
อวสาน...หงส์แดง?
ความฝันปลดล็อกแชมป์ลีกครั้งแรกในรอบ 24 ปี ของ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล เป็นอันต้องพังทลาย เมื่อพวกเขาถูก คริสตัล พาเลซ ไล่ตามตีเสมอ 3-3 ชนิดสุดช็อก
ความฝันปลดล็อกแชมป์ลีกครั้งแรกในรอบ 24 ปี ของ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล เป็นอันต้องพังทลาย เมื่อพวกเขาถูก คริสตัล พาเลซ ไล่ตามตีเสมอ 3-3 ชนิดสุดช็อก ณ เซลเฮิร์สท์ พาร์ก เมื่อวันที่ 5 พ.ค. ทั้งที่ 55 นาทีแรกออกนำก่อนถึง 3 ลูก ว่าแต่... เกิดอะไรในค่ำคืนนั้น
ในฐานะที่ได้ชมเกมเชื่อว่าสาเหตุหลักๆ มาจากเงื่อนไขก่อนแข่งที่ลิเวอร์พูลต้องการยิงประตูให้ได้มากๆ เพื่อลดช่องว่างประตูได้เสียกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี คู่ปรับแย่งแชมป์ จะเห็นได้จากการเติมเกมสูงของวิงแบ็ก และความขยันของผู้เล่นทุกตำแหน่งที่มุ่งมั่นผลิตสกอร์แม้ขึ้นนำขาดลอยแล้ว
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นนาทีที่ 79 เมื่อ เดเมียน เดลานีย์ ปราการหลังเจ้าถิ่นซัดไกลแฉลบ มาร์ติน สเคอร์เทล ไล่มาเป็น 1-3 เวลานั้น “หงส์แดง” แสดงทีท่ากระตือรือร้นต่อเนื่อง โดยรีบนำบอลมาตั้งหวังตามหาประตูที่ 4 แต่อีก 2 นาทีต่อมา สถานการณ์กลับตาลปัตร หลัง ดไวท์ เกย์ล หลุดมายิงลูกที่ 2 จากจังหวะสวนกลับเร็ว
จากนั้นเห็นได้ชัดว่า เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือทีมเยือนพยายามจะรักษาสกอร์ 3-2 เอาไว้ นั่นเท่ากับยอมทิ้งปาฏิหาริย์ในการนับประตูได้เสียแข่ง กรณีจบซีซั่นคะแนนเสมอกัน กระทั่งมาโชคร้ายถูกตีเสมอในที่สุด โดยหลังเกมนายใหญ่ชาวไอร์แลนด์เหนือเชื่อว่าถ้วยพรีเมียร์ตกไปอยู่ในมือ “เรือใบสีฟ้า” เรียบร้อย
“เราทำได้ถึง 99 ประตู (ในลีก) ซึ่งถือเป็นความสำเร็จชั้นยอดของทีม แต่คุณต้องตั้งรับให้ดีด้วย มันไม่มีประโยชน์เลยที่จะทำประตูได้เป็นกอบเป็นกำหากคุณตั้งรับกันเหมือนที่เราทำกันในคืนนี้ ตอนนี้มันแน่นอนแล้วว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี จะเดินหน้าคว้าชัยชนะ และได้แชมป์ไปครอง” บีร็อด กล่าว
ขณะที่ เจมี คาร์ราเกอร์ ตำนานเกมรับถิ่นแอนฟิลด์ ออกโรงจวกแผงหลังรุ่นน้อง หลังเสีย 3 ประตูในช่วงท้ายเกม พร้อมกับทิ้งระเบิดว่าเป็นเพราะแผงหลังชุดนี้ที่ทำให้ หลุยส์ ซัวเรซ ดาวยิงลิเวอร์พูลต้องร้องไห้หลังจบเกม เนื่องจากความพยายามในการต่อสู้มาตลอดซีซั่นส่อแววกลายเป็นศูนย์
“ในเรื่องเกมรับ พวกเขาไม่ถึงขั้นจะเป็นแชมป์ลีกได้หรอกนะ มามาดู ซาโก มักเสียประตูเป็นประจำเวลาถูกกดดัน นั่นยังไม่ดีพอ พวกเขาโยนถ้วยพรีเมียร์ลีกทิ้งไปแล้ว” คาร์ราเกอร์ กล่าว
ทั้งหมดนี้อาจเหมารวมได้ถึงประสบการณ์ในการลุ้นแชมป์ที่พลพรรคหงส์ดูยังมีน้อยเกินไป หากมองย้อนไปพวกเขาดูจะมีเพียงความมุ่งมั่น ชัยชนะติดต่อกัน 11 นัด เปรียบเสมือนดาบสองคม เพราะมันไปกระตุ้นให้นักเตะทุกคนเหลิงและแอบคิดไปไกลว่าโอกาสปลดล็อกความสำเร็จมาถึงแล้ว จึงลงเล่นด้วยความคึก บุกแหลก ลุยแหลก เพื่อลิขิตชะตาแชมป์ด้วยน้ำมือตัวเอง จนบางครั้งปราศจากการวางแผนอย่างรัดกุม สิ่งเหล่านี้จะคอยเป็นชั่วโมงบินสะสม ถ้าภายภาคหน้ามีลุ้นแชมป์อีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ... ใช่ว่าประตูแชมป์ของลิเวอร์พูลจะปิดสนิทลง เพราะพวกเขายังมีหวังสร้างเซอร์ไพรส์ได้เช่นกัน เพียงแต่โอกาสคงริบหรี่พอควร สิ่งเดียวที่ทำได้ตอนนี้คือภาวนาให้ ซิตี สะดุดแพ้ แอสตัน วิลลา ในเกมตกค้างคืนนี้ หรืออย่างน้อยเสมอเพื่อต่อลมหายใจ ทว่าเกมนี้ “เรือใบสีฟ้า” น่าจะได้ตัว ดาบิด ซิลบา รวมถึง ยายา ตูเร ที่จะฟิตกลับมาทันลงสนาม ส่วนในราย เซร์คิโอ อกูเอโร และ เฆซุส นาบาส ยังมีอาการบาดเจ็บรบกวน
ด้าน “สิงห์ผยอง” ลงเล่นด้วยสปิริตล้วนๆ เพราะไร้ห่วงในเกมลีก แนวรุกอย่าง ชาร์ล เอ็นซ็อกเบีย, จอห์น โอโคเร, ลิบอร์ โคซัค และ คริสเตียน เบนเตเก มีอาการบาดเจ็บลงสนามไม่ได้แน่นอน และยังต้องรอทดสอบความฟิตของ กาเบรียล อักบอนลาฮอร์ และ อันเดรียส ไวน์มันน์ แต่คาดว่าทั้งสองคนน่าจะมีชื่ออยู่ในทีมชุดนี้
ไม่ว่าบทสรุปพรีเมียร์ลีกจะสิ้นสุดอย่างไร แต่แมตช์ดราม่าสุดประทับใจเหล่านี้จะยังคงสถิตในใจแฟนบอลแน่นอน







