
สุคโต (2)
การที่พระองค์ทรงสั่งสอนให้พุทธบริษัทเกิดความรู้ความฉลาดในธรรม แม้พุทธบริษัทจักประพฤติตาม
การที่พระองค์ทรงสั่งสอนให้พุทธบริษัทเกิดความรู้ความฉลาดในธรรม แม้พุทธบริษัทจักประพฤติตามโอวาทคำสั่งสอนของพระองค์ พระองค์ก็ไม่ได้กำไร หรือจะไม่ประพฤติตาม พระองค์ก็ไม่ขาดทุน
เหตุนั้น ประโยคพยายามหรือความปรารถนาของพระพุทธเจ้าและพระขีณาสพเจ้าจึงไม่เป็นทุกข์และไม่เป็นตัณหา จะถือว่าความปรารถนาเป็นตัณหาอย่างเดียวกันหมดไม่ชอบ
ต้องรู้จักแบ่งอย่างนี้จึงจักมีทางพ้นตัณหาได้
ที่แสดงอย่างนี้ก็เพื่อจะให้เข้าใจในบทสุคโต ที่แปลว่า ผู้ไปดีแล้วผู้ถึงดีแล้วนั้น จะได้รู้ว่าเราจะได้จะถึงพระคุณบทนี้ด้วยอาการอย่างไร? เมื่อรู้แล้วก็จักได้ฝึกหัดตนให้ถูกต้องตามทางที่ท่านดำเนินมาแล้ว คือ ให้กำจัดโลภโกรธหลงให้ขาดจากสันดาน พึงตั้งเจตนาวิรัติ ให้ขาดจากจิตต์ทีเดียว
ให้คิดว่าพระพุทธเจ้าท่านไม่ประพฤติทุจริต ทางกาย ทางวาจา ทางใจ ฉันใด เราก็ควรประพฤติให้ได้ฉันนั้น คือ ให้มีสติสังวรระวังตนอยู่เสมอ อย่ามีความประมาท เมื่อประพฤติได้เช่นนั้น ก็จักได้ชื่อว่า เป็นผู้ถึงพระคุณของท่านในบทว่าสุคโต ถึงให้เข้าใจอย่างนี้
ถ้าความประพฤติปฏิบัติส่วนใดเป็นสมุทัยแท้ ย่อมให้ผลเป็นทุกข์
ถ้าความประพฤติปฏิบัติส่วนใดเป็นมรรคแล้วย่อมให้ผลเป็นสุข เพราะฉะนั้น เมื่อรู้ว่าโลภ โกรธ หลง เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ต่างๆ เช่นนี้แล้วควรละให้ขาดจากสันดานเสียทีเดียว เราเป็นอะไรเราดีวิเศษอย่างไรจึงจะไม่ละไม่เลิก แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านดีวิเศษกว่าพวกเราท่านยังละเสีย ส่วนพวกเราจะเป็นคนดีกว่าท่าน หรือดีกว่าครูดีกว่าอาจารย์ทีเดียวหรือจึงจะไม่ละเสีย
ให้สังเกตดูข้อประพฤติปฏิบัติของเรา เมื่อทำสิ่งใด เวลาทำอยู่ก็เป็นทุกข์ เวลาได้มาแล้วก็เป็นทุกข์ เวลาสิ่งนั้นเป็นอันตรายไปก็เป็นทุกข์ ถ้าเป็นเช่นนี้เป็นสมุทัยเป็นตัวตัณหา ถ้าส่วนใดไม่ให้ผลอย่างนั้น คือให้ผลเป็นสุข ก็เป็นมรรค เช่น อย่างสตางค์ของเราก็มีอยู่ ข้าวสารที่โรงเจ๊กก็มีอยู่ เมื่อเราหิวเราก็เอาสตางค์ของเราไปซื้อมาหุงกิน เช่นนี้ก็ไม่มีทุกข์และไม่เป็นตัณหาด้วย
ในคุณของพระนิพพานก็มีอยู่ว่า ตณฺหกฺขโย พระนิพพานเป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหา การที่ตัณหาจะสิ้นไปหมดไปได้ ก็ต้องอาศัยการรักษาศีล ซึ่งเป็นเครื่องกำจัดโลภ โกรธ หลง ที่เป็นกิเลสอย่างหยาบ เมื่อศีลเป็นของบริสุทธิ์สะอาดแล้ว ก็เป็นเหตุให้เกิดสมาธิซึ่งเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างกลางเสียได้ กิเลสอย่างกลางก็คือ โลภ โกรธ หลง นี้เอง
กามฉันท์ก็คือความโลภ พยาบาท ก็คือความโกรธ ถีนะมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา ก็คือความหลงนี้เอง เมื่อเรากระทำสมถะและสมาธิให้บริบูรณ์แล้ว ปัญญาคือความรู้จริงเห็นแจ้งก็เกิดขึ้น เมื่อเรากระทำจิตต์ของเราให้บริสุทธิ์สะอาดสมควรแก่น้ำย้อมแล้ว มรรคผลก็จักเกิดขึ้น ความจริง มรรคผลนิพพานก็มีอยู่ในสกลกายของเรานี่แหละ
มรรคผลก็คือตัวของเรานี้เอง ตัวของเราเป็นชาติกายสิทธิ์ เราจะบังคับให้เขาทำกิจการงานอะไรซึ่งไม่เหลือวิสัยได้ทั้งนั้น ในร่างกายของเรานี้เป็นของสำคัญ การที่จะรู้จะเข้าใจในส่วนที่เป็นสังขตะและอสังขตะก็เป็นของยากชั้นหนึ่งแล้ว ยังจะต้องประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องอีกนี้ก็เป็นของยากขึ้นอีกชั้นหนึ่งเพราะเหตุนั้น ควรแล้วที่พุทธบริษัทจะประพฤติปฏิบัติตามให้ตนเป็นผู้ถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า ในบทว่า สุคโต ผู้ไปดีแล้ว ผู้ถึงดีแล้ว เมื่อบริกรรมภาวนาในพระพุทธคุณบทนี้ ก็พึงให้เข้าใจตามนัยที่ได้แสดงมา ด้วยประการฉะนี้







