posttoday
พญ.มาริษา พงศ์พฤฒิพันธ์ พาไปรู้จักธรรมชาติของ ‘แผลเป็น’

พญ.มาริษา พงศ์พฤฒิพันธ์ พาไปรู้จักธรรมชาติของ ‘แผลเป็น’

03 พฤษภาคม 2557

ฉบับนี้พาไปรู้จัก “พญ.มาริษา พงศ์พฤฒิพันธ์” แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคผิวหนัง

โดย...สุภชาติ เล็บนาค

ฉบับนี้พาไปรู้จัก “พญ.มาริษา พงศ์พฤฒิพันธ์” แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคผิวหนัง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์และคณะอนุกรรมการวิชาการ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย ซึ่งจะมาเล่าให้ฟังถึง “แผลเป็น” ว่ามีกี่ชนิด และวิธีการรักษาวิธีใดที่จะทำให้แผลเป็น กลายเป็นเรื่องเล็กสำหรับคุณ

พญ.มาริษา บอกว่า แผลเป็นเกิดจากการซ่อมแซมของผิวหนัง เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการห้ามเลือดจากบาดแผลไปถึงการสร้างคอลลาเจนใหม่ที่แข็งแรงบริเวณใต้ผิวหนัง โดยจะกลายเป็นแผลเป็นที่สมบูรณ์ ในระยะเวลาประมาณ 1 ปี ทั้งนี้ แผลที่ลึกกว่าชั้นหนังแท้ลงไป ผิวหนังส่วนบนมักจะหายไม่ดีจนกลายเป็นแผลเป็น ซึ่งเป็นได้ทั้งแผลเป็นนูน และแผลเป็นลึกลงไป ซึ่งปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดว่าแผลเป็นจะหายดีหรือไม่ จะขึ้นอยู่กับความลึกของแผล กรรมพันธุ์และเชื้อชาติ ตำแหน่งของบาดแผล สาเหตุของบาดแผล ปัจจัยจากการเย็บแผล รวมถึงการดูแลรักษาในขณะที่เป็นแผล

ทั้งนี้ พญ.มาริษา พูดถึงแผลเป็น 3 แบบที่คนไทยเป็นกันมาก ได้แก่ 1.แผลเป็นอันเกิดจากสิว และ 2.แผลเป็นจากการถลอก และ 3.จากการผ่าตัด โดยแผลเป็นที่เกิดจากการเป็นสิวนั้น พบบ่อยในช่วงวัยรุ่นและวัยทำงาน โดยวิธีรักษา ขึ้นอยู่กับความรุนแรง ความลึก และขนาด โดยมีวิธีรักษาตั้งแต่ ตัดหลุม ขัดผิว และใช้เลเซอร์ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีเทคโนโลยีการรักษาใหม่ๆ มากมาย แต่ผลการรักษายังมีข้อจำกัดทำให้ต้องรักษาหลายวิธีร่วมกัน

พญ.มาริษา พงศ์พฤฒิพันธ์ พาไปรู้จักธรรมชาติของ ‘แผลเป็น’

 

“แผลเป็นที่มีความลึกหรือแผลที่มีการทำลายของรูขุมขนจะไม่สามารถกลับมาเป็นผิวหนังปกติได้ 100% เพราะฉะนั้น ผู้ป่วยควรมีการปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการเลือกวิธีการรักษาและผลที่จะได้รับ อย่างไรก็ตาม แนะนำให้ป้องกันด้วยการไม่แกะสิว”

แบบที่ 2 ได้แก่ แผลเป็นจากการล้มถลอก พญ.มาริษา แนะนำให้รีบห้ามเลือดในเบื้องต้น และล้างทำความสะอาด หรือใช้สบู่ฟอกกำจัดสิ่งสกปรกออกจากบาดแผลทันที โดยหลังจากนั้น ให้ใช้ยาปฏิชีวนะชนิดครีมหรือขี้ผึ้งทาก่อนปิดแผลด้วยปลาสเตอร์เพื่อป้องกันแผลจากสิ่งสกปรกภายนอก ขณะเดียวกัน เมื่อตกสะเก็ดก็ควรหลีกเลี่ยงการแกะเกาสะเก็ดแผลเนื่องจากจะทำให้แผลหายช้า

ส่วนแผลเป็นจากการผ่าตัดนั้น พญ.มาริษา บอกว่า แผลที่เกิดจากการเย็บสามารถป้องกันการเกิดแผลเป็นนูนโดยการใช้แผ่นปิดเพื่อกดทับหรือเจลปิดแผล เช่น ซิลิโคนเจล โดยเริ่มใช้หลังผ่าตัดหรือหลังตัดไหม ปิดไว้นาน 12-24 ชั่วโมง และปิดไว้ประมาณ 3-6 เดือน โดยแผลเป็นจากการเย็บใน 6 เดือนแรกมักพบเป็นแผลนูน แต่แผลนูนตามร่องรอยการเย็บนั้นส่วนใหญ่สามารถหายได้ เมื่อแผลมีการซ่อมแซมสมบูรณ์ภายในเวลา 6 เดือนถึง 1 ปี

อย่างไรก็ตาม แผลเป็นนูนในบางรายอาจเป็นชนิดคีลอยด์ซึ่งมักโตขึ้นหลังการเย็บแผลนานหลายเดือน และมีขนาดหรือการขยายลามออกจากแผลดั้งเดิมมาก โดยการรักษาทำได้ตั้งแต่ ฉีดยาเข้าไปในแผล ยาที่ใช้ ได้แก่ สเตียรอยด์ และยาต้านการเจริญของพังผืด รวมถึงการรักษาเสริมอื่นจะมีส่วนช่วยให้ผลการรักษาดีขึ้นและทำให้สีหรือพื้นผิวของแผลดีขึ้น เช่น การทายา การทำเลเซอร์ เป็นต้น ส่วนการรักษาโดยการตัดแผลเป็นนั้นอาจเป็นทางเลือกทางหนึ่ง ซึ่งต้องคำนึงถึงโอกาสการกลับเป็นซ้ำของแผลนูน เนื่องจากเป็นการทำให้เกิดแผลเย็บใหม่ จึงอาจต้องให้การรักษาอื่นเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ เช่น การฉายแสง หรือการฉีดยาสเตียรอยด์ และตรวจติดตามอย่างต่อเนื่อง

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง