
เงินผ่อน...สิ่งที่มนุษย์เงินเดือนพึงระวัง
มนุษย์เงินเดือนกับเงินผ่อนดูจะของคู่กัน ใครไม่รู้จักเงินผ่อนถือว่าเชย บางคนผ่อนบ้าน บางคนผ่อนรถ
โดย...วรธาร
มนุษย์เงินเดือนกับเงินผ่อนดูจะของคู่กัน ใครไม่รู้จักเงินผ่อนถือว่าเชย บางคนผ่อนบ้าน บางคนผ่อนรถ บางคนผ่อนบัตรเครดิต ผ่อนโทรศัพท์ บางคนผ่อนภรรยาก็มีคือกู้เงินมาแต่งงาน สารพัดผ่อน หลายคนผ่อนเพลินจนต้องทำงานใช้หนี้ตลอดการเป็นลูกจ้างไม่มีเงินเก็บ พอไม่มีเงินสำรองแต่เกิดจำเป็นต้องใช้ไม่มีก็คิดมากทุกข์เครียด
ณรงค์วิทย์ แสนทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีเพิล แวลูว์ วิทยากรและนักเขียนชื่อดัง กล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้ค่านิยมใช้ก่อนผ่อนทีหลังเกิดขึ้นมากในสังคมไทยมีอยู่ 2 ข้อหลัก คือ 1.คนไทยชอบเห่อ โดยเฉพาะคนไม่ค่อยมีเงินมักอยากได้โน่นได้นี่ เห็นใครมีต้องมีด้วยโดยไม่ประเมินตัวเอง มักใช้ความรู้สึกอยากได้ตัดสิน ไม่ดูเหตุผลหรือประโยชน์ของสิ่งที่ต้องการได้ก่อน เช่น บางคนผ่อนเครื่องออกกำลังกายมาเพราะเห็นโฆษณาในทีวี แต่พอซื้อมาจริงๆ กลับกลายเป็นราวตากผ้า
2.ผู้ทำธุรกิจปล่อยเงินกู้หรือขายสินค้าออกโฆษณาล่อใจ เช่น ไม่มีเงินดาวน์ก็ผ่อนรถได้ ไม่มีเงินก็สามารถซื้อเครื่องใช้กลับบ้านได้ด้วยบัตรต่างๆ เพียงคุณมาแต่ตัวกับหัวใจแล้วจะได้ทุกอย่างที่ต้องการ เจอโฆษณาแบบนี้ร้อยทั้งร้อยไปไม่รอด จอดป้ายเงินผ่อนทุกราย
“ไม่ใช่ผมจะต่อต้านนโยบายเงินผ่อน แต่อยากชี้ให้เห็นบางอย่างที่มนุษย์เงินเดือนพึงระวัง มิฉะนั้นจะทำงานใช้หนี้ไปตลอดชีวิตการเป็นลูกจ้าง โอกาสจะออกมาทำธุรกิจส่วนตัว หรือมีทรัพย์สินเงินทองไว้กินตอนแก่จะมีน้อยลง สมมติเราอยากได้รถยนต์สักคัน ถ้ายังไม่ซื้อผมถือว่ารถยนต์คือปัจจัยจูงใจในการทำงาน เพื่อเก็บเงินซื้อเราอาจหางานพิเศษทำ เพื่อให้ได้เงินมากขึ้น แต่ถ้าเมื่อไรที่เราใช้นโยบายเงินผ่อนรถยนต์จะเป็นสิ่งจูงใจเราสักเดือนสองเดือน หลังจากนั้นอีกสามสี่ปีรถจะเปลี่ยนจากแรงจูงใจเป็นภาระทันที”
ผู้บริหารพีเพิล แวลูว์ กล่าวต่อว่า ภาระที่ว่านั้นคือความทุกข์ที่ต้องนั่งผ่อนรถทุกเดือน ความเครียดจะเริ่มมาเยือนมากขึ้นเรื่อยๆ จะหมดทุกข์อีกครั้งเมื่อภาระเงินผ่อนหมดลง หลายคนพอผ่อนอะไรหมดใหม่ๆ รู้สึกเข็ดไม่อยากผ่อนอะไรอีก แต่อีกหลายคนเข็ดแล้วไม่จำ พอผ่อนอะไรหมดไปอย่างหนึ่งแล้วรีบหาใหม่
“ถ้าสังเกตให้ดีสิ่งที่เราผ่อนนั้นส่วนมาก ช่วงเวลาที่เรามีความสุขนั้นมีเพียงนิดเดียวคือ ตอนที่ได้มันมาใหม่ๆ หรือตอนที่เพื่อนๆ หรือคนรอบข้างชม เช่น โอ้โฮ! รถสวยจัง ดีนะมีรถของตัวเองไม่ต้องนั่งรถเมล์ไปทำงาน เป็นต้น นี่คือช่วงเวลาที่มีความสุขซึ่งมีเพียงสองสามนาที แต่อีก 23 ชั่วโมงกับอีก 5758 นาทีต่อวันในทุกๆ เดือนนั้นเราจะทุกข์อยู่กับภาระเงินผ่อน” กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีเพิล แวลูว์ กล่าว
พร้อมให้แนะนำแง่คิดว่า ถ้าจะผ่อนอะไรขอให้พิจารณา 3 ประเด็น คือ 1.สิ่งที่ผ่อนเป็นภาระหรือการลงทุน ให้วิเคราะห์ดูว่าสิ่งที่จะผ่อนนั้นสามารถสร้างผลตอบแทนให้เราได้หรือไม่ เช่น ถ้าผ่อนรถแล้วจะเอารถไปสร้างรายได้หรือไม่ หรือเอาไว้ขับไปทำงานให้ดูเท่ 2.จำเป็นต่อชีวิตหรือไม่ หมายถึง สิ่งนั้นจำเป็นและสำคัญต่อชีวิตอันดับต้นๆ หรือไม่ เช่น ถ้าพิการและถ้าไม่ผ่อนรถเข็นสักคันเราคงไปทำงานไม่ได้ อย่างนี้ผ่อนไปเถอะ ถ้าไม่ผ่อนรถสักคันสาวๆ จะไม่มอง เป็นต้น อย่างนี้ขอให้คิดใหม่ว่าเรากำลังจะเปลี่ยนแรงจูงใจ เป็นภาระแก่ชีวิต และ 3.มีเงินพอหรือไม่
“ถ้าอยากมีชีวิตที่ประสบความสำเร็จในอนาคตจงอย่าริเข้าเป็นสมาชิกสมาคมราชาหรือราชินีเงินผ่อน จงถือนโยบายอดเปรี้ยวไว้กินหวานจะดีกว่า ถ้าอยากได้รถสักคันบ้านสักหลังแล้วเก็บเงินทุกๆ เดือน บางทีพอถึงเวลามีเงินพอซื้อรถหรือบ้านแล้วเราอาจจะเปลี่ยนใจไม่ซื้อก็ได้ เพราะอาจเห็นช่องทางการลงทุนอย่างอื่นที่ดีกว่า”







