
‘ศิลปะในการใช้ชีวิตคู่’ ครอบครัวสวัสดิ์ศรี
ณ ขณะหนึ่งเมื่อพบเจอบุคคลทั้งสองในบ้านไม้หลังเก่า ที่ซ่อนตัวอยู่ลึกเข้าไปข้างทางรถไฟหลักหก
โดย...พงศ์ พริบไหว /รูป กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร
ณ ขณะหนึ่งเมื่อพบเจอบุคคลทั้งสองในบ้านไม้หลังเก่า ที่ซ่อนตัวอยู่ลึกเข้าไปข้างทางรถไฟหลักหก สองชีวิตในบ้านหลังนั้นกำลังนั่งสนทนากันบนโต๊ะที่เต็มไปด้วยต้นฉบับและกองหนังสือ ทั้งคู่ยิ้มให้กันอย่างมีความสุขเมื่อนั่งเล่าเรื่องราวชีวิตที่ผ่านมา บอกเล่าถึงการครองคู่และการเติมเต็มซึ่งกันจนค้นพบความสุข ราวกับว่าได้นั่งมองโมงยามหนึ่งของครอบครัวสวัสดิ์ศรี ในห้วงที่งดงามที่สุดก็ว่าได้
ทั้งคู่หลงเสน่ห์กันและกันด้วยตัวหนังสือ ตลอดระยะเวลาที่อยู่ด้วยกันมา นอกจากการทำงานด้านหนังสือประคับประคองครอบครัวแล้ว ทั้งสองไม่เคยคิดหันไปหาวิชาชีพอื่นเลย และนั่นเองเป็นสิ่งที่เชื่อมให้ทั้งเขาและเธออยู่ด้วยกันได้อย่างไม่มีเงื่อนไข และมันก็ยาวนานมาจนถึงวันนี้...
คนหนึ่งชื่อ สุชาติ สวัสดิ์ศรี เป็นบรรณาธิการซึ่งใครๆ ต่างยอมรับนับถือในฝีมือ ผู้ผ่านเกิดนักเขียนซีไรต์หลายนาม อีกคนชื่อ วรรณา สวัสดิ์ศรี หรือที่รู้จักกันดีในนาม “ศรีดาวเรือง” นักเขียนหญิงเจ้าของรางวัลศรีบูรพาคนล่าสุด ทั้งคู่เป็นครอบครัวศิลปินขนานแท้ ที่ทำงานเกี่ยวกับหนังสือหนังหาอย่างต่อเนื่อง ในแง่ของผลงานของทั้งคู่ใครๆ ต่างรู้ดีถึงคุณูปการ ทว่าในมุมของความรักและการทำงานร่วมกัน ก็ดูจะมีสีสันและแง่งามน่าสนใจไม่แพ้กัน
ความรักของสุชาติ สวัสดิ์ศรี
ทั้งสองพบเจอกันเมื่อ 40 ปีที่แล้ว หลังจากเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 ในห้วงที่บรรยากาศเป็นใจให้นักศึกษาและปัญญาชนพบกัน เหตุการณ์หลายครั้งนำพาให้รายละเอียดของชีวิตคนทั้งคู่เข้ามาบรรจบจนเกิดเป็นความรัก ซึ่งสุชาติ สวัสดิ์ศรี เล่าให้ฟังถึงเวลานั้นแบบติดตลกว่า
“ผมเองอยากมีเมียสักคน เมื่อรู้จักกับศรีดาวเรืองก็รู้สึกชอบ ตอนนั้นเราทั้งคู่อายุมากแล้ว ผมก็เลยพูดกับเขาง่ายๆ เลยว่า ขอไปอยู่ด้วยที่บ้านได้ไหม คือตั้งใจทดลองใช้ชีวิตคู่ดูว่าเราจะไปด้วยกันได้ไหม ผมให้เขาลองไปอ่านหนังสือการแต่งงานในทัศนะใหม่ที่แปลโดยวิทยากร เชียงกูล พอศรีดาวเรืองอ่านเขาก็ตกลง ในสมัยนั้นมันไม่ง่ายนะ จะเจอผู้หญิงที่อยู่ด้วยกันแล้ว ไม่เกิดความรู้สึกว่าต้องเสียต้องเรียกร้อง แต่เราตกลงอยู่ด้วยกันในแบบที่คิดว่าไม่มีใครเสียไม่มีใครได้
“ตอนอยู่กับเขาแรกๆ ไม่คิดจะอยู่ด้วยกันยืดหรอก แต่พอเราอยู่ด้วยกันแบบนั้นมันก็ก้าวหน้าดี เราทั้งคู่ชอบอ่านหนังสือเหมือนกัน และเห็นอะไรในหนังสือคล้ายกัน พอได้มาอยู่ด้วยกันก็กลายเป็นส่วนผสมที่ค่อยๆ เติมเต็มซึ่งกันและกัน พออยู่ด้วยกันมันยิ่งรู้อีกว่า เราทั้งคู่มองไปในทางเดียวกัน อย่างที่ อังตวน เดอ แซงเต็กซูเปรี ผู้เขียนหนังสือเจ้าชายน้อยเคยเขียนไว้ว่า ความรักไม่ใช่การมองตากัน แต่เป็นการมองไปในทางทิศทางเดียว
“คือมันเหมือนกับว่า การใช้ชีวิตคู่ต้องรู้จักเรียนรู้ เพื่อเติมเต็มให้เป็นส่วนหนึ่งของกันและกันให้ได้ และเมื่อทำได้เราทั้งคู่ก็จะเป็นสมบัติของกันและกัน และการที่ผมและศรีดาวเรืองอยู่กันได้อย่างมีความสุข ก็เพราะเราพยายามหาส่วนเติมเต็มของเรา ก่อนจะมาพบกันศรีดาวเรืองมีอะไรหลายๆ อย่างที่ผมขาด เขาเลยเข้ามาช่วยเติมเต็มผมโดยเฉพาะเรื่องงาน เข้ามาช่วยผมในหลายๆ เรื่อง ทั้งเป็นเลขา คนทำสำเนา คนพิมพ์ต้นฉบับ คนถอดเทป เรียกได้ว่าผมใช้เขาคุ้มเลยละ” ผู้ชายเบื้องหน้าพูดประโยคสุดท้ายพลางทิ้งรอยยิ้ม
ความรักของวรรณา สวัสดิ์ศรี
ครั้งนั้นนอกจากการลองใช้วิธีคิดแบบใหม่ในเรื่องของการครบกันแบบไม่ยึดติด ต่อมาทำให้สุชาติกลายเป็นคนที่โชคดีอย่างไม่คาดฝัน ทั้งได้เลขาในบ้านหนำซ้ำยังได้นางฟ้าในบ้านมาคราวเดียวกัน ซึ่งก็ด้วยเพราะศรีดาวเรืองเป็นคนรักการอ่านทั้งยังฝันว่าอยากเป็นนักเขียน ก่อนเจอกับคนรักศรีดาวเรืองเองก็เขียนทั้งเรื่องสั้นและกวีร้อยแก้ว ร้อยกรอง อยู่เป็นประจำ เมื่อมาใช้ชีวิตคู่ ศรีดาวเรืองจึงเข้ามาช่วยงานของบรรณาธิการใหญ่แห่งช่อการะเกดให้คลี่คลาย แม้ดูวุ่นวายเอาเรื่อง แต่เธอเองกลับหลงเสน่ห์และทำเช่นนั้นมาโดยตลอด เป็นเช่นลมใต้ปีกของคนรัก
“เราเขียนหนังสือมาตลอด มีความสุขที่ได้เขียนหนังสือเสมอ คือการทำงานเขียนมันไม่เหมือนกับงานอื่นคือเราได้ทำอะไรที่ต่างไปเสมอ อย่างที่เราเต็มใจทำตรงนี้ก็เพราะว่าได้เรียนรู้ไปทางอ้อม ได้อ่านเรื่องของคนอื่นเวลาพิมพ์ต้นฉบับ ได้อ่านหนังสือที่สุชาติทำ ซึ่งตรงนี้มันมีส่วนช่วยให้เราได้เปิดโลกในเรื่องของการอ่าน เป็นเหมือนแรงผลักให้เรามุ่งมั่นเขียนหนังสือ”
สำหรับสุชาติ สวัสดิ์ศรี อีกนัยหนึ่งคนรักของเขาคือ คน “ชำระความ” ซึ่งหมายถึง คนดูแลต้นฉบับ เนื่องจากเมื่อก่อนต้นฉบับจะเป็นพิมพ์ดีดหรือไม่ก็ลายมือเสียมาก ทำให้การปรับแก้ต้นฉบับสำหรับคนที่พิมพ์ดีดไม่เป็นนั้นยุ่งยาก แต่ศรีดาวเรืองเองกลับทำหน้าที่นั้นได้เป็นอย่างดี แม้ต้นฉบับบางชิ้นจะถูกแก้แล้วแก้อีกหลายสิบรอบเธอเองก็ยังมีความสุขเสมอที่ได้ช่วยทำงาน ทั้งเมี่อมีเวลาว่างเธอเองยังเขียนหนังสือและแปลวรรณกรรมเยาวชนไปด้วยในเวลาเดียวกัน ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าคนรักของเธอเป็นแรงผลักสำคัญในชีวิต
“อย่างทำงานด้วยกันเราก็จะรู้ว่าแกเป็นคนละเอียดจู้จี้ เป็นคนแก้ต้นฉบับบ่อยมาก เราก็พยายามช่วยเขาให้ได้มากที่สุดในทุกเรื่องที่เราทำได้ ทั้งเรื่องงานของเขาทั้งเรื่องในครอบครัว คือมันก็ต้องเรียนรู้จักกันนะไม่ใช่จะต้องอยู่ด้วยกันไปวันๆ เบื่อก็หายกันไป พอเรียนรู้แล้วเมื่อเราเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันได้มันก็ไปด้วยกันได้ คือจริงๆ แล้วความรักสำหรับเรามันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรื่องทรัพย์สินเงินทองหรือสมบัติอะไรเลย คือขอแค่เขาเป็นคนดีก็พอแล้ว
“อย่างอยู่ด้วยกันถึงจุดหนึ่ง เราจะมองออกแล้วว่าเขาเป็นยังไง เขามีส่วนดีมากกว่าส่วนเสียหรือเปล่า คือเราไม่สามารถหาคนที่ดีร้อยเปอร์เซ็นต์ได้หรอกในชีวิต เพราะฉะนั้นเขามีส่วนดีมากกว่าส่วนเสียก็บุญของเราแล้ว เขาอาจเป็นคนเจ้าอารมณ์นะ แต่สุชาติเขารู้จักขอโทษตรงนี้สำคัญที่ทำให้เราอยู่กันได้ บางทีคนอารมณ์ร้อนเขาปึงปังมา ถ้าไม่ขอโทษมันก็จบได้นะ แต่นี้เขารู้จักขอโทษ มันก็ทำให้เราทั้งคู่ไม่ขัดแย้งพอไม่ขัดแย้ง เราต่างคนก็ต่างเป็นตัวของตัวเองมันเลยทำให้เราไปด้วยกันได้” เมื่อต่างคนต่างเข้ามาเปลี่ยนกันและกัน เติมเต็มจนกลายเป็นส่วนเดียวกัน และใช้ชีวิตคู่ดูแลทะนุทะนอมซึ่งกันและกันจวนถึงปลายทางของชีวิต นั่นคงเป็นศิลปะในการใช้ชีวิตคู่ที่สุชาติ สวัสดิ์ศรี เคยกล่าวถึง







