
กูรูยังรู้จักวาง
ได้ยินว่า สมัยที่พระพุทธเจ้ามีพระชนม์อยู่มีพระระดับอาจารย์ใหญ่รูปหนึ่ง มีปัญญามากแตกฉานในคัมภีร์
ได้ยินว่า สมัยที่พระพุทธเจ้ามีพระชนม์อยู่มีพระระดับอาจารย์ใหญ่รูปหนึ่ง มีปัญญามากแตกฉานในคัมภีร์ ในพระไตรปิฎก ทรงจำพระไตรปิฎก จนพระด้วยกันต้องยกเป็น “กูรูพระไตรปิฎก” และท่านเองก็คิดว่าท่านเก่งกว่าใครด้วย
ท่านเป็นอาจารย์บอกธรรมให้กับภิกษุ 500 รูปถึง18 คณะใหญ่ มีลูกศิษย์มากมายในยุคนั้นมาก ใครๆก็กริ่งเกรงในความรู้ของท่านเวลาอธิบายธรรมในพระไตรปิฎก ไม่กล้าพูด ไม่กล้าเถียง
บารมีของท่านมาก ทุกครั้งที่ไปสอนธรรมที่ไหนผู้คนย่อมประจักษ์ในความเป็นพระไตรปิฎกเคลื่อนที่ของท่าน แต่เชื่อไหมถึงท่านจะเป็นสุดยอดแตกฉานในพระไตรปิฎกมากขนาดไหน พระพุทธเจ้ากลับทรงเรียกท่านว่า “คุณใบลานเปล่า”
คำว่า ใบลานเปล่า ที่พระพุทธเจ้าทรงเรียกนั้น หมายความถึงว่า ท่านยังไม่สำเร็จมรรคผลอันใดเลย และท่านก็ไม่มีแนวความคิดที่จะเป็นอริยบุคคล
จะเห็นว่าเวลาที่ท่านไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าและตอนกราบลากลับนั้น ประโยคหนึ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสกับท่านทุกครั้ง คือ “กลับแล้วหรือคุณใบลานเปล่า”
ทุกครั้งที่ได้ยินประโยคนี้ท่านเองก็สงสัยเหตุใดพระพุทธเจ้าจึงต้องตรัสเรียกท่านอย่างนั้น ทั้งๆ ที่เป็นที่รู้กันว่าท่านเป็นพระที่แตกฉานในพระไตรปิฎกทั้งเป็นครูบาอาจารย์สอนทั้งพระและชาวบ้านมีลูกศิษย์ทั่วบ้านทั่วเมือง
ท่านคิดไปคิดมาในสิ่งที่ตัวเองเคยเรียนย้อนไปพิจารณาไป ก็มั่นใจว่า การที่พระพุทธองค์ตรัสเรียกท่านว่า คุณใบลานเปล่า นั่นคงจะเป็นด้วยท่านเป็นพระที่เรียนเฉยๆ ไม่ได้ปฏิบัติ จึงไม่มีคุณวิเศษใดๆ แล้วพอมาสำรวจจิตของตนก็ยังเหมือนกับฆราวาส ฆราวาสยินดีอย่างไรก็ยินดีอย่างนั้น ไม่มีธรรมะอันซึ้งบังเกิดขึ้นในใจ ที่จะมาข่มจิตของตน ให้สงบระงับด้วยการอบรมทั้งหลายได้
เมื่อคิดอย่างนี้ก็เกิดความสลดใจตนเองอยากปฏิบัติขึ้นมาทันใด จึงออกเดินทางไปไกลเกือบสองพันกิโลเมตรเพื่อตามหาอาจารย์ที่จะให้การสงเคราะห์ได้ ซึ่งการที่ต้องเดินทางไกลเกือบสองพันกิโลเมตรนั้น เพราะพระที่ท่านไปหานั้นล้วนเป็นศิษย์ของท่านมาก่อนซึ่งเป็นธรรมดาของลูกศิษย์ ยิ่งถ้ารู้ว่าอาจารย์จะมาขอปฏิบัติในสำนักคือขอเป็นศิษย์นั้นเชื่อว่าไม่มีศิษย์คนไหนจะรับอาจารย์มาเป็นศิษย์แน่
ดังนั้นท่านไปสำนักใดๆ ก็ไม่มีใครกล้ารับเข้าสำนักเพราะท่านมีความรู้มาก มีปัญญามาก ใครๆ ก็ไม่กล้าตักเตือน ไม่กล้าสอน ถึงแม้ว่าท่านนั่งอยู่ที่นั้นๆ จะเทศน์สอนคนก็ยังเกรงกลัวอำนาจของท่าน กลัวว่าจะเทศน์ผิดแล้วท่านทักท้วงขึ้น จนวันหนึ่งท่านเข้าไปในป่าแห่งหนึ่งพบกับพระป่า 30 รูป เดินไปพบพระที่เป็นประธานบอกความต้องการและขอให้รับท่านเป็นศิษย์
ประธานสงฆ์กลับบอกท่านว่า ท่านเป็นถึงธรรมกถึก ไม่ว่าสิ่งใด อะไร เราทั้งหลายก็ต้องอาศัยท่านเรามิบังอาจจะสอนท่านหรอก และเมื่อประธานสงฆ์ปฏิเสธ ท่านก็ไปหาองค์รองลงมาตามลำดับจนถึงรูปสุดท้ายก็แนะนำให้ไปหาสามเณรอายุ 7 ขวบ ซึ่งสามเณร 7 ขวบนี้ไม่ใช่ธรรมดา แต่เป็นพระอรหันต์
ท่านใบลานเปล่าที่ตอนนี้ทิฐิมานะในใจเริ่มไม่มีก็เข้าไปหาสามเณรอริยบุคคลเพื่อขอปฏิบัติด้วย สามเณรก็พูดกับท่านทำนองเดียวกับประธานสงฆ์ แต่ท่านใบลานเปล่าก็รบเร้าสามเณรให้รับเป็นศิษย์ สามเณรเลยตัดบทว่าถ้าจะปฏิบัติจริงๆ ต้องเชื่อและทำตามที่บอก พระใบลานเปล่าตกลงทุกอย่าง
สามเณรจึงทดลองว่าท่านยังมีทิฐิมานะอยู่หรือเปล่า จึงให้ท่านห่มผ้าแล้วสั่งให้ลงไปยืนแช่อยู่ในหนองน้ำที่เต็มไปด้วยโคลนตมเป็นเวลาสมควรก่อนที่จะสั่งให้ขึ้นมา ปรากฏว่าท่านใบลานเปล่ายินดีปฏิบัติตามแสดงให้เห็นว่าท่านละทิฐิมานะในใจได้แล้ว
เมื่อท่านขึ้นมาจากหนองน้ำสามเณรจึงสอนท่านใช้วิธีกำหนดอารมณ์ ให้รู้จักจิตของตน รู้จักอารมณ์ของตน โดยได้ยกอุบายอันหนึ่งขึ้นมาว่า ให้ใช้วิธีที่คนจะจับเหี้ย
สมมติเหี้ยตัวหนึ่งเข้าไปในโพรงจอมปลวกซึ่งมีรูอยู่หกรู ทำอย่างไรจึงจะจับมันได้ จะต้องเอาอะไรก็ได้มาปิดรูไว้ห้ารูเหลือรูเดียวสำหรับให้เหี้ยออกแล้วให้นั่งจ้องมองอยู่ที่รูนั้น ครั้นเหี้ยวิ่งออกก็จับอันนี้ฉันใดการกำหนดจิตก็ฉันนั้น ตาก็ปิดไว้ หูก็ปิดไว้ จมูกก็ปิดไว้ ลิ้นก็ปิดไว้ กายก็ปิด เหลือแต่จิตอันเดียว ตา หู จมูก ลิ้น กาย ปิดมันไว้ ให้กำหนดจิตอย่างเดียว
ท่านก็ส่งจิตไปตามที่สามเณรสอนอย่างมั่นคงพระพุทธเจ้าซึ่งอยู่ห่างเกือบสองพันกิโลเมตรทรงเห็นเหตุการณ์นี้ด้วยพระญาณจึงเปล่งพระรัศมีไปปรากฏต่อหน้าพระใบลานเปล่าพร้อมตรัสข้อธรรมสั้นๆ สิ้นสุดพระพุทธดำรัสท่านใบลานเปล่าก็สำเร็จอรหัตผล
สิ่งที่เห็นจากเรื่องนี้ ท่านเชื่อไหมว่า คนที่มีความรู้มากๆ ขั้นผู้เชี่ยวชาญไม่ว่าจะด้านกฎหมายหรืออะไรก็ตามมักจะมีทิฐิมานะว่าตนเก่ง คิดว่าตนพูดอะไรคนอื่นต้องฟัง หรือของตนต้องถูกต้อง แต่ท่านเชื่อไหมบางครั้งทิฐิมานะก็ทำให้บ้านเมืองพังได้
ถ้าคนแบบนี้เป็นแบบพระคุณเจ้าใบลานเปล่าคงดีไม่น้อย แบบว่าหัดรู้จักละหัดจักวางทิฐิมานะเสียบ้างบ้านเมืองจะเดินหน้าได้







