11 พ.ค. 1981 บ็อบ มาร์เลย์ เสียชีวิต
หลังประสบความสำเร็จกับคอนเสิร์ตในมหานครนิวยอร์ก ไม่กี่วันถัดมา “บ็อบ มาร์เลย์”
โดย...พชร
หลังประสบความสำเร็จกับคอนเสิร์ตในมหานครนิวยอร์ก ไม่กี่วันถัดมา “บ็อบ มาร์เลย์” ก็ล้มลงขณะวิ่งออกกำลังกายอยู่ในเซ็นทรัล ปาร์ก แพทย์วินิจฉัยว่าเชื้อมะเร็งซึ่งเริ่มต้นจากแผลที่เท้าได้แพร่กระจายไปยังสมอง ตับ และปอดของเขา เวลาผ่านไป 7 เดือนเศษ ในวันที่ 11 พ.ค. 1981 บ็อบ มาร์เลย์ บิดาแห่งดนตรีเร็กเก้เสียชีวิตในโรงพยาบาลที่ไมอามี ฟลอริดา ขณะอายุเพียง 36 ปี
เนสตา โรเบิร์ต มาร์เลย์ เกิดในวันที่ 6 ก.พ. 1945 ที่ชนบทในจาเมกา เมื่ออายุ 9 ขวบ เขาย้ายไปอยู่เทรนช์ ทาวน์ เมืองสลัมทางตะวันตกของคิงส์ตัน เขาได้พบและเป็นเพื่อนกับเนวิลล์ “บันนี” ลิฟวิงสตัน (ภายหลังใช้ชื่อว่า บันนี เวเลอร์) และปีเตอร์ แมคอินทอช (ต่อมาใช้ชื่อว่า ปีเตอร์ ทอช) ตอนอายุ 14 ปี บ็อบออกจากโรงเรียนไปเล่นดนตรี เวลานั้นจาเมกากำลังอยู่ในช่วงความคิดสร้างสรรค์ทางดนตรีเบ่งบาน พวกเขานำดนตรีอเมริกันที่ได้ฟังผ่านรายการวิทยุมาสร้างสรรค์ผสมผสานกับดนตรีพื้นเมืองกลายเป็นงานดนตรีที่เรียกว่า สกา อันเป็นต้นธารของเร็กเก้ ซึ่งเกิดตามมาในปลายทศวรรษ 1960
บ็อบ มาร์เลย์ บันนี เวเลอร์ และปีเตอร์ ทอช แสดงดนตรีด้วยกันในชื่อวงเดอะ เวเลอร์ส ก่อนที่สังกัดไอส์แลนด์ เรคคอร์ดส์ จะเซ็นสัญญาให้พวกเขาทำผลงานและกลายเป็นที่รู้จักระดับนานาชาติในปี 1970 กับอัลบั้ม Catch a Fire (ปี 1972) และ Burnin’ (ปี1973) เมื่อ เอริค แคลปตัน นำเพลง I Shot The Sheriff ของพวกเขาไปคัฟเวอร์จึงทำให้เดอะ เวเลอร์ส เป็นที่รู้จักมากขึ้น เมื่อเพื่อนๆ ออกจากวงไป บ็อบ มาร์เลย์ ยังคงทำงานเพลงต่อ เขาออกอัลบั้มมาหลายชุด เพลงเด่นก็อย่างเช่น Jamming, Waiting In Vain, One Love/People Get Ready, Is This Love, Sun Is Shining, Could You Be Loved, Redemption Song etc.
ขณะที่ บ็อบ มาร์เลย์ ยังมีชีวิตอยู่ บทเพลงของเขาไม่เป็นที่นิยมมากนักในอเมริกา แต่มรดกที่เขาทิ้งไว้ยิ่งมีชื่อเสียงเพิ่มขึ้นๆ หลังจากที่เสียชีวิตในวันนี้เมื่อปี 1981


