
วิถีแห่งขุนเขา...ชนเผ่าปกาเกอะยอ
ท่ามกลางขุนเขาอันกว้างใหญ่บนพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ มองออกไปไกลสุดสายตา
โดย...ณัฐจักร วงษ์ยิ้ม
ท่ามกลางขุนเขาอันกว้างใหญ่บนพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ มองออกไปไกลสุดสายตา ต้นไม้เขียวขจีปรากฏอยู่เบื้องหน้า แสงแดดแผดเผาทะลุหมอกเมฆยามบ่าย ส่องเป็นประกายสีทองระยิบระยับ สิ่งมีชีวิตหลากหลายสายพันธุ์อาศัยอยู่ร่วมกัน ทั้งสัตว์ป่าน้อยใหญ่ พืชพรรณธัญญาหาร ไม่เว้นแม้แต่สัตว์สังคมอย่างมนุษย์
บ้านสันดินแดง-ชุมชนคนต้นน้ำ
หมู่บ้านสันดินแดง เป็นชุมชนเผ่าปกาเกอะญอที่ยังคงใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย พึ่งพาปัจจัยภายนอกน้อย สามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างเกื้อกูล “น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า” เป็นคำเปรียบเปรยที่เหมาะสมที่สุดสำหรับหมู่บ้านเล็กๆ ในป่าใหญ่แห่งนี้ โดยหมู่บ้านสันดินแดงตั้งอยู่ใน ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ เป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำที่สมบูรณ์ใจกลางอุทยานฯ อุดมไปด้วยป่าเบญจพรรณและป่าดิบชื้น
บ้านเรือนของชาวปกาเกอะญอนิยมสร้างบ้านชั้นเดียวยกพื้นสูง ชั้นล่างปล่อยโล่งสำหรับตำข้าว เก็บฟืน เลี้ยงสัตว์ เช่น ไก่ หมู วัว และควาย ในบ้านจะมีเตาไฟตรงกลาง เรียกว่า “เส่อ กี โข่” ซึ่งชาวบ้านให้ความสำคัญมาก ใช้ประกอบอาหาร ให้แสงสว่าง และความอบอุ่น วัสดุที่ใช้สร้างบ้านคือไม้ไผ่ แม้กระทั่งหลังคาก็ใช้ไม้ไผ่ผ่าครึ่งแล้วประกบซ้อนสลับกันไป
ความเชื่อดั้งเดิมของชนเผ่าปกาเกอะญอ คือ การเกิดมาเป็นคน มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เจ้าน้ำ เจ้าป่า เจ้าเขาอยู่ในธรรมชาติ จึงเชื่อว่าคนไม่ใช่เจ้าของธรรมชาติ หากจะนำไปใช้ประโยชน์ ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง และแจ้งให้เจ้าของธรรมชาติหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์รับรู้ก่อน
เกษตรกรรมเป็นอาชีพหลักของชาวบ้าน มีการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างเป็นระบบ โดยแบ่งพื้นที่สำหรับทำกินและที่อยู่อาศัย พื้นที่ใช้สอย และพื้นที่อนุรักษ์ไว้อย่างชัดเจน รวมถึงการจัดตั้งคณะกรรมการหมู่บ้าน เพื่อกำหนดกฎระเบียบมาช่วยควบคุมดูแล ซึ่งเป็นการนำเอาความรู้ ความเชื่อ กฎจารีตประเพณี มาผสมผสานกับการจัดการรูปแบบใหม่ ที่เรียกว่า “ป่าชุมชน”
ชาวปกาเกอะญอมีการทำไร่หมุนเวียน เป็นระบบการผลิตทางการเกษตรที่เอื้อต่อการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ โดยทำกันมาเป็นวัฒนธรรมตั้งแต่ยุคบรรพชน เป็นภูมิปัญญาที่สร้างความสมดุลให้เกิดขึ้นในพื้นที่ป่า โดยผู้เฒ่าผู้แก่ทำพิธีกรรมเลือกพื้นที่ทำกิน จากนั้นตัดต้นไม้จัดสรรพื้นที่ ซึ่งจะเหลือตอไม้ไว้ เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตชาวบ้านจะปล่อยให้พื้นที่ฟื้นฟูเองตามธรรมชาติ ตอไม้ที่หลงเหลือไว้จะแตกหน่อ ทรัพยากรหมุนเวียน เจริญงอกงามขึ้น หลังจากธรรมชาติกลับมาสมบูรณ์ประมาณ 3 ปี หรือบางพื้นที่ 10 ปี จึงย้อนมาทำการเกษตรในพื้นที่เดิมอีกครั้ง เรียกได้ว่าสามารถอยู่กับธรรมชาติได้อย่างเกื้อกูล
อุทัย สิริโรจน์ธรรม ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 15 ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ วัย 45 ปี หรือที่ชาวบ้านสันดินแดงเรียกกันว่า “พ่อหลวง” บอกว่า ชาวบ้านทุกคนมีความเท่าเทียมกัน ไม่มีสิทธิพิเศษสำหรับใคร และมีความคิดว่าอยู่กับธรรมชาติต้องรู้จักอนุรักษ์ทรัพยากร โดยเฉพาะอย่างยิ่งป่าต้นน้ำ ทุกคนต้องมีจิตสำนึกรักษ์ป่า เพราะถ้าไม่มีป่า น้ำก็ไม่มีให้กิน คนก็อยู่ไม่ได้ มันจะสร้างความเดือดร้อนต่อไปเป็นทอดๆ ถ้าบนดอยขาดป่าต้นน้ำทุกอย่างก็จบ ดังนั้น ต้องบริหารจัดการน้ำให้ดี
พ่อหลวงแห่งบ้านสันดินแดง เล่าต่อว่า แต่ก่อนในพื้นที่บ้านสันดินแดงเคยมีปัญหาเรื่องทรัพยากรป่าไม้อยู่ช่วงหนึ่ง เพราะเราเคยนิยมทำไร่ฝิ่น ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ป่าจำนวนมาก จึงมีการวางแผนเรื่องการปลูกต้นไม้บริเวณขุนน้ำให้ป่าเติบโต ตอนนี้ถือว่าดีขึ้นมาก แม้จะไม่สมบูรณ์เหมือนเดิม แต่ถ้าทุกคนร่วมมือร่วมใจอนุรักษ์กันต่อไป แน่นอนว่าธรรมชาติจะกลับมา
“เราปลูกจิตสำนึกให้ชาวบ้านเห็นถึงความสำคัญและประโยชน์ของป่าไม้ โดยเฉพาะป่าต้นน้ำ ถ้าพื้นที่ป่าต้นน้ำถูกทำลายหมด ก็ไม่มีแหล่งกำเนิดน้ำ คนในเมืองข้างล่างจะอยู่ไม่ได้ ฉะนั้น เราจึงเป็นส่วนสำคัญในการอนุรักษ์ ซึ่งเราไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่เพื่อประโยชน์ส่วนรวม”
ชาวปกาเกอะญอมีความเชื่อมากมายเกี่ยวกับป่าไม้ ชีวิตตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจนหมดลมหายใจล้วนผูกพันกับวิถีธรรมชาติ การอุ้มท้องของผู้เป็นมารดามีข้อห้ามไม่ให้กินสัตว์ที่ส่งผลต่อเด็ก เช่น สัตว์ที่พิการ สำหรับพ่อห้ามออกไปล่าสัตว์ เพราะเชื่อว่าเด็กเกิดมาจะเหมือนสัตว์เหล่านั้น ซึ่งนอกจากทำให้จิตใจของพ่อแม่บริสุทธิ์แล้ว อีกนัยหนึ่งก็คือการอนุรักษ์สัตว์ป่านั่นเอง
เมื่อเกิดมาผู้ใหญ่จะนำสายสะดือของเด็กไปผูกไว้กับต้นไม้ในพื้นที่ป่าศักดิ์สิทธิ์หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ป่าเดปอ” ให้เทพารักษ์ประจำต้นไม้ปกปักรักษาเด็ก เป็นการทำให้เด็กมีความผูกพันกับทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งต้นไม้เหล่านั้นจะถือว่าต้องห้ามในการกระทำใดๆ เป็นอีกวิธีในการรักษาต้นไม้ผ่านจารีตประเพณี หลังจากเด็กโตขึ้นจะมีพิธีมัดมือให้กับเด็ก เพื่อขอพรจากเจ้าที่ เจ้าป่า เจ้าเขา สื่อให้เห็นถึงความผูกพันระหว่างชาวปกาเกอะญอกับสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว
“กิ่ว” หรือพื้นที่ของภูเขาสองลูกที่มาบรรจบกัน ชาวปกาเกอะญอเชื่อว่าเป็นทางผ่านของผี จึงไม่มีใครเข้าไปตัดไม้หรือใช้ประโยชน์ใดๆ เพราะกลัวสิ่งไม่ดีจะเกิดขึ้น แต่ในทางวิทยาศาสตร์ กิ่วเป็นพื้นที่เปราะบาง ถ้าเข้าไปเปิดพื้นที่ป่า อาจเกิดดินถล่มได้ง่าย
พิธีบวชป่าและบวชขุนน้ำ เป็นการประยุกต์เข้ามาใช้เพื่อให้คนข้างนอกรู้ว่า ชาวปกาเกอะญออยู่ได้โดยการรักษาต้นน้ำลำธาร เป็นการนำความเชื่อของศาสนาพุทธมาผสมผสาน ถ้าใครฝ่าฝืนเข้าไปตัดต้นไม้ ล่าสัตว์ ก็จะมีอันเป็นไป โดยจะใช้ผ้าเหลืองพันรอบต้นไม้และทำเป็นศาลไว้ หรือใช้ไม้ไผ่สานเป็นรูปสี่เหลี่ยม ภาษาท้องถิ่นเรียกว่า “ต๋าแหลว” ผูกติดกับต้นไม้เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าพื้นที่นี้ศักดิ์สิทธิ์ กิจกรรมนี้แสดงออกถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติผ่านความเชื่อต่ออำนาจเหนือธรรมชาติ ซึ่งเป็นกุศโลบายอันแยบยล ใช้สอนคนให้รู้จักคำว่า “พอ”
องค์ความรู้ สู่ความยั่งยืน
ความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติที่แท้จริง ไม่ได้หมายความว่าคนต้องออกจากผืนป่า หากแต่เป็นวิธีการที่ทำให้มนุษย์กับธรรมชาติสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเกื้อกูล ซึ่งจะให้ผลสัมฤทธิ์สูงสุดย่อมต้องใช้องค์ความรู้ที่ถูกต้องเข้ามาช่วย การสนับสนุนและส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ป่าไม้ ต้นน้ำลำธาร ตลอดจนกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดความยั่งยืน จึงเป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมูลนิธิไทยรักษ์ป่า ที่สร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน สร้างหมู่บ้านต้นแบบและโรงเรียนไทยรักษ์ป่า สนับสนุนการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ป่าต้นน้ำ และงานค้นคว้าวิจัยด้านการอนุรักษ์ เผยแพร่ความรู้ ปลูกจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ป่าไม้
ธวัช ขัดผาบ หัวหน้าส่วนโครงการ 1 มูลนิธิไทยรักษ์ป่า กล่าวว่า ชาวบ้านสันดินแดงมีความน่ารักอยู่แล้ว วิถีชีวิตของพี่น้องปกาเกอญอแต่เดิมมีแนวคิดเรื่องการอนุรักษ์ผืนป่ามาแต่บรรพบุรุษ ทางมูลนิธิไทยรักษ์ป่า ที่สนับสนุนโดยเอ็กโก กรุ๊ป จึงมาหนุนเสริมให้ชุมชนในเรื่องคุณภาพชีวิต และกิจกรรมอนุรักษ์ที่ชาวบ้านมีอยู่แล้วให้ได้ดำเนินกิจกรรมเพื่อรักษาผืนป่า 2.3 หมื่นไร่แห่งนี้ต่อไป เหมือนเป็นการขอบคุณผู้ดูแลรักษาป่า ยิ่งเป็นป่าต้นน้ำที่จริงๆ ชาวบ้านใช้น้ำแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่คนที่อยู่ด้านล่าง กลางน้ำ ปลายน้ำ ได้รับประโยชน์ที่เกิดจากการเผื่อแผ่ของคนต้นน้ำ
โครงการพลังงานไฟฟ้า “หนึ่งป่าต้นน้ำ หนึ่งต้นกำเนิดพลังงาน” จึงเกิดขึ้น ขณะนี้สร้างแล้วเสร็จไป 4 โรง กำลังดำเนินการอีก 2 โรง เป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังน้ำที่สร้างประโยชน์ให้แก่คนในชุมชน จึงถือเป็นการขอบคุณที่รักษาป่าต้นน้ำให้กับพวกเรา
“ประโยชน์คือชาวบ้านจะได้ใช้ในเรื่องของแสงสว่างตอนกลางคืน การสื่อสารต่างๆ มีโทรทัศน์ดู และโรงเรียนได้มีสื่อการเรียนการสอน หรือการทอผ้าซึ่งเป็นวิถีชีวิตแต่เดิม นอกจากจะทอได้ในเวลากลางวันแล้วยังสามารถทอผ้าตอนกลางคืนได้อีก การประชุมหมู่บ้าน เสียงตามสายต่างๆ ใช้พลังงานไฟฟ้าจากส่วนนี้ทั้งหมด ซึ่งเป็นผลมาจากการดูแลรักษาป่าของชาวบ้าน” ธวัช ระบุ
โครงการมากมายเป็นส่วนช่วยในการรักษาป่าต้นน้ำอย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็น โครงการหมู่บ้านไทยรักษ์ป่า ส่งเสริมหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ป่าต้นน้ำ ให้มีการพึ่งพาและใช้ประโยชน์จากป่าอย่างยั่งยืน ภายใต้หลักการ “คนอยู่ได้ ป่าอยู่ได้” โดยผลักดันและสร้างความเข้มแข็งกับชุมชนให้เกิดการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ซึ่งอาศัยภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นสำคัญ
วุฒิพงษ์ ดงคำฟู ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ กล่าวว่า ก่อนประกาศอุทยานแห่งชาติ ได้มีชุมชนท้องถิ่นเดิมอยู่มาก่อนแล้ว หมู่บ้านสันดินแดงก็เช่นกัน การจัดสรรพื้นที่ป่าอนุรักษ์ได้วางหลักเกณฑ์ไว้ว่า พื้นที่ทำกินเดิม ทางหน่วยงานจะสำรวจเพื่อขึ้นรูปแปลง และพยายามให้ราษฎรใช้ประโยชน์จากที่ดินตามขอบเขต ละให้มีการปลูกพืชเศรษฐกิจที่ได้รับผลประโยชน์คุ้มค่า แต่ไม่ได้ละทิ้งจารีตเดิม เช่น บางชุมชนมีประเพณีเรื่องการปลูกข้าว ทำนา โดยเฉพาะภูมิปัญญาของพี่น้องชาวปกาเกอะญอ โจทย์คือทำอย่างไรให้เขาได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ตามหลักความพอเพียง
วุฒิพงษ์ กล่าวว่า ภูมิปัญญาของชาวปกาเกอะญอตั้งแต่บรรพบุรุษมีการจัดการทรัพยากรอยู่แล้ว เพียงแต่บางสิ่งบางอย่างตัวกฎหมายจะเป็นข้อจำกัด อุทยานฯ จึงได้วางกรอบในการใช้ทรัพยากร เพราะถ้าไม่ให้คนอยู่กับป่านั้นเป็นไปได้ยาก จึงต้องทำให้สามารถใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน คนต้นน้ำต้องแบ่งปันทรัพยากรให้คนกลางน้ำและปลายน้ำด้วย เป็นความเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน
ปัจจุบันมีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยกำกับดูแลพื้นที่ป่าไม้ในเรื่องของภาพถ่ายทางอากาศที่จะเป็นพิกัดทางภูมิศาสตร์ คอยตรวจสอบว่ามีการขยายพื้นที่หรือไม่ เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ในพื้นที่ป่าสมบูรณ์คือป่าดิบ เป็นแหล่งผลิตน้ำ ชาวบ้านจะมีการกันพื้นที่ไว้ โดยร่วมกับคณะกรรมการหมู่บ้าน ถ้าเป็นป่าอนุรักษ์ห้ามตัดไม้หรือเข้าไปทำอะไรเด็ดขาด แต่ถ้าเป็นพื้นที่ป่าใช้สอยสามารถตัดได้โดยผ่านมติของคณะกรรมหมู่บ้าน ซึ่งป่าใช้สอยมีทรัพยากรหลากหลาย ทั้งไม้ไผ่ ไม้ยืนต้นต่างๆ ที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ ขณะเดียวกันพืชที่เป็นอาหารป่าก็เก็บกินได้ ขายได้
การรักษาผืนป่า อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะป่าต้นน้ำ แหล่งกำเนิดของสิ่งมีชีวิตนานาพันธุ์ หลายคนมองว่ามนุษย์ห้ามไปยุ่ง ต้องคงไว้ซึ่งธรรมชาติแบบดั้งเดิม เหมือนฉีดยาสตัฟฟ์เอาไว้ หารู้ไม่ว่าการอนุรักษ์ที่ยั่งยืนที่สุด จริงๆ แล้วคือการใช้ประโยชน์ร่วมกัน เมื่อทุกคนเห็นถึงประโยชน์ร่วม แนวคิดอนุรักษ์ย่อมบังเกิด ฉะนั้น คนที่จะอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างเกื้อกูลจึงมีจิตสำนึกรักษ์ป่าไม้ รู้จักเผื่อแผ่ ไม่เห็นแก่ตัว ไม่มองแค่ประโยชน์ส่วนตน
ดังภาษิตของพี่น้องปกาเกอะญอที่ว่า “ของที่อร่อยที่สุดคือข้าว สิ่งที่สวยงามที่สุดคือน้ำใจคน”







