเล่น รวมถึงแซงหน้า ลิโอเนล เมสซี ขึ้นรั้งรองอันดับ 2 ทำเนียบประตูรวมสูงสุดตลอดกาลในศึก แชมเปี้ยนส์ ลีก โดยตามหลังตำนานถิ่น ซานเตียโก เบอร์นาบิว อย่าง ราอูล กอนซาเลซ แค่ 3 ประตูเท่านั้น ซึ่งถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ซีซั่นหน้าผู้ชายคนนี้จะผงาดทุกสถิติดาวยิงในยุโรป
“เราคู่ควรที่จะเป็นฝ่ายชนะ ทีมของเราทำได้ดีกว่า พวกเขา (แอต.มาดริด) ไม่ได้มีจังหวะอะไรมากมาย และเราก็ดีกว่าจริงๆ นี่คือฟุตบอล มันมีบางเกมการแข่งขันที่คุณอาจจะพลิกกลับมาชนะได้ในนาทีสุดท้าย และมันก็เกิดขึ้นในวันนี้ แต่แอตเลติโกควรถูกชื่นชมสำหรับฤดูกาลอันยอดเยี่ยมด้วยเช่นกัน” โรนัลโด เผย
ขณะที่เว็บไซต์โกล ดอท คอม วิเคราะห์ถึงความพ่ายแพ้ของทีมตราหมีว่าสาเหตุมาจากการเสี่ยงส่ง ดีเอโก คอสตา แนวรุกคนสำคัญลงเล่นที่ลิสบอน เนื่องจากดาวเตะทีมชาติสเปนบาดเจ็บกล้ามเนื้อต้นขา อีกทั้งการฝึกซ้อมตลอดสัปดาห์กลับเป็นแท็กติกกองกลาง 5 คน พอแข่งจริงเกมจึงดูไม่ไหลลื่นเท่าที่ควร แต่ในมุมผู้เขียนกลับมองว่าทำถูกต้องแล้ว เพราะถ้า คอสตา ควรถูกส่งเป็นตัวสำรองตามที่สื่อดังวิจารณ์ ถ้าอาการเจ็บกำเริบขึ้นมา เท่ากับว่าทีมต้องเสียโควตาเปลี่ยนตัวฟรีๆ หนึ่งตำแหน่ง
อีกหนึ่งดราม่าในจังหวะสุดท้ายก่อนสิ้นเสียงนกหวีด 120 นาที ยังคงเป็นที่ถกเถียงในโลกออนไลน์ คือเหตุการณ์ที่ ราฟาเอล วาราน ปราการหลัง เรอัล มาดริด หวิดมีเรื่องฟาดปากกับ ดีเอโก ซิเมโอเน บิ๊กบอสค่ายตราหมี โดยภาพตัดเข้าไปตอนที่นายใหญ่ชาวอาร์เจนไตน์เดินเข้าไปในสนามด้วยอารมณ์โมโห หลังรายงานระบุว่าเขาถูกถ่มน้ำลายใส่ แต่อีกกระแสหนึ่งก็เห็นใจเซ็นเตอร์ฮาล์ฟชาวฝรั่งเศสที่ถูกเตะลูกบอลอัดก่อน
“เกมการแข่งขันจบลงแล้ว ผมไม่มีอะไรอื่นจะพูดในเรื่องนี้อีก ได้แต่หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเหตุการณ์วันนี้จะช่วยทำให้เขา (วาราน) มีประสบการณ์และได้เรียนรู้มากขึ้น” ซิเมโอเน กล่าวไม่ติดใจ ทว่า กาบี กัปตันทีม แอต.มาดริด กลับจวกว่าเป็นพฤติกรรมของเด็กไม่รู้จักคิด
นอกจากนี้ ซิเมโอเน ยังโชว์แมนด้วยการยกย่องคู่ปรับร่วมเมืองที่สมควรได้แชมป์ไปครอง เพราะสามารถครองเกมกลางสนามได้ตลอดตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังเป็นต้นไป แต่ก็แอบเสียดายเพราะเกือบเป็นผู้ชนะเช่นกัน พร้อมกันนี้ปลอบใจลูกทีมว่าไม่ควรร้องไห้ออกมา เพราะสิ่งที่พิสูจน์ในสนาม โดยการเป็นแชมป์ ลาลีกา สเปน และการเข้าชิงในถ้วยใบใหญ่สุดในยุโรป ควรยืนปรบมือให้ตัวเองแทนที่จะเสียดาย
“เกมนี้ไม่สมควรจบด้วยคราบน้ำตาของผู้แพ้ พวกเขาไม่สมควรโดนตำหนิ คุณสามารถชนะและก็แพ้ได้ วันนี้เราแพ้เพื่อชนะในวันข้างหน้า ฟุตบอลคือสิ่งที่สวยงาม ฟุตบอลสอนบทเรียนที่ล้ำค่าให้เรา ผมขอถือโอกาสนี้ปรบมือให้กับนักเตะทุกๆ คนที่ทุ่มเทจนก้าวมาไกลถึงจุดนี้” นายใหญ่วัย 44 ปี ปลอบขุนพลตราหมี
ณ จุดนี้เห็นด้วยกับสิ่งที่ ซิเมโอเน พูด เพราะสิ่งที่ แอต.มาดริด ทำในซีซั่นนี้มันสะท้อนให้เห็นถึงฟุตบอลที่สวยงาม สิ่งที่พวกเขาทำอาจใช้เป็นแรงบันดาลใจให้กับทีมอื่นๆ ทั่วโลก ว่าหากคุณใจสู้ และมีแนวทางการเล่นที่ชัดเจน ต่อให้มีขุมกำลังเพียงหยิบมือ ก็สามารถประสบความสำเร็จได้ แม้ต้องต่อกรกับสงครามแห่งเงินตราอย่าง บาร์เซโลนา และ เรอัล มาดริด หรือพวกเหล่าทีมเงินถังในถ้วยยุโรป
นับจากนี้หวังว่าประโยค “เราทีมเล็ก อย่าหวังลุ้นแชมป์เลย” คงไม่ใช่ข้ออ้างอีกต่อไป







