posttoday
มองแนวเลื่อนพิภพผ่านพิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยา

มองแนวเลื่อนพิภพผ่านพิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยา

11 พฤษภาคม 2557

เรารู้จักสิ่งต่างๆ มากมายรอบตัวเรา แต่เราแทบจะไม่รู้จักแผ่นดินที่เราอาศัยอยู่เลย

โดย...โยธิน อยู่จงดี

เรารู้จักสิ่งต่างๆ มากมายรอบตัวเรา แต่เราแทบจะไม่รู้จักแผ่นดินที่เราอาศัยอยู่เลย เพราะเราได้อาศัยบนแผ่นดินที่มีความสงบร่มเย็น จนกระทั่งแผ่นดินไหวครั้งล่าสุดที่ จ.เชียงราย ก็ทำให้เรากลับมาระลึกอีกครั้งว่า แผ่นดินไหวไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวสำหรับคนไทยอีกต่อไป เราจึงเดินทางไปที่ พิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยา เพื่อเรียนรู้เรื่องราวแผ่นดินไหว รวมทั้งทรัพย์ในดินของประเทศไทยให้ดีกว่าเดิม

พิพิธภัณฑ์เก่าแก่แต่สมัยรัชกาลที่ 6

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่ภายในบริเวณกรมทรัพยากรธรณี ถนนพระราม 6 ใกล้กับโรงพยาบาลสงฆ์ หลายคนได้แต่ขับรถผ่านไปมา บ้างก็มาต่อรถเมล์ โดยที่ไม่รู้เลยว่าภายในมีพิพิธภัณฑ์ระดับประเทศให้เข้าชมฟรี ทั้งที่มีรูปปั้นไดโนเสาร์ ไทแรนโนซอรัส ยืนเรียกความสนใจจนเหงือกแห้ง

มองแนวเลื่อนพิภพผ่านพิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยา

 

ก่อนที่เราจะได้เข้าไป ภาพในหัวที่คิดไว้น่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีแต่หินและป้ายนิทรรศการ แต่พอเข้าไปแล้วกลับเป็นคนละเรื่องกับที่เราคิด ภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดวางระบบการเล่าเรื่องราวของธรณีวิทยาไว้ได้อย่างน่าสนใจ รวมทั้งที่มาที่ไปของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ที่ถือกำเนิดในรัชกาลที่ 6 เมื่อปี 2476 โดยกรมราชโลหกิจและภูมิวิทยา กระทรวงเกษตราธิการ ซึ่งเป็นชื่อกรมกองในสมัยนั้นได้สั่งเอาแร่หินจากต่างประเทศเข้ามาจัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยา

นอกจากหินแร่แล้ว ก็ยังมีอุปกรณ์และเครื่องมือการสำรวจทางธรณีวิทยาเข้ามาสำรวจแผ่นดินไทยเมื่อ 81 ปี ก่อนที่เครื่องมือการสำรวจจะนำไปใช้ในการเรียนการสอนในคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่วนตัวพิพิธภัณฑ์เองในยุคแรกก็ใช้ชื่อว่าพิพิธภัณฑ์แร่และหิน ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อมาเป็นพิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยา ในปี 2548 โดยนำเอาองค์ความรู้ด้านธรณีวิทยาที่ได้สำรวจมาทั้งหมด รวมทั้งการขุดพบซากไดโนเสาร์ของประเทศไทยมาจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้

มองแนวเลื่อนพิภพผ่านพิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยา

 

รู้จักแผ่นดินไหวผ่านโมเดลจำลอง

หลังจากเราเซ็นชื่อและรับเอกสารความรู้ประกอบการชมพิพิธภัณฑ์ แสงไฟสลัวก็พาเราไปพบกับโมเดลผ่าโลกที่แสดงให้เห็นถึงชั้นต่างๆ ของโลก ตั้งแต่เปลือกโลก เนื้อโลก ไปจนถึงแกนกลางของโลก ทำให้เรารู้ว่าเราอาศัยอยู่บนเปลือกโลกที่มีความเปราะบางไม่ต่างจากเปลือกผิวส้ม และเปลือกโลกของเราก็ไม่เคยหยุดนิ่ง แต่ขยับตัวอยู่ตลอดเวลาอย่างช้าๆ แต่ทว่าทรงพลังอย่างยิ่งยวด

ในตู้จัดแสดงถัดมาจากโมเดลผ่าโลกก็แสดงให้เห็นถึงแผ่นดินเมื่อหลายร้อยล้านปีก่อนที่ยังเกิดมาเป็นแผ่นดินผืนเดียวกัน ก่อนจะแยกตัวออกจากกันตามแรงโน้มถ่วงและแรงดันของแม็กม่าใต้พิภพ ซึ่งดูเหมือนว่าเด็กๆ จะรู้สึกสนุกมากเป็นพิเศษกับการแยกแผ่นทวีปออกจากกันและนำกลับมารวมเข้ากันใหม่

มองแนวเลื่อนพิภพผ่านพิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยา

 

แล้วเปลือกโลกเคลื่อนตัวอย่างไร พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้นำเสนอการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกไว้ทั้งหมด 3 แบบ ตามทฤษฎีก็คือ ให้ผู้ทัศนศึกษาทดลองหมุนเพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของแผ่นดินด้วยมือตัวเอง

1.แพลตแยกจากกัน เกิดจากแม็กม่าดันให้แผ่นดินแยกออกจากกันมักเกิดกลางมหาสมุทร ทำให้ปรากฏแนวสันเขาใต้ทะเล

2.แพลตชนกัน แผ่นทวีปเคลื่อนตัวเข้าหากันโดยแผ่นที่มีความหนาแน่นสูงกว่าจะมุดตัวลงและเกยแผ่นที่มีความหนาแน่นน้อยกว่าให้สูงขึ้นกลายเป็นแนว

มองแนวเลื่อนพิภพผ่านพิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยา

 

3.แพลตเฉือนกัน เป็นรอยเลื่อนขนาดใหญ่เคลื่อนที่ในแนวระนาบ ทำให้เกิดแผ่นดินแยกหรือทรุดตัวตามรอยเลื่อน ซึ่งรอยเลื่อนแบบนี้พบได้ทางภาคเหนือของประเทศไทย ซึ่งทำให้เกิดแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 5 พ.ค.ที่ผ่านมานี่เอง และแน่นอนว่ารูปแบบการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกก็มีให้เราได้หมุนโมเดลการเคลื่อนที่ของเปลือกโลกด้วยมือตัวเอง

เมื่อหันมองกลับไปข้างหลังก็พบว่ามีประชาชนทยอยกันเข้ามาชมอยู่ไม่ขาดสาย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนไทยเราเริ่มให้ความสนใจกับการเข้าชมพิพิธภัณฑ์ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงความรู้กันแล้ว

มองแนวเลื่อนพิภพผ่านพิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยา

 

ทรัพย์ในดินสินในน้ำ

ส่วนถัดมาหลังจากสนุกกับการเคลื่อนแผ่นเปลือกโลกจำลอง ก็มาถึงส่วนแสดงแร่หินทั้งที่พบในประเทศและนำเข้าจากต่างประเทศ ติดป้ายชื่อจัดวางไว้อย่างเป็นระบบ แต่ครั้นจะให้เราดูหินเพียงอย่างเดียวก็คงดูน่าเบื่อเกินไป พิพิธภัณฑ์จึงทำการแบ่ง 2 ด้านของทางเดิน โดยด้านซ้ายจัดวางเรียงหินแร่ส่องไฟจนดูเลอค่า ด้านขวาสร้างโมเดลจำลองเหมืองขุดสายแร่ชนิดต่างๆ ที่มนุษย์เราช่างใช้วิชาความรู้สรรหาแร่ล้ำค่ามาสร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศ ตั้งแต่เหมืองขุดสายแร่ทั่วไป เจาะอุโมงค์ การทำเหมืองด้วยเครื่องจักรยักษ์ทำลายภูเขาทั้งลูก หรือกระทั่งเรือขุดสายแร่กลางมหาสมุทร ไล่มาจนถึงกระบวนการถลุงเหล็กจากแร่เหล็กมาเป็นเหล็กที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันต้องผ่านอะไรมาบ้าง รวมทั้งแหล่งขุดเจาะน้ำมันในประเทศไทยที่สำคัญๆ ซึ่งแม้จะเป็นเพียงโมเดลแต่ก็ดูน่าตื่นตาตื่นใจไม่น้อย

ถัดมาจากแร่หิน เด็กๆ ที่เข้ามาชมก็ตื่นตาตื่นใจกันอีกครั้งกับซากไดโนเสาร์ที่มีการขุดพบในประเทศไทยของเราเอง ซึ่งประเทศไทยได้ขุดพบกระดูกไดโนเสาร์ชิ้นแรกเมื่อปี 2519 โดย สุธรรม แย้มนิยม นักสำรวจโครงการสำรวจแร่ยูเรเนี่ยม ที่ อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น เป็นกระดูกของไดโนเสาร์กินพืชซอโรพอด จากนั้นไม่กี่ปีการสำรวจก็เริ่มอย่างจริงจัง โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงการต่างประเทศของฝรั่งเศส ในการร่วมทีมสำรวจและเงินทุนวิจัยไดโนเสาร์ประเทศไทย ผ่านการจำลองพื้นที่ขุดและชิ้นกระดูกไดโนเสาร์ของจริงที่นำมาจัดแสดงให้เด็กได้มองด้วยดวงตาเบิกโพลง

มองแนวเลื่อนพิภพผ่านพิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยา

 

ภัยพิบัติของประเทศไทย

มาถึงโซนสุดท้ายของพิพิธภัณฑ์ก็คือโซนธรณีพิบัติภัย ที่จะบอกให้กับคนไทยได้รู้ว่าประเทศไทยนั้นก็เกิดธรณีพิบัติภัยตามธรรมชาติเหมือนกับประเทศอื่นๆ ตั้งแต่แผ่นดินไหว แผ่นดินยุบ แผ่นดินสไลด์ตัว ไปจนถึงการเกิดคลื่นสึนามิและภาพแสดงรอยเลื่อนแผ่นดินไหวของประเทศไทย

เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์อธิบายถึงธรณีพิบัติภัยว่าคนไทยไม่เคยตระหนักถึงภัยธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหว โดยสร้างบ้านเรือนและอาคารที่ไม่ได้ตามมาตรฐาน

ตึกสูงในกรุงเทพฯ ก็ไม่ได้ออกแบบมารองรับแผ่นดินไหว ทั้งที่รู้อยู่ว่าพื้นที่ราบลุ่มภาคกลางนั้นเป็นแผ่นดินอ่อน ไม่ต่างอะไรจากเจลลี่ที่แค่แตะถาดเบาๆ เจลลี่ก็โยกตัวอย่างแรง หากเกิดแผ่นดินไหวที่มีจุดศูนย์กลางทางภาคเหนือหรือในพม่ามากกว่า 6 ริกเตอร์ ผู้อยู่อาศัยอาคารสูงในกรุงเทพฯ ก็จะรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่ห่างไกลออกไป เพราะแผ่นดินไหวในประเทศไทยเป็นแบบรอยเลื่อนที่มีพลังถึง 15 จุด ใน 22 จังหวัด ประชาชนในพื้นที่แนวรอยเลื่อนแผ่นดินไหวยิ่งต้องตระหนักในการสร้างอาคารบ้านเรือนให้มาก

ส่วนจังหวัดในภาคใต้โดยเฉพาะฝั่งอันดามันก็ควรระมัดระวังการเกิดคลื่นสึนามิ แต่ปัญหาก็คือระยะเวลาที่เกิดแต่ละครั้งจะมีความห่างกันค่อนข้างนานจนเราอาจจะลืมเลือนไปได้ว่ายังมีภัยพิบัติเหล่านี้อยู่

ในขณะที่สายตาจ้องมองคลื่นสึนามิในตู้จำลองการเกิดคลื่นสึนามิ จากแผ่นดินไหวใต้มหาสมุทรพาให้ย้อนระลึกถึงเหตุการณ์สึนามิครั้งใหญ่เมื่อ 9 ปีที่แล้วมาจนถึงแผ่นดินไหวครั้งล่าสุด ให้เรารู้ว่าแผ่นดินไหวในประเทศไทยไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป และเราต้องเรียนรู้เพื่อที่จะอยู่รอดบนแผ่นดินผืนนี้ไว้ให้ได้

ท่องโลกธรณี

พิพิธภัณฑ์เปิดตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. ตั้งแต่วันอังคารถึงวันอาทิตย์ หยุดวันจันทร์และวันนักขัตฤกษ์ ประชาชนทุกคนสามารถเข้าชมได้ฟรี เพียงแต่ลงทะเบียนเข้าชมเพื่อนับจำนวนคนเข้าชมในแต่ละเดือน ซึ่งยอดผู้เข้าชมจะมีผลต่องบประมาณในการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ดีๆ แห่งนี้ให้เปิดทำการได้ต่อไปนานๆ

ข่าวล่าสุด

โลตัส ขอนแก่นเปิดโฉมใหม่ 30 ต.ค. ดึง IKEA-ร้านดังเสริมทัพ

โลตัส ขอนแก่นเปิดโฉมใหม่ 30 ต.ค. ดึง IKEA-ร้านดังเสริมทัพ